วันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

วันพ่อ 51 - สติยามคับขัน

ค่ำคืนวันพ่อ ที่ไหน ๆ ในกรุงเทพ ก็จัดงานฉลองกันเป็นปกติ
ผมกับเพื่อน ๆ นั่งทานข้าว อยู่ท้ายซอยข้าวสาร ที่ประจำที่เรานัดรวมตัวกันก่อนจะออกเที่้ยว
บ่อยครั้งที่ผมได้มาที่นี่ แต่วันนี้บรรยากาศดูแปลกตา 
ฝรั่งหลายคนยืนปะปนอยู่กับคนไทย หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเทียนในมือกันคนละเล่ม
แสงเทียนอุ่น ๆ วาดไปตามใบหน้า กลืนไปกับผมสีเหลืองทอง ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ใจนึงก็คิดนะว่า เขาจะรู้ความหมายของสิ่งที่อยู่ในมือเขาหรือเปล่านะ
แม้แต่คนไทยเองก็เถอะ เราถือเทียนแท่งนี้กันด้วยศรัทธาหรืออย่างอื่นกันแน่



สิ้นเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี เสียงไชโยดังขึ้นไปทั่ว สู้กับเสียงพลุที่ถูกจุดขึ้น ทั่วกรุงเทพฯ
ผมยืนแหงนหน้าดู การแสดงบนพื้นสีดำที่กว้างคลุมทุกอย่างไว้
แดง ส้ม เหลือง ม่วง น้ำเงิน สีสันของพลุที่วาดแผ่นฟ้าแทนดวงดาว 
เสียงตูมตามเป็นระยะ กลบเสียงเซ็งแซ่ของคนเดินถนน 
นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน บรรยากาศอย่างนี้ ถ้าได้ยืนดูกับคนที่รักเรา ... คืนนี้คงจะเร่าร้อนและอบอุ่น



ราวตี 2 ร้านต่าง ๆ ก็เริ่มปิด แวะไปทานข้าวมือสุดท้ายของวันกันที่ ผัดไทประตูผี
ผัดไทธรรมดาๆ ที่เวลากินจะรู้สึกอะไรขึ้น ถ้าได้มานั่งกินที่นี่เวลาอย่างนี้
ทานกันเสร็จก็แยกย้าย ผมกับเพื่อนอีกสองคนที่เหลือ 
เดินคุยกันไปเรื่อย ๆ เพื่อจะกลับไปขึ้นรถที่ถนนราชดำเนิน



สี่แยกราชดำเนิน เต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์ เสียงบรึ่ม บรึ่ม จากท่อที่ผ่านการตกแต่ง
รถกว่าร้อยคันจอดปิดสี่แยกไว้ เพื่อเปลี่ยนถนนให้กลายเป็นสนามประชันความเร็ว
คันที่เหลือแยกย้ายกันจับจองจุดเฝ้าชมการแข่งขัน ตามสองข้างทางของถนน
ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่อง เราเลยไปโบกรถแท๊กซี่ ที่ริมถนน
ขณะที่รถสีชมพู หักเข้ามาเพื่อจะได้รับผู้โดยสารขึ้นรถ
รถมอเตอร์ไซ ก็พุ่งสวนขึ้นมาจากทางด้านหลัง และกำลังจะถูกเบียดเข้าข้างทาง
ผมมองเห็นแววตา ตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูกของหนุ่มนักซิ่งคนนั้น
และแฟนสาวที่นั่งอยู่ด้านหลัง ก็ไม่มีสภาพไ่ม่ต่างกันมากนัก 
อาจจะเพราะเหตุการณ์ เกิดขึ้นเร็วมาก หรือความตกใจ กัดกินการตัดสินใจไปหมด
รถจึงวิ่งเสียดสีกับด้านข้างรถยนต์ จนปะทะเข้ากับกระจกมองหลัง 
เพื่อนเราสองคน กรี้ดออกมาเบาๆ และถอยออกมาไกลจากถนน
น้องสองคนนั้นเสียหลักในทันที และพุ่งมาทางทางเดิน เหมือนนกบินอยู่ถูกยิงเข้าที่ปีก
รถเสียหลัก พุ่งไปด้านหน้า และเริ่มเอียงไถลไปตามพื้นถนน
คนขับและคนซ้อนก็ ตกใจเกินกว่าจะทำอะไรได้ ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฏฟิสิกส์




ผมเคยอ่าน เรื่องราวของคนอื่นเกี่ยวกับการเกิด สติ และสมาธิในเวลาคับขันมาก็มาก
แต่นี่พึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับตัว ในสถาณการณ์ที่มันคับขัน และรวดเร็วอย่างนี้
ตอนที่ได้ยินเสียงปัง!!! ของการปะทะจากรถทั้งสองคัน 
ผมเห็นตัวเองกระตุกเล็กน้อย จะด้วยความตกใจ หรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์
ที่อาจจะนำพาอันตรายมาให้ก็ไม่ทราบ แต่ในใจ เรากลับนิ่งอย่างประหลาด
การรับรู้ด้านเวลาของผมยังเหมือนเดิม เวลาไม่ได้เหมือนจะเดินช้าแบบ The Matrix
แต่เป็นสมองกับความคิดต่างหากที่เหมือนจะทำงานเร็วขึ้น
สิ่งแรกที่คิดถึง คือเพื่อนสองคนว่าจะเป็นยังไงบ้าง สายตาผมยังจับจ้องอยู่ที่เหตุการณ์ตรงหน้า
และมองเห็นรถที่กำลังพุ่งตรงมา แต่กลับรับรู้ว่าทั้งคู่กำลังจะหลุดออกไปจากกรอบการมองเห็น
รถจักรยานยนต์กำลังเอียงตัวลง ผมคำนวนจุดตกคร่าว ๆ ของรถว่า ถ้าล้มลงจะล้มลงตรงไหน
แล้วขยับตัวเล็กน้อย เพื่อจะไปยืนใกล้ ๆ ตรงนั้น ในใจตอนนั้นคิดว่า 
ถ้ารถล้มลงแล้วหัวน้องเค้าฟาดพื้นคงจะอันตรายนะ อย่างน้อยก็เอาขาไปกันฟุตบาทไว้หน่อย
โดน ADDA ถีบก็คงจะเจ็บน้อยกว่า ฟาดกับคอนกรีตแหละ 
รถพุ่งเข้ามาเร็วมาก และกำลังจะถึงตัว แต่กลับมีเวลาไปพิจารณาข้อมูลทีละอย่าง อย่างน่าแปลก
ดูสีหน้าของคนขับ ที่คิ้วขมวดจับจ้องไปที่พื้น แต่กลับไม่คิดขยับร่างกายเพื่อ แก้ไขสถานการณ์
เห็นคนซ้อน ที่มองหน้าคนขับเหมือนตั้งใจจะว่ากล่าว ในเวลาที่จะรอดรึเปล่ายังไม่รู้
เห็นรถที่ค่อย ๆ ล้มลง และพุ่งเข้ามา ผมเองก็ขยับตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อรับมือ
แต่ดูเหมือน ความรู้สึกว่า กำลังจะชนคน มีมากกว่าความตกใจ ทั้งคู่จึงเอียงตัวไปอีกด้าน
ทำให้ดึงรถที่กำลังจะล้ม ตั้งลำขึ้นไปใหม่ แต่สุดท้ายก็ปะทะเข้ากับทางเดินอยู่ดี และจอดสนิท


เหตุการณ์ดูเหมือนจะจบลงแล้ว ผมเลยรีบส่งเพื่อน ๆ ขึ้นรถกลับ
แต่ด้วยความที่รู้สึกว่าสมาธิยังคม อยู่นั้นเลยอยากจะพิจารณาสิ่งที่เกิดกับตัวเองเมื่อครู่ต่ออีกหน่อย
เลยเดิน ๆ ดูคนแข่งรถและแสงไฟอยู่แถวนั้นอีกสักพัก กว่าจะกลับถึงบ้านก็ตีสี่ตีห้าเลยทีเดียว


เป็นอีกวันที่ได้เห็นว่าชีวิตตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างจากการได้เจริญสติ


ภาพเบลอ ๆ หน่อยเพราะถ่ายจากกล้องมือถือ ในสภาพแสงไม่พอ



ปิดถนน และแข่งรถกันที่ถนนราชดำิเนินตอนราวตีสามกว่า ๆ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

การเลือกอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะกับจริต

เป็นคำถามที่มักจะโดนถามบ่อย ๆ 
หรือมักจะต้องให้คำแนะนำ 
ไม่เก่งพอจะตอบคำถามได้ตรงใจ
เลยยกเอาพระไตรปิฏกมาเลยก็แล้วกัน 
เอาไว้จะได้ตอบได้ถูก

               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐานว่ามี ๔ ไม่หย่อนไม่ยิ่ง. 
               ตอบว่า ก็เพราะจะทรงให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เวไนยสัตว์. 
               แท้จริง ในจำพวกเวไนยสัตว์ที่เป็นตัณหาจริต ทิฏฐิจริต ผู้เป็นสมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน) และวิปัสสนายานิก (ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน) ที่เป็นไปโดยส่วนทั้งสอง คือ ปัญญาอ่อน และปัญญากล้า 
               กายานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์หยาบเป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญาอ่อน. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์ละเอียด เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญากล้า. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานที่มีอารมณ์ไม่แยกออกมากนัก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญาอ่อน. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานที่มีอารมณ์แยกออกมาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญากล้า. 
               อนึ่ง สติปัฏฐานข้อ ๑ ที่มีนิมิตอันจะพึงบรรลุได้โดยไม่ยาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิก มีปัญญาอ่อน. สติปัฏฐานข้อที่ ๒ เพราะไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์อย่างหยาบ จึงเป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิก มีปัญญากล้า. สติปัฏฐานข้อที่ ๓ มีอารมณ์ที่แยกออกไม่มากนัก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิก มีปัญญาอ่อน. สติปัฏฐานข้อที่ ๔ มีอารมณ์ที่แยกออกมาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิกมีปัญญากล้า. 
               เพราะเหตุดังนั้น จึงกล่าวว่า สติปัฏฐานมี ๔ เท่านั้น ไม่หย่อนไม่ยิ่ง. 
               อีกอย่างหนึ่ง ที่ตรัสว่า สติปัฏฐานมี ๔ ก็เพื่อละเสียซึ่งวิปัลลาสความสำคัญผิดว่างาม สุข เที่ยง และเป็นตัวตน. แท้จริง กายเป็นอสุภะ ไม่งาม แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังสำคัญว่างาม ในกายนั้น. ด้วยทรงแสดงความไม่งามในกายนั้นแก่สัตว์เหล่านั้น จึงตรัสสติปัฏฐานข้อที่ ๑ เพื่อละวิปัลลาสนั้นเสีย. และในเวทนาเป็นต้น ที่สัตว์ยึดถือว่าสุข เที่ยง เป็นตัวตน เวทนาก็เป็นทุกข์ จิตไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา. แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังสำคัญว่าสุข เที่ยง เป็นตัวตน ในเวทนา จิต ธรรมนั้น ด้วยทรงแสดงความเป็นทุกข์เป็นต้นในเวทนา จิต ธรรมนั้นแก่สัตว์เหล่านั้นจึงตรัสสติปัฏฐาน ๓ ที่เหลือเพื่อละวิปัลลาสเหล่านั้นเสีย เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่าที่ตรัสว่า สติปัฏฐาน ๔ ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ก็เพื่อละความสำคัญผิดว่างาม สุข เที่ยงและตัวตนเสีย ดังที่กล่าวมานี้. มิใช่เพื่อละวิปัลลาสอย่างเดียวเท่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ที่ตรัสสติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อละ โอฆะ โยคะ อาสวะ คัณฐะ อุปาทาน และอคติ อย่างละ ๔ ด้วย เพื่อกำหนดรู้อาหาร ๔ อย่างด้วย พึงทราบในที่มาในปกรณ์ (บาลี) เท่านี้ก่อน.

ขยายความศัพท์
ตัณหาจริต - พวกโลภมาก พวกอยากได้ รักความสุข แสวงหาความสุข
ทิฏฐิจริต - คิดมาก ชอบตีค่า เจ้าความคิด ชอบวิจารณ์ เจ้าลัทธิ เจ้าอุดมการณ์
ปัญญากล้า - คือสติปัญญาแตกฉาน แยกแยะ และเห็นความจริงได้
ปัญญาอ่อน - ไม่ได้แปลว่าโง่ แค่ยังไม่เห็นความจริง

ว่าโดยย่อเท่านี้ก่อน

วันจันทร์ที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ไปวัดมา

เมื่อปลายเดือนตุลาคม

ใช้เวลาวันหยุด นั่งรถไปที่ยโสธร ... วัดป่าคำม่วง วัดสาขาวัดหนองป่าพง

ทีแรกเห็นว่า พระอาจารย์ โรเบิร์ต สุเมโธ จะมา

เคยฟัง file เสียงท่านมาแล้ว ชอบที่ท่านเทศน์เหมือนกัน แนวคิดและการเล่าเรื่องแบบตะวันตก

แต่เอามาเล่าในวิถีพุทธ ให้ความแตกต่างทางแนวคิดดีเหมือนกัน



แต่ท่านก็ไม่ได้มา 5555



ไม่เป็นไร เพราะยังไง ก็ได้กราบหลวงตาชู กับพระจากวัดพรหมประปา พระอาจารย์เรืองฤทธิ์

เราก็ได้สอบถามเรื่องการปฏิบัติ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

หลวงตาชู สอนว่า "ให้มีอุเบกขากับอารมณ์ ไม่ีมีดี ไม่มีร้าย ให้ใช้อุเบกขา ในการรับรู้"



ส่วน พระอาจารย์เรืองฤทธิ์ นั้นสอนว่า "ที่เรายังตัดกิเลศไม่ได้ เป็นเพราะเราเห็นว่ามันเป็นของดี มีของดีอยู่ใกล้ ก็เลยไปหยิบไปคว้ามันไว้ ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อปัญญาแก่รอบขึ้น ก็จะเห็นว่ามันเป็นของไม่ดี ของสกปรก เมื่อนั้นเราจะวางมันลงเอง และไม่อยากหยิบมันขึ้นมาอีกหรอก"

ตอนท้ายเราต้องรีบลากลับก่อน ท่านยังบอกอีกว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก".



เอ๊ะยังไง 5555 ก็งง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามท่่านอีก กราบลาแล้วก็รีบกลับกรุงเทพมาเลย

ไปต่างจังหวัดแล้วดีมาก ๆ บรรยากาศเค้าดีจริง สงบ ร่มใจ แค่อยู่ในวัด ใจก็นิ่ง มีสติเกิดถี่แล้ว



ขอบพระคุณพระอาจารย์ทั้งสองท่ามาก ๆ ครับ

วันอังคารที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

กิจแห่ง อริยสัจ ๔

จากหนังสือเล่มเดิมครับ "ปฏิปัตติปฺจฉาวิสัชนา" ไปแอบอ่านมาอีกนิดนึง
ลึกล้ำมากเกิน ผมอ่านได้ทีละนิด 55555

Q. อริยสัจ ๔ นั้น มีกิจจะต้องทำอะไรบ้าง

A. ตามแบบที่มีมาในธรรมจักร มีกิจ ๓ อย่างใน ๔ อริยสัจรวมเป็น ๑๒ คือ สัจญาณ รู้ว่าทุกข์ กิจญาณ รู้ว่าจะต้องกำหนด กรญาณ รู้ว่ากำหนดเสร็จแล้วแลรู้ว่าทุกข์สมุทัยจะต้องละ แลได้ละเสร็จแล้ว และรู้ว่าทุกขนิโรธจะต้องทำให้แจ้งแลได้ทำให้แจ้งเสร็จแล้ว แลรูว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา จะต้องเจริญแลได้เจริญเสร็จแล้ว นี่แหละเรียกว่ากิจในอริยสัจทั้ง ๔

ร้ายกาจ ... ห้าวหาญโคตร ... ธรรมะยังงี้ จะได้ฟัง ได้อ่านที่ไหนก็แสนยาก
จะหาฟังได้ง่ายก็หลวงพ่อปราโมทย์นี่แหละ 5555 ... อนุโมทนา สาธุ
เห็นอริยสัจในมุมมองใหม่ขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ก็ฟังหลวงพ่อปราโมทย์มา ก็ฟังไปเรื่อย
ไม่เคยคิดถึงอริยสัจในมุมของการตามรู้ตามดู แบบนี้บ้าง ... ท่านถกกันได้พิสดารจริง ๆ

วันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ไม่ใช่หมาย ไม่ใช่คิด

เดือนนี้ติดเรื่อง การเห็นไตรลักษณ์ จริง ๆ ไม่ใช่เดือนนี้หรอก ก็ติดแต่แรก
ตอนไป พบคุณดังตฤณ ท่านก็ชี้ข้อนี้มาทีนึงแล้ว ลองปฏิบัติตามไปแล้ว
แต่ก็ยังไม่เห็นอยู่ดี(สงสััยทำไม่ถูก 555) ก็ถามเพื่อนไปแล้วว่า ทำยังไงถึงจะรู้ได้
เพื่อนก็บอกว่า ให้รู้ไปเฉย ๆ พอปัญญาแก่รอบขึ้นแล้วมันจะเห็นเอง เหมือนเป็นอีก level
แต่ก็เหมือนใจมันยังไม่ยอมรับอีกอยู่ดี 5555 ยังแอบคิดอยู่อีก
ก็แหม ติดตรงนี้มาถ้านับตั้งแต่ที่รู้ว่าติดข้อนี้นี่ก็สองเดือนครึ่งแล้วนะ
ฟังหลวงพ่อ ท่านก็ว่าถ้าถูกทางไม่เนิ่นช้านี่นา เลยสงสัยไปว่าตัวเองจะทำอะไรไม่ถูกรึเปล่า ถึงติดอยู่นาน
(เป็นพวกคิดมาก ให้ศรัทธาเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเหตุผลตรงจริต ใจมันถึงยอมรับ 555)

ได้โอกาสก็เลยไปที่ห้องสมุดบ้านอารีย์ เดินโต๋เต๋หาหนังสือ เผื่อจะได้คำตอบให้ตัวเองบ้าง
ไปสะดุดเล่มหนึ่งเข้า "ปฏิปัตติปฺจฉาวิสัชนา" ของ พระธรรมเจดีย์(จูม พนฺธโล) vs หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถร
เป็นถามตอบข้อปฏิบัติ เลยหยิบมาอ่านดู เปิดไปก็เจอ


Q. วิธีสังเกตอาการขันธ์ ที่สิ้นไป เสื่อมไปนั้น หมายเอาหรือคิดเอา
A. หมายเอาก็เป็นสัญญา คิดเอาก็เป็นเจตนา เพราะฉะนั้น ไม่ใช่หมาย ไม่ใช่คิด
ต้องเข้าไปเห็นความจริง ที่ปรากฏเฉพาะหน้า ถึงจะเป็นปัญญาได้

Q. ถ้าเช่นนั้นจะดูความสิ้นไปเสื่อมไปของขันธ์ มิต้องตั้งพิธีทำใจให้เป็นสมาธิทุกคราหรือ
A. ถ้ายังไม่เคยเห็นความจริง ก็ต้องตั้งพิธีเช่นนี้ร่ำไป
ถ้าเคยเห็นความจริงเสียแล้วก็ไม่ต้องตั้งพิธีทำใจให้เป็นสมาธิทุกคราวก็ได้ แต่พอมีสติขึ้น
ความจริงก็ปรากฏเพราะเคยเห็นแลรู้จักความจริงเสียแล้ว เมื่อมีสติรู้ตัวขึ้นมาเวลาใด
ก็เป็นสมถวิปัสสนากำกับกันไปทุกคราว


โอว ... โดน ... แจ่มแจ้งแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ได้ต่างกับที่เพื่อนบอกเท่าไหร่
แต่ว่าอ่านแล้ว มันเข้าใจ ใจมันยอมรับได้ขึ้นมาซะงั้น 5555
พอจะรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งต่อไป จะไปทางไหนยังไง ... จิตตื่นขึ้นมาอีกนิดนึง

ขอบพระคุณบ้านอารีย์กับหนังสือเล่มนี้มาก ๆ

ปล. จริง ๆ หนังสือเล่มนี้เนื้อหาดีมาก อ่านแล้วได้อะไรหลายอย่าง แต่ด้วยความเข้มข้น
ของเนื้อหา หนังสือเล่มบาง ๆ นี่ ใช้เวลาอ่านนานมาก ๆ กว่าจะเข้าใจแต่ละย่อหน้า แต่ละบรรทัดได้
อ่านไปได้ ซํกครึ่งเล่มก็ยอมแพ้ 5555 หลัง ๆ เริ่มเข้มข้นขึ้น ภูมิธรรมเราไม่ถึงพอจะเข้าใจแจ่มแจ้ง
เอาไว้เข้าใจอะไรมากขึ้นกว่านี้จะกลับไปอ่านใหม่ คงอ่านไ้ด้มากหน้าขึ้นกว่าเดิม 555
แนะนำมาก ๆ เล่มนี้ เล่มสีเหลืองๆ อยู่ชั้นแนะนำของห้องสมุดบ้านอารีย์

วันอาทิตย์ที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เบื่อ เบื่อ เบื่อ

ตั้งแต่ปฏิบัติธรรมมานี่ เดี๋ยวนี้ชักจะดูหนังไม่สนุก
เล่นเกมก็เบื่อง่าย ฟังเพลงก็ไม่ซึ้งใจเหมือนแต่ก่อน
กินข้าวก็ไม่อร่อยลิ้น ไม่ว่าจะไปสรรหาของแพงมากินแค่ไหนมันก็งั้น ๆ

-*- ถ้าตามหลักเราควรจะดีใจ แต่ยังไงก็รู้สึกเศร้า ๆ อยู่ดี
เศร้าเพราะ สิ่งที่เคยทำให้มีความสุข ทำแล้วมันไม่สุขเหมือนเดิมนี่สิ
ช่วงไหนมีสติรู้กายรู้ใจก็ดี ยังมีปีติ ยังมีอะไรให้ได้เล่นบ้าง
แต่ถ้าตอนไหนสติไม่เกิดนี่ ... ดูอะไร ๆ มันก็น่าเบื่อไปหมด

เมื่อไหร่ จิตมันจะเบื่อกาย เหมือนที่เราเบื่อโลกอย่างงี้มั่งน้า
ใกล้จะถึงไตรมาสแรกของการปฏิบัติ ดูเหมือนแต่ละเดือน ก็เป็นคนละอย่างคนละอารมณ์

เดือนแรกที่ปฏิบัติ ดูอะไร ๆ ก็จะตื่นตาตื่นใจไปหมด
เพราะไม่เคยได้รู้ไม่เคยได้เห็น สนุกกับทางโลกก็ยังสนุกอยู่
สนุกกับทางธรรม ก็เป็นการรู้เห็นของใหม่ ๆ อยู่เสมอ

พอเดือนที่สองก็เหมือนเป็นyoyo effect
กลับไปเสื่อม กว่าตอนไม่ปฏิบัติธรรมอีก 5555
แต่ก็ยังดี ที่ยังมีสติรู้ลมเป็นพัก ๆ
กลับไปอ่านที่บันทึกไว้ เดือนสองนี่เห็นแต่เรื่องท้อ
กับนับหนึ่งใหม่

พอมาถึงเดือนนี้ สติเกิดบ้าง ศีลยังไม่สมบูรณ์ สมาธิน้อย ปัญญาน้อย 5555
ความเบื่อก็มาเป็นอารมณ์อยู่ประจำ ทำอะไรได้สักพัก ก็จะรู้สึกว่า มันก็เท่านั้น แล้วก็วาง
ถ้าตอนไหนจิตเป็นกุศลก็ดีไป พอเบื่อ ๆ ก็จะคิดว่าทำสมาธิดีกว่า หาอะไรให้ใจได้ทำงาน
แต่ถ้าตอนไหนจิตเป็นอกุศล เวลาเบื่อนี่ มันจะเที่ยววิ่งไปควานหา เรื่องมาให้ได้คิด
ดีบ้างร้ายบ้าง เรื่องอดีตบ้าง เรื่องอนาคตบ้าง เรื่องคนอื่นบ้าง เอามาปรุงแต่งสร้างภพ
สนุกอยู่คนเดียวกับความคิดของตัวเอง -*-
ถ้ามีสติรู้ขึ้นมาก็บึ้มภพนั้นทิ้ง มานั่งเบื่อใหม่ แล้วก็วน ๆ อยู่ยังงี้

เหอะ ๆ

บอกไม่ถูกว่าใจเรานี่มันเจริญลงหรือเสื่อมขึ้นกันแน่
สงสัยเพราะมีคำว่าเราเยอะเกินไป มันเลยเป็นยังงี้
มีตัวเรามาก ๆ เข้าก็เลยยอากหาความสุขให้ "เรา" มาก ๆ
ถ้ามันขี้เบื่อยังงี้จนเบื่อ "เรา" ไปด้วยคงจะดี จะได้วาง ๆ มันซะ

วันอังคารที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

หลงทาง

ผ่านจากสัปดาห์ที่ยุ่งวุ่นวายไป
พึ่งจะได้มีโอกาสมาสำรวจจิตใจ ของตัวเองจริง ๆ จัง ๆ อีกครั้ง
ก็เห็นว่าตอนนี้ สติป้อแป้มาก ๆ หลุดยาว หายนาน ใจมันก็ขุ่น ๆ อีก

-*-

เกิดอะไรขึ้นหว่า

พอลองมองย้อนกลับไปก็พึ่งจะสังเกตเห็น
ที่ใจมันขุ่น ๆ คงเป็นเพราะ ต้องไปติดต่อลูกค้าบ่อย ต่อรองงานทีก็ต้องตอแหลบ้าง
แม้จะไม่ถึงกับโกหก แต่ก็คลุมเครือซะจน ตีความให้จริงหรือเท็จก็ได้
กับทั้งการเจริญสติ ก็ทำแบบขาด ๆ เกิน ๆ
ดูจิตบ้าง ดูเท้ากระทบบ้าง ดูลมบ้าง อะไรแวบมาให้เห็นก็เห็น
เห็นแล้วก็ทิ้งเลย เพราะทำงานอยู่ แถมยังนึกในใจว่า รู้แล้วก็ดี
ถ้าไม่รู้ก็ช่างมันไปก่อน

อะไรทำให้คิดไปได้อย่างนั้นเนี่ย

วันนี้พึ่งจะมารู้สึกตัว
ว่าแม้แต่ในเวลาว่าง เรายัง คิดฟุ้งซ่านเลย
จากที่เดือนก่อน ถ้าไม่ต้องคิดหมกมุ่นเรื่องงาน
ใจมันก็จะไปรู้ลมของมันเอง โดยอัตโนมัติ
แต่นี่ ถ้าไม่ตั้งใจดูลม ก็จะไม่เห็นเลยทั้งวัน ...

ดูจะหลุดทางไปไกลนะเนี่ย

แถมงานที่เราทำก็เป็นงานคอมซะอีก มีเรื่องให้คิดฟุ้งยุ่งได้ทั้งวัน
ถ้ามัวแต่คิดว่า รู้เท่าที่รู้ ไป ๆ มา ๆ คงกลายเป็นไม่รู้อะไรเลย แบบตอนนี้



ดูท่าว่าจะต้องกลับมานับหนึ่งใหม่อีกรอบ
เริ่มปฏิบัติใหม่ตั้งแต่ การปฏิบัติในรูปแบบไปเลย
มาตั้งฐานสติกันใหม่ ... เหอะ ๆ
ดีนะที่รู้ตัวทันว่าชักหลงทางไปไกล

"Good bye, old friend. May the Equanimity be with you."


ปล. ที่เคยบอกว่าจะหาซื้อพระไตรปิฏก ไปเจอขายอยู่เซ็ตนึง 19000!!!!! แพงโคตร อ่านในเน็ตก็ได้ T-T
ปล2. พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า "ท่านผู้มีอายุ เมื่อใด เรายังพักอยู่ เมื่อนั้น เรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้น เรายังลอยอยู่โดยแท้ ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ" - แล้วโอฆะคืออะไร ตัณหารึเปล่า แล้วไม่พักและไม่เพียรที่ตรงกลางนั้นมันเป็นอย่างไรกัน แอบสงสัยอะ

วันเสาร์ที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ไม้ท่อนนี้ ยาว หรือ สั้น

"ไม้ท่อนนี้ ยาว หรือ สั้น"
ได้ยินแว่ว ๆ หลวงพ่อปราโมทย์ว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงปล่อยผ่าน ไม่ได้คิออะไร
แต่พึ่งจะมารู้สึกว่ามันโดนใจเอา ก็คราวนี้แหละ
สงสัย พึ่งจะมารู้สึกว่าคำนี้มันช่างพิสดารนัก คงเป็นเพราะไม่เห็นภาพละมั๊ง

ท่านพูดประมาณว่า
"หลวงปู่หยิบไม้เท้าขึ้นมา แล้วถามว่า ไม้ท่อนนี้ยาวหรือสั้น
บางคนก็ตอบยาว บางคนก็ตอบสั้น
แล้วท่านก็บอกว่า ไม้ท่อนนี้มันไม่ได้ยาว ไม่ได้สั้น มันก็มีขนาดเท่านี้แหละ
ที่เราเห็นว่ามันยาว รึมันสั้น มันเป็นเพราะใจเราเองต่างหาก"

พิสดาร(strange) พิสดาร(detailed) พิสดาร(completely)

เออ ทำไมเรานึกไม่ได้เสียแต่แรกนะ
ของมันก็มีสิ่งเทียบคู่ให้ดูอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ
ดี ชั่ว ไกล ใกล้ เร็ว ช้า มาก น้อย ใหญ่ เล็ก สั้น ยาว สูง ต่ำ
เรานึกถึงสิ่งเทียบคู่ตัวไหน ก็แปลว่าเรากำลังเผลอกำลังปรุงแต่งนี่นา
วันนั้นก็เลยแอบสังเกต ดูใจของตัวเองดู
นั่ง Taxi ตอนต้องไปหาลูกค้า รถค่อนข้างเคลื่อนตัวช้า ก็รู้สึกว่ามันช้ามาก ๆ
ก็เห็นว่า อ่อ นี่เรากำลังอยากไปให้เร็ว เราเลยรู้สึกว่าช้า
ก็เลยช่างหัวมัน ... 5555 .... ไปหาลูกค้าสายเลย

ก็เลยได้วิธีดูอีกอย่างละ ถ้าตอนไหนที่เรานึกถึงไอ้ของที่มันมีคู่ขึ้นมา
ก็แสดงว่าลึก ๆ ในใจเรากำลังต้องการในสิ่งที่ตรงกันข้าม หรือเทียบเคียงกับอีกสิ่งหนึ่ง
ก็ตามไปแอบดูว่าจิตกำลังไปแอบทำอะไรไม่ให้เรารู้กันนะ

เจ๋ง ๆ
ไม้ท่อนนี้ ยาวหรือสั้น
พิสดารจริง ๆ


ปล. พึ่งรู้ว่าคำว่า "พิสดาร" ในประโยค "คำกราบบังคมทูลที่ถวายพระเจ้าอยู่หัวนั้นจะได้รับการบันทึกโดยพิสดาร" แปลว่าบันทึกโดยละเอียด ... ก็ว่า ทีแรกอ่านแล้วก็งง ทำไมต้องบันทึกให้พิสดาร(strange)ด้วย ที่แท้เค้าก็บันทึกโดยพิสดาร(completely)นี่เอง
ปล2. นอกเรื่องสุดขีด แล้ว "เกาะแก้วพิสดาร" ในเรื่องพระอภัยมณี เป็นเกาะที่มีทรายละเอียดเหมือนแก้วอยู่มากมาย หรือเป็นเกาะที่มีแก้วที่ชวนให้พิศวง

วันพุธที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

โลกสามมิติ

อยู่มาก็ตั้งนาน พึ่งจะมารู้สึกตัวเอาตอนนี้ ว่าโลกเรานี่มันเป็นสามมิตินะเนี่ย

เปิดเรื่องมายังงี้คนคงหาว่าเราบ้า โลกมันก็เป็นสามมิติของมันมาตั้งนาน ทำไมพึ่งจะคิดได้

จริง ๆ คือ เราพึ่งจะมารู้สึกเอาเมื่อไม่นานมานี้เอง ว่าภาพที่ตาเห็น มันไม่ได้เห็นแต่รูปนะ
แต่มันมีมิติ ความตื้นลึก แฝงอยู่ด้วย

อะ ๆ สงสัยอีกหละสิ ว่าติงต๊องอะไรขึ้นมา ถึงพึ่งมารู้ว่ามันตื้นลึก ด้วย ปกติใครเห็นก็รู้ว่ามันใกล้ไกลเท่าไหร่อยู่แล้ว

แต่ที่เราพึ่งจะมารับรู้เนี่ย มันต่างกับที่เคยรับรู้มาก่อนนิดหน่อย

ภาพที่เมื่อก่อนเห็น ไม่ใช่สิ ภาพที่ปกติเราเห็น จะเป็นภาพ เหมือนกับภาพสองมิติธรรมดา ๆ
จะรู้ว่าอะไรใกล้อะไรไกล ส่วนมากก็มาจากการเปรียบเทียบ กับสิ่งอื่น ๆ หรือองค์ประกอบภายนอกเสียมากกว่า
อย่างรถเข็นจอดอยู่ข้างทาง คุณก็จะรู้ว่ามันอยู่ห่างแค่ไหน โดยการไล่ ๆ ระยะไปตามพื้นถนน แล้วประมาณว่าไกลแค่ไหน
เป็นการรับรู้แบบมีสิ่งเปรียบเทียบ โดยรอบ ถึงรู้ว่าอะไรอยู่ใกล้ อยู่ไกลกว่าอะไรบ้าง
แต่ภาพที่เห็นก็เป็นเหมือนภาพ พื้น ๆ 2 มิติธรรมดา

แต่ภาพที่พึ่งจะได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้เนี่ย มันไม่ได้เห็นแค่จากตาเท่านั้น
(จริง ๆ ก็เห็นที่ตาเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่มีความรู้สึกแปลก ๆ เข้ามาด้วย)
คือ เรารู้สึกถึงความตื้นลึกของวัตถุประกอบเข้าไปกับภาพด้วย รู้สึกถึง space ที่อยู่ระหว่าง
ตัวเรากะวัตถุชิ้นนั้น โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งเปรียบเทียบ หรือสิ่งอ้างอิงอื่นๆ

ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ ว่ามันต่างกันยังไง
นึกถึงเวลาคุณดูหนังเรื่อง matrix ในโรงหนังธรรมดา ไม่ว่าภาพจะสวยสมจริงยังไง
คุณก็เห็นมัีนเป็นแค่ภาพ ถึงคุณจะรู้ตื้นลึกของวัตถุแต่ละชิ้นในหนังแต่คุณก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันใกล้ไกลแค่ไหน
เทียบกับเวลาคุณดูหนังเรื่องเดียวกัน คุณภาพเดียวกัน แต่ไปดูโรง imax
นีโอ โดดเตะทีนี่ เหมือนจะเอาเท้ามาลูบหน้าเราเสียอย่างนั้น

อันนี้แหละคือความรู้สึกด้านมิติที่ผมพึ่งพล่ามไปเมื่อตะกี้
ยอมรับตามจริงเลยว่า ไม่เคยรู้สึกถึงความรู้สึกเกี่ยวกับ space ที่ว่านี่เลยสักครั้ง
ไม่เคยนึกเอะใจด้วยซ้ำว่า ภาพที่เห็นนี่ มันมีความรับรู้ด้านระยะทางเจออยู่ด้วย

สมัยเด็ก ๆ ก็เคยเล่น ที่ให้ถือปากกาไว้มือหนึ่ง ปลอกปากกาอีกมือหนึ่ง
หลับตาหนึ่งข้าง แล้วให้เราเลื่อนปากกาให้เข้าพอดีกับปลอก
ตอนลืมตา นี่ทำได้ง่าย ๆ เลย แต่พอหลับตาข้างนึง
ส่วนมากจะเลื่อนมาไม่ตรงกันสักที นาน ๆ จะฟลุกทำได้ซะครั้งหนึ่ง
แต่นั่นก็เพราะเป็นการจำได้ทางร่างกาย ว่าอยู่ตำแหน่งประมาณนี้จะเสียบได้พอดี

นั่นก็เพราะการหลับตาข้างหนึ่งจะทำให้เราสูญเสีย การรับรู้ทางด้านระยะทางไป
ทำให้ภาพที่เราเห็นกลายเป็นภาพสองมิติไปจริง ๆ เราไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรอยู่ใกล้
หรือไกลตาเรากว่ากัน โดยไม่มีสิ่งอ้างอิงถึงระยะห่าง
แต่ถ้าลืมตา เราก็จะบอกได้ว่าอะไรใกล้กว่า หรือไกลกว่า โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอ้างอิงเท่าไหร่

ก็พอลองทำการทดลองหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับการมองเห็นของตัวเอง
ผมก็ได้ข้อสรุปว่า โดยปกติ ภาพที่ผมเห็นเนี่ย ผมรับรู้มันคล้าย ๆ กับภาพที่มองเห็น
จากการหลับตาข้างนึง คือไม่ได้พึ่งการรับรู้ด้านระยะทางซักเท่าไหร่ (จริง ๆ คือแทบไม่มีเลย)
เราจะใช้การรับรู้ด้านระยะทาง มาช่วย calibrate บ้าง เวลาร่างกายต้องทำงานเกี่ยวกับระยะทาง
อย่างเช่นเวลาหยิบของ เวลาใส่ปลอกปากกา เวลากดเบอร์โทรศัพท์ เวลายื่นเงินให้แม่ค้า เวลารับเงินทอน
ซึ่งใช้นิดหน่อย จริง ๆ จน ปกติผมแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่า ร่างกายผมมีความสามารถด้านนี้อยู่ด้วย

แต่่ที่มันเป็นเรื่องใหญ่จนต้องเอามาเขียนนี่ ก็เป็นเพราะบังเอิญวันนึง
กำลังทำสมาธิเดินรู้กายไปเรื่อย ๆ แล้วสงสัยจิตมันดันไปจับเอาความรู้สึกตรงนี้เข้า
มันก็เลยเห็นชัดมาก ๆ เหมือนกำลังเดินอยู่ดี ๆ เรตินาบ้าน ๆ ของเรา กลายเป็นจอ imax สุดหรูซะงั้น
ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า มันก็เป็นจอ imax อยู่แล้ว แค่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ใส่แว่น
อยู่ ๆ ก็เหมือน มีคนเอาแว่นมาใส่ให้
เป็นความสุดยอดอลังการงานสร้างมาก ตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็น
เหมือนจะรู้สึกถึง space ระหว่างเรากับของทุกอย่างที่มอง เหมือนดำอยู่ใต้น้ำ
แล้วรู้สึกถึงมวลน้ำ ที่คั่นอยู่ระหว่างเรากับปลาตัวน้อย แล้วก็ปะการัง
อารมณ์คงคล้าย ๆ เรื่อง hunter x hunter ตอนแผ่พุ่งเน็นออกไปรอบ ๆ นั่นแหละ
แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจัด เลยคิดมาก จนมันหายไปเลย
เห็นแค่ไม่กี่วิเอง ... เสียดาย ๆ
ก็เลยมานั่งวิจัยต่อ ลองนู่น ลองนี่ จนเอามาสรุปเขียนให้ดูที่ข้างบน
ก็แปลกดีที่ร่างกายเราเองแท้ ๆ
ไอ้ที่เจอมานั่น ก็เห็นอยู่เป็นปกติ อยู่ทุกวัน
แต่กลับไม่เคยรู้สึกถึงมันเลยสักติ่งหนึ่ง
ไม่สิ ต้องบอกว่าร่างกายเราอะ มันรับรู้ แต่เราเองต่างหากที่ไม่เคยรู้ว่ามันมี

ว่าง ๆ ก็ลองเอาไปเล่นกันดูครับ แต่อย่าทดลองมาก จะปวดตาเอา

แล้วโลกที่คุณมองเห็นหละ ... มีกี่มิติ?

วันศุกร์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

นับ 1 ใหม่ ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้

1 สัปดาห์กับการกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดา
เห็นโลกอย่างที่เคยเห็นมาทั้งชีวิต
หลง อย่างที่หลงมาตลอดยี่สิบกว่าปี
ฟุ้งซ่านอย่างที่เป็นมาตั้งแต่จำความได้
ถามตัวเองทุกครั้งที่ตื่น ว่าวันนี้เราจะกลับไปเป็นอย่างเดิมไหม
ทบทวนทุกครั้งพอตกค่ำ ว่าตลอดวัน เกิดอะไรกับตัวเอง
ภาวนาก่อนนอน ว่าช่างมันวันนี้ หลับตาก็ตายแล้ว ตื่นมานับหนึ่งใหม่
วนไปวนมาอยู่เป็นอาทิตย์แล้ว

สงสัยจะเป็นเพราะอยากปฏิบัติมากเกินไป อะไร ๆ มันเลยไม่เป็นอย่างที่อยากจะให้เป็น
พอมานึกว่า อย่าไปจับจ้องขนาดนั้น รู้ก็รู้ ก็ตามรู้ไป ไม่ฝืน ไม่บังคับ
ก็เพี้ยนไปเป็น รู้ก็ช่างไม่รู้ก็ช่าง หนักเข้าก็ถึงกับ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เด๋วจะรู้มันก็รู้เอง

ถ้าจะถามตัวเองว่าช่วงหนึ่งสัปดาห์นี้ มีสติบ้างไหม
ก็คงตอบแบบเข้าข้างตัวเองหน่อย ๆ ว่า มีสติอยู่บ่อย ๆ
เพราะความเคยชินที่เห็นลมหายใจอยู่เป็นประจำ ทำให้กลับมารู้ลมหายใจเป็นระยะ ๆ
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นการเห็นแบบ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รุ้อะไรเลยจริง ๆ
แค่ไหว ๆ แล้วก็ไปจับอยู่ที่ลมเข้าออก สักพักก็เผลออีก แล้วก็ไหว ๆ ขึ้นมาก็กลับไปอยู่เข้าออก
ได้ความรู้ระดับจินตมยปัญญาว่า กายนี้ ใจนี้มันไม่ใช่ของเรา เพราะสุดปัญญาจะไปบังคับมันจริง ๆ
แต่ก็ไม่เห็นความก้าวหน้าอย่างอื่นใดเกิดขึ้นอีก


"แอบท้อ"


ท้อก็รู้ว่าท้อ


"แต่ก็ยังท้ออยู่ดี"


ยังอยากท้อต่อก็ให้รู้ว่าอยากท้อต่อ


นับหนึ่งใหม่


"อยากทำก็ให้รู้ว่าอยากทำ"


-*- อยากได้อุบาย มาช่วยให้มีสติบ่อยจัง
สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์จึงหมดไปโดยไม่ได้เขียนอะไรเลย
แต่ดูเหมือนการไ่ม่เขียนก็ไม่ใช่ทางอีก
เพราะตอนที่เขียนเราก็ยังพยายามพิจารณาความเปลี่ยนแปลง
แต่พอไม่เขียนนี่ เหมือนช่างหัวมันไปเสียหมด
สุดท้ายก็เลยกลับมาเขียนดีกว่า

ไม่เป็นไร นับ 1 ใหม่อีกรอบ

แต่คงต้องไปหาอุบายมาให้มันเกิดมานะมากกว่านี้ซะหน่อยแล้ว
ชักถดถอยลงทุกวัน ทำมาได้แค่แป๊ปเดียวก็ท้อซะแล้ว แย่จริง ๆ


"ท้อก็รู้ว่าท้อ อย่าไปปรุงแต่ง 555"

วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

นั่งยาก

(22:29 PM) [ G.U. ] - {soda: นั่งสมาธินั่งยังไงอะ
(22:29 PM) [ G.U. ] - {soda: ดูอะไร
(22:30 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ก็นั่งสังเกตลมไปธรรมดานั่นแหล่ะ
(22:30 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: คือ สติปัฏฐานเนี่ย ไม่ได้มีแต่วิปัสสนาหรอกนะ
(22:31 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: มันมีสมถะอยู่ด้วย
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: เอ จะถามยังไงดี
(22:31 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: หมายถึงตอนทำสมถะอะ
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: ทำให้ได้สมถะ หรือทำเหมือนตอนดุจิต
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: แล้วพวกเวทนาทางกาย นี่ปล่อยมันไปเลย แค่คอยดู หรือเมื่อยก็เปลี่ยนท่า
(22:32 PM) [ G.U. ] - {soda: แล้วอย่างพอมันเริ่มเกร็ง ๆ เพ่ง ๆ ก็นั่งดูไป รึเปลี่ยนอิริยาบท อย่างไปเดินจงกลม
(22:40 PM) [ G.U. ] - {soda: เพราะช่วงนี้ชักสงสัยบ่อย ๆ ว่า นั่งแล้วใจมันฟุ้ง ๆ เกิดความคิดตามไปเยอะแยะ แต่ถ้าไปเพ่งมันไว้ มันก็กลายเป็นแข็ง ๆ เกร็ง ๆ
แต่ถ้านั่งดูเฉย ๆ ก็กลายเป็นเหมือนนั่งหลับตา ใจมันก็ไปเรื่อย ไม่ได้รู้สึกถึงความสงบเลย
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: คือ ถ้าทำสมถะไม่เป็นเนี่ย
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ก็นั่งหลับตา ดูจิตไปนั่นแหล่ะ
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ดูลมไป ออก เข้า ยาว สั้น
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: แล้วขณะดู ถ้ามีอะไรเกิดที่จิต ก็ตามรู้ไป
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: จิตหนีไปคิด ก็รู้
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: จิตไปเพ่ง ไปแช่ๆกับลมก็รู้
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: พอรู้ไปเรื่อยๆ พวกความฟุ้งซ่านจะน้อยลง
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: พอมันฟุ้งซ่านน้อยลง นิวรณ์ก็น้อยลง สมาธิก็จะเกิดตามมาเอง
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: เหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ คือความสุขน่ะ ถ้าจิตใจมีความสุข สมาธิจะตามมาเอง
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: แต่ถ้าไปฝืน เพ่ง เกร็ง สมาธิไม่มีทางเกิดแน่นอน
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: เพราะใจมีความทุกข์อยู่
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ลึกๆแล้ว นั่งเพราะอยากสงบนะ
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: แต่ไม่ดูตัวอยากสงบ มัวแต่ไปไล่ดูตัวอื่น
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: เหมือนไปดูตัวลูกน้องน่ะ
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ที่มันไม่สงบ ก็เพราะอยากสงบเนี่ยแหล่ะ
(22:50 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ดูตัณหาที่อยากสงบด้วย
(22:52 PM) [ G.U. ] - {soda: งืม ๆ

วันอังคารที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ลมหายใจออก

หลังจากได้พิจารณากองลมอันเกิดขึ้นแต่ละระลอก
เราเห็นแล้วว่าเราสั้น ก็รู้ว่าลมสั้น ลมยาวก็รู้ว่าลมยาว
ขณะที่ไม่ได้ทำงานที่ต้องใช้ความคิด สติก็มาจับกับลม อยู่เสมอ ๆ โดยไม่ต้องกำกับ
ทำให้ได้เห็นถึงความเผลอ ได้เกือบตลอดทั้งวัน

แล้วก็เห็นจริงอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าหากมีสติขึ้นมา ในขณะที่ลมกำลังออก
สติจะรู้ง่าย มีความสบาย และผ่อนคลาย ไหลไปกับลมหายใจออก
แต่ถ้ารู้ตอนหายใจเข้า เราจะเผลอไปคิดเป็นบางครั้ง
มีความตึง ๆ หรือ เครียดเกร็งน้อย ๆ เกิดขึ้นด้วยการที่ร่างกายพยายามเอาลมเข้า
พิจารณาดังนี้ก็เห็นตรงตามคำหลวงพ่อว่า ให้รู้ลมออกก่อน

แต่เนื่องจากตอนแรกที่ปฏิบัตินั้น เราภาวนาไว้ว่า ทุกลมหายใจเข้า ขอให้เรามีสติ
กับความจริงอีกประการหนึ่งคือ ในลมหายใจออกนั้น ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย เกิดควาสุขในการได้คลายลมออก
อีกทั้งยังเป็นอาการทางกายที่เกิดอย่างแผ่ว ๆ เพราะร่างกายไม่ได้ใช้แรง ทำให้สติเกิดได้ยาก
ต่างกันกับการหายใจเข้า ที่ร่างกายเราต้องออกแรง ดึงลมเข้าสู่ร่างกาย
ด้วยเหตุผลดังนี้ ทำให้สติเราส่วนมากมักจะเกิดขึ้นที่สุดลมหายใจออก
ชั่วแวบที่กำลังจะเริ่มดึงลมหายเข้านั้นแหละ พอรู้ตัวตรงนั้นก็จะรู้ว่าเผลอขึ้นมา
แต่การที่มีสติได้เห็นร่างกายดึงลมหายใจเข้าตลอดสายนั้น จึงมักจะทำให้จิตเราไปจับอยู่กับการ
เห็นร่างกายเอาลมเข้า ร่างกายเลยเกร็งขึ้นมาหน่อย ๆ ไม่ได้หายใจเข้าอย่างเป็นธรรมชาติจริง ๆ
บางลมเหมือนกับเราเป็นการกำหนดทั้งร่างให้เอาลมเข้าไปเลยก็มี

มีแค่ไม่กี่ครั้งที่ปล่อยร่างกายสบาย ๆ แล้วไปเกิดสติตอนลมเข้าจนสุด
ตรงนั้นเองนอกจากจะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว เรายังได้รู้สึกอีกว่า พอมันเข้าจนสุดแล้วก็ต้องออกมาเป็นธรรมดา
อีกทั้งถ้าเริ่มมีสติที่สุดลมหายใจเข้า ทั่วร่างเราก็จะผ่อนคลายลง เผื่อผ่อนลมออก ทำให้ลมหายในนั้นสอนอะไรได้มากกว่า
เพราะไม่เกิดทั้งความเกร็ง ความเพ่ง แล้วยังทำให้เห็นความเกิดดับทางกายอีกด้วย

พอเห็นยังงั้น เราก็เลยเกิดสัญญากับตัวเองขึ้นมาบ่อย ๆ ว่า อยากให้มีสติเกิดขึ้นที่ลมหายใจออก มากกว่าหายใจเข้า
พอเกิดสติที่ลมหายใจเข้า ก็เลยมีบ้างที่จิต ขุ่น ๆ เป็นฝ้าขึ้นมา ด้วยเหตุเพราะสัญญาที่เผลอไปตรึกนึกไว้ข้างต้น
แต่หากไม่อยากให้มีสัญญาแบบนั้น ก็จะยิ่งเป็นการครุ่นคิดมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้หลงทางหนักขึ้น
ตอนนี้ก็เลยได้แต่ปล่อยให้ มันเป็นไปอย่างนั้น ก็นั่งดุใจขุ่น ๆ ที่เกิดขึ้นตอนลมหายใจเข้าไปก่อนละกัน
เห็นธรรมดาของใจ ที่มันไม่เที่ยง แม้แต่ลมหายใจเข้าออก ยังเกิดชอบกับชังได้อีก ... มนุษย์หนอมนุษย์

วันจันทร์ที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

มือใหม่จูงมือกัน

ชวนแม่มาลองปฏิบัติธรรมได้สักพัก เร็ว ๆ นี้พึ่งจะมีโอกาสได้คุยว่าเป็นอย่างไรบ้าง
พอได้คุยแล้วถึงรู้ว่า เราโชคดีมาก ๆ ในการปฏิบัติ
เพราะแม่บอกว่าตอนแรกที่ทำนั่น ที่เราบอกว่าดูลมหายใจดู ว่าเข้าหรือออก
แม่บอกว่าตอนลองทำทีแรกนั่น ไม่รู้จริิง ๆ ว่ามันเข้าหรือออก
ตอนปฏิบัติีแรก ถึงกัับต้องใช้มือจับที่ท้อง เพื่อดูว่ากำลังเข้าหรืออก
เพราะไม่เห็นลมหายใจเลยจริง ๆ แล้วท้องพองรึยุบก็ไม่รู้
จริง ๆ คือไม่รู้อะไรเลย ว่าร่างกายตัวเองเป็นยังไง

เราก็ต้องถามไปเรื่อยว่าเห็นอะไรบ้าง
ถามว่าเห็นท้องพองยุบมั๊ย พอเห็นท้องพองยุบ อันนี้แรก ๆ แม่ต้องเอามือจับท้องไว้ถึงรู้ว่ามันพองหรือยุบ
ถามว่าเห็นลมผ่านที่ปลายจมูกมั๊ย หลังจากแม่เริ่มดูเป็น สักพักกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้
ถามว่าเห็นลมทอดยาวเข้าสู่ร่าง แล้วพอสุดก็ต้องออกเป็นธรรมดามั๊ย อันนี้แม่ยังทำไม่ได้

ฟังแรก ๆ ผมก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะผมสัมผัสลมหายใจได้ในครั้งแรกที่ได้ฟังว่าให้ดูลมหายใจ
พอได้ฟังแม่พูดก็นึกสงสัยว่าทำไมถึง ไม่เห็นก็เป็นกายของเราเองแท้ๆ เป็นอาการปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า
แม่ก็บอกว่า จริง ๆ มันก็เป็นแบบนี้แหละ เพราะไม่เคยได้ดู ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เลยไม่รู้
แม่บอกว่าแม่ลองเอาไปถามนักเรียนว่า รู้รึเปล่าว่ากำลังหายใจเข้าหรืออก
นักเรียนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาสักพักทีเดียวกว่าจะรู้ว่า หายใจเข้าหรือออก มีคนเคยทำสมาธิมาบ้าง ที่เห็นกันเร็วหน่อย
แต่ก็มีอีกส่วนที่ต้องจับดูเอาถึงจะรู้เหมือนกัน
แล้วตอนหายใจเข้าท้องมันพองหรือยุบนี่ ยิ่งไม่รู้กันไปใหญ่เลย
เพราะเวลาหายใจ ถ้าตั้งใจหายใจ โดยไม่รู้ตามธรรมชาติที่มันเป็น เวลาหายใจเข้า ท้องมันจะยุบ
เพราะต้องเกร็งเอาลมเข้าไปในท้อง แต่บางทีที่หายใจเข้า ท้องมันก็พอง เพราะเป็นธรรมดาที่ท้องจะพอง
พวกนักเรียนก็งง สงสัยไปตาม ๆ กัน

การได้คุยกับคนปฏิบัติธรรมด้วยกันมันดีอย่างนี้นี่เอง ถ้าเจอคนปฏิบัติได้ดีกว่า เค้าก็จะได้แนะแนวทางเรา
ถ้าเจอคนปฏิบัติยังไม่เท่าทัน ก็จะได้แนะนำเค้า ซ้ำยังได้เห็นขั้นตอนการพัฒนาที่เรามองข้ามไป รายละเอียดปลีกย่อย
ที่เอามาเป็น ข้อพิจารณา กายใจได้ หลาย ๆ อย่าง ซ้ำยังเกิดความอิ่มเอิบใจในการที่ได้เจอคนร่วมทาง
แล้วยิ่งเป็นคนในครอบครัวด้วยอย่างนี้ รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นพิเศษ

กลับไปบ้านคงต้องขน cd ธรรมะกลับไปให้แม่ฟังซะแล้ว เพราะเริ่มขึ้นสู่ขั้นที่สูงขึ้น
เราเองก็ยังไม่แตกฉานพอ ไม่กล้าที่จะสอนเสียด้วย อีกอย่างเผื่อจะได้ให้พ่อกับพี่ไปด้วยเลย
เพราะเห็นแม่เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้วันว่าง ๆ พ่อก็ไปวัดนั่งสมาธิเหมือนกัน ส่วนพี่ก็เริ่มมีวิสัยทางนี้บ้างแล้ว เห็นถามถึงอยู่เหมือนกัน
มีความสุขจริง ๆ กับการที่คนในบ้านหันมาปฏิบัติกัน เดี๋ยวนี้โทรคุยกันก็คุยกันแต่เรื่องว่าปฏิบัติเป็นอย่างไร
แม่มีท้าแข่งด้วยนะ ว่าใครจะบรรลุธรรมได้ก่อนกัน 555
นี่สินะ สุขอันเกิดจาก ธรรมทาน เวลาได้คุยกันจะรู้สึกมีปีติเกิดขึ้นในใจ เอ่อล้นเหมือนน้ำพุที่ไม่รู้จักแห้งเหือด
ชะโลมใจแห้ง ๆ อันเกิดจากความอยากก้าวหน้า ให้แช่มชื่น สมบูรณ์ และปล่อยสบายได้เยอะเลย



ธรรมรักษาผู้อยู่ในทางทุกคนครับ
เชิญชวนผู้ยังไม่เห็นทางให้มาลอง ... ของเค้าดีจริง

วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เราเห็นเจ้าแล้วมาร

"เราเห็นเจ้าแล้วมาร"
นึกชอบใจคำพูดนี้ของพระพุทธเจ้ามาก ๆ
ตอนได้อ่านได้ฟังที่แรก เราก็นึกว่ามารมาเป็นตัว ๆ เหาะลงมาจากฟ้า
มารบฟาดฟัน กับพระพุทธเจ้า ตอนนั้นก็นึกสงสัย ว่าทำไมพระพุทธเจ้านั่งเฉย ๆ แล้วชนะได้เนี่ย
มาคราวนี้เจอตัวมารเข้ากับตัว ก็รู้แจ้งแก่ใจเลย มารของเรามันไม่ได้มาเป็นตัว ๆ แบบในพระไตรปิฏก
แต่มันมาเป็นระรอก ๆ จากภายใน รู้สึกเร่าร้อนรุนแรง ปานจะเห็นเป็นตัวเป็นตนอยู่ตรงหน้า
พอเห็นมันเป็นตัว ๆ แล้วมีสติรู้ทัน ก็เกิดปีติในใจ อยากจะเอ่ยวาจาเดียวกันกับพระพุทธเจ้าบ้าง

"เราเห็นเจ้าแล้วมาร" 5555


ขอเวลา อิ่มเอมในใจ 5 นาที
































กลับมา ๆ อย่าติดสุขนาน


แต่ระดับมันก็ต่างกันนิด ๆ หน่อย ๆ (จริง ๆ ก็ไม่นิดเท่าไหร่อะนะ )
ถ้าเปรียบมารของพระพุทธเจ้าเป็นกองทัพ Diablo
ของเราก็คงเป็นแค่ Imp เด็กตัวกระจ้อยหลงฝูงมาตัวเดียว มาท้าสู้


แต่ถึงจะเจอกับเจ้าตัวเล็กนี่ เราก็ยังสู้แทบหืดขึ้นคอ
ตอนเจอกันยกแรก นึกจะลองใช้วิธีพระพุทธเจ้าดู แค่รู้แค่ดู ไม่ได้ปรุงแต่ง แค่มองเห็น
แต่ดูเหมือนฐานสติเรายังไม่แกร่งพอ จะเผลอพลาดท่าเสียทีตามใจตัวเองเสียบ่อย
เห็นท่าจะไม่ดียกสอง จึงใช้วิธีเข้าตะลุมบอน ยื้อยุดฉุดกระชาก เอาให้ชนะให้ได้
แต่ก็เกิดความอึดอัด ขัดแค้นในใจ ดูไม่สบายเนื้อสบายตัวเอาซะเลย
ถึงแม้จะเอาชนะได้ในศึกนี้ แต่เห็นในขณะจิตนั้นเลยว่า เป็นการเอาชนะแค่ชั่วครั้งชั่วคราว
หาได้ชนะแบบเด็ดขาด มารน้อยตัวนั้นก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร เพียงแค่ล่าถอยไปชั่วครู่
เราซะอีก ที่ถึงกับสะบักสะบอม แถมยังมีความขุ่นในใจขึ้นมาให้เห็นอีกเป็นระลอก ๆ
คงต้องทำสมถะให้มากกว่านี้ จะได้มีฐานที่มั่นไว้สู้กับมารในยกหน้า

เล่นเกมเป็นบาป

หลังจากที่ช่วงนี้รู้สึกตัน ๆ กับการปฏิบัติ เลยว่าจะเล่นเกมให้หนำใจ
เล่นไปได้ ซักพัก ก็มีสติรู้ตัวขึ้นมาระหว่างเล่นเกม
เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร รู้ก็รู้ รู้ก็ดี ก็เล่นไปดูไป
ยังไงซะเล่นเกมก็ไม่ได้ใช้ความคิดอะไรมากมายเท่าไหร่

แต่เล่นไปซักพักก็ต้องชะงัก
เพราะพอมีสติรู้ทันอารมณ์แล้ว
ทำให้เราได้สังเกตุว่า ขณะที่เล่นอยู่นั้น
จิตเราเกิดแบบเดียวกับที่เราจะฆ่าสัตว์เล็กเลย
(กำลังเล่น alien shooter อยู่)
ปกติตอนเล่นเกมก็ไม่ได้เห็น เพราะมันแผ่ว ๆ
และคิดว่าการฆ่าในเกม ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร
แต่พอมาได้ดูยังงี้นี่
เห็นจิตละเอียดลงไป ก็เห็นเลยว่า
มันเป็นส่งจิตสังหารออกมาเบา ๆ เหมือนตอนตบยุง เหมือนตอนบี้มด
เจตนาฆ่าฟันอาจไม่ได้แรงเท่าฆ่าแมลงจริง ๆ แต่ที่ร้ายกว่าคือมันต่อเนื่อง
เป็นระลอกความปรารถนาที่จะฆ่า กระเพื่อมเป็นระลอก ๆ ติดต่อกัน
ซ้ำร้าย ยังมีความคิดปรุงแต่ง ในทางฆ่าฟันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

พอไปรู้เห็นจิตใจในขณะเล่นเกมเข้าก็ถึงกับเสียวสันหลังวูบ
ปกติไม่เคยรู้เลยนะเนี่ยว่ามันจะรุนแรง บ้าคลั่งขนาดนี้
เพราะตอนที่เล่นโดยไม่เห็นจิต ก็เห็นเล่นไปเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไร
ปล่อยตัวไป แค่กด ๆ ๆ มีรู้บ้างก็ความกรุ่น ๆ ในใจ ว่าไปก็แรงแค่หัวไม้ขีดเล็ก ๆ
แต่พอได้มาดูชัด ๆ แล้วถึงรู้ว่า ทุกคลิกนี่ เราบริกรรมว่า ตาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อยู่ตลอด
ถึงทางกายไม่แสดงออกมา แต่ในใจก็ลิงโลด กับการได้ฆ่าล้างสังหารฝ่ายตรงข้าม



-*- น่ากลัว ๆ



มิน่าเด็กที่เล่นเกมยังงี้ถึงได้ก้าวร้าวนัก ถ้าเล่นโดยรู้ใจตัวเอง
ก็จะเป็นการคิดแก้ปัญหาและวางแผนที่ดี (ถึงจะมีเจตนาฆ่าแฝงมาบ้างแต่ก็เบามาก)
แต่เล่นแล้วปล่อยตัวให้ไหลลงไปกับเกมด้วยหละก็ น่ากลัวมากทีเดียว


ตั้งแต่วันนี้เลยตั้งใจจะหลีกเลี่ยงเกมแนวนี้ให้มากที่สุด
มิน่าการปฏิบัติถึงไม่พัฒนาสักเท่าไหร่ ก็เล่นเช้านั่งสมาธิ เที่ยงฆ่า เย็นนั่งสมาธิ
มันจะไปได้อะไรขึ้นมา

วันเสาร์ที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

นับ 1 ใหม่

มีสติรู้ลมหายใจอยู่บ่อย ๆ ไม่ได้มีเสียงพากษ์ในหัวแล้ว รู้ก็มีรู้ขึ้นมา
เผลอก็รู้สึกว่าเผลอ เป็นการรู้สึกแบบเงียบ ๆ ลมหายใจเข้าออก เป็นตัวดึง
ให้เห็นว่า สติกลับมาแล้ว สติหายไปแล้ว

มาถึงขั้นนี้ ได้สักพักแล้ว แต่ดูเหมือนไม่คืบหน้า
พิจารณาแล้ว น่าจะเป็นมีสติรู้ตัวแล้ว ขั้นต่อไปน่าจะเห็นกายว่าไม่ใช่ของเรา
แต่ก็ยังไม่เข้าใจลงไปถึงความรู้สึกจริง ๆ ว่า มันไม่ใช่ของเรา
ยังเป็นการรู้แบบคิดๆ ว่าบังคับมันไม่ได้ หน่วงไว้ไม่ได้ ไม่ใช่ของเรา
แต่ยังไม่รู้ลงไปถึงใจสักทีว่าที่ว่าไม่ใช่ของเรานั้น คืออย่างไร

จนบางทีชักนึกท้อขึ้นมาว่า รึเราจะมีบุญมาแค่นี้ แค่มีสติตื่นรู้ก็ยากแล้ว
แต่พอมานั่งอ่านที่บันทึกไว้ ก็มีแรงฮึดขึ้นมาอีกรอบ นับ 1 ใหม่อีกรอบ
คิดซะว่า คนที่ปฏิบัติธรรมมานั้น ตายไปแล้ว
เราเป็นคนใหม่แล้ว นับ 1 ใหม่ ทำใหม่ อีกที ...

แต่มันก็ยังมีความอยากที่จะก้าวหน้า อยากที่จะทำ แผ่ว ๆ ขึ้นมาให้เห็นอยู่เป็นระยะ
มันตามรู้ยากเหมือนอารมณ์อื่น ความอยากทำ อยากก้าวหน้าในการมีสติรู้เนี่ย
เพราะอารมณ์อื่น เวลามันเกิด อาการทางกาย อาการทางใจ ที่เกิด พอเราเอาจิตออกมา
มานั่งดูอาการ ที่มันเกิด ไม่ได้ไปปรุงแต่งเพิ่ม มันก็ดับไป
แต่ความอยากทำ อยากก้าวหน้านี่ เอาใจออกมาไม่ได้ เพราะการตามรู้ตามดู
คือเครื่องประกอบอารมณ์ คือสิ่งที่ไปกระพือความอยากตามรู้ อยากทำให้ แรงขึ้นไปอีก
ตอนนี้ใช้วิธีแก้คือ หาอารมณ์อื่นมาให้มันดู ... มันจะได้ไม่ไปจับจดกับการอยากพัฒนา

-*- ในช่วงสัปดาห์นี้ เหมือนเจอปัญหาหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติ
คงเป็นเพราะความไม่เข้าในในหลาย ๆ เรื่อง อีกทั้งเราได้แค่ตามรู้ไป
ไม่มีทั้ง KPI และ Milestone ในการปฏิบัติ ด้วยเข้าใจว่า พอทำได้แล้ว จะเห็นได้เอง
ทำให้พอไม่มีอะไรมาชี้วัด มันเลยเหมือนเคว้ง ๆ สงสัยตัวเอง ถามตัวเองบ่อย ๆ
พรุ่งนี้เลยตั้งใจไว้ว่า จะค้นคว้าเรื่องลำดับการพัฒนาทางจิต
ว่ามีขั้นตอนเป็นอย่างไร หรือมีอะไรมาใช้เป็นดัชนีชี้วัดได้บ้าง
เผื่อจะได้เอาเป็นหลักในธรรมวิจัยดูสภาวะที่เกิดขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เริ่มจะชิน

ปฏิบัติมาได้จะสามสัปดาห์ ชักจะเริ่มชินกับอาการที่มีสติรู้ขึ้นมาว่าเผลอ
มันไม่ได้วูบ ๆ วาบ ๆ เหมือนตอนแรก รู้ก็รู้ขึ้นมาเบา ๆ ว่าเผลอ
ชั่วแวบก็เผลออีก ซักพักกว่าจะรู้ตัวเอง
เห็นลมหายใจก็สั้น ๆ ไม่กี่ลมหายใจ
แต่ด้วยความคิดที่ว่า รู้ก็รู้ ก็ดูไปเรื่อย ๆ
เลยกลายเป็นเหมือนกับว่า มันเคยชินกับสภาวะแบบนี้
เวลามีสติรู้ัตัวแล้ว มันเลยไม่ได้ไปเพ่ง ไม่ได้ตามดู
อารมณ์เกิดดับมั๊ยก็ไม่ทราบแน่ชัด เพราะมันเวลาที่มีสติ
รู้แวบขึ้นมา มันสั้น ๆ
จากเมื่อก่อน มีสติรู้ แล้วจะไปจับกับการรู้นั้น ว่าเมื่อกี้เราอยู่อารมณ์ไหน
คราวนี้ เลยเปลี่ยน จากมีสติรู้อารมณ์ แล้วเห็นอารมณ์เกิดดับ
กลายมาเป็น มีอารมณ์รู้สติ เห็นสติ เกิดดับเป็นพัก ๆ -*-

อย่างวันนี้ ตอนหิวๆ ก็ไปเดินหาของกิน
พออยากกินไปซักพัก ก็มีสติรู้ขึ้นมาว่าอยากกิน
แล้วเราก็ดูว่าสติเกิดแล้ว สติก็หายไป
ไปนั่งนึกต่อว่าอยากกิน กินไรดี
แล้วสติก็มาเกิดดับ ๆ เป็นแวบ ๆ ให้เห็น
-*- สงสัยเพราะเคยชินรึเปล่า การปฏิบัติมันถึงได้กลายเป็นยังงี้ไปได้
แอบสงสัย ว่าปกติเวลาสติเกิด อารมณ์เรามันจะแผ่วลง จนดับไป
แต่นี่ เรากลับมาเห็นว่าตัวสติมันเกิดดับ แต่ตัวอารมณ์มันกลับอยู่เหมือนเดิม
เหมือนตอนสติเกิดมันก็ hibernate ไว้ พอสติดับ ก็ restore เอามาใช้ใหม่

ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร พอดู ๆ ไปซักพัก ถึงได้เกิดสงสัยขึ้นมาว่ามันแปลก ๆ
มาพิจารณาดูก็เห็นว่า มันพิกล ๆ แต่ก็ไม่ได้แก้อะไร เพราะถือหลักเกิดอะไร
ก็ตามรู้ตามดูไปก่อน ดูไปเรื่อย ๆ
ตอนนี้เลยชักสับสนว่า ที่เห็นเราเห็นอะไรกันแน่
มันปนๆ ระหว่าง เห็นสติเกิดดับ กับเห็นอารมณ์เกิดดับ


งง

วันพุธที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

สิ่งที่ควรลด

หลังจากการสังเกตุมาสักพัก
ทำให้เราได้รู้้มาอีกอย่าง
จะทำผิดศีล ๕ หนึ่ง
การกินจนท้องอิ่ม หนึ่ง
การพูดมาก หนึ่ง
การนอนมาก หนึ่ง
การนอนน้อย หนึ่ง
การเสพอารมณ์ หนึ่ง
เหล่านี้ล้วนทำให้จิตไหลลงต่ำ
เจริญสติได้ยาก และมีผลต่อเนื่องไปทั้งวันทีเดียว
ถ้าทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
วันนั้นจะเฉื่อย ๆ เนือย ๆ สติหลงนาน
เป็นพฤติกรรมที่ต่อไปนี้ต้องพึงระวัง

วันอังคารที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ดูไป

ไม่รู้จะเขียนอะไรเพราะยังไม่มีอะไรเขียน

ดูไป

ดูไป

ดูไป

ดูไป

จิตไหลลงต่ำ อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้ต้องคิดเรื่องงาน เรื่องหาเงิน
ก็เลยดูใจมันหนัก ๆ มัว ๆ ไป

วันจันทร์ที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ดูเหมือนไม่ก้าวหน้า

เงียบ ๆ เนือย ๆ หนัก ๆ
รู้เพราะคิด
เหมือนความคิดเตรียมการไว้ให้รู้ตัว
อย่างเห็นคนทำกับข้าว
ก็เหมือนกำหนดไว้ว่า พอไปใกล้ ๆ จะต้องเผลอไปคิดว่าน่ากิน
แล้วพอตรงนั้นเผลอก็จะต้องรู้ตัวว่าเผลอไปคิด
แล้วก็จะดับลง

-*- ทำไมมันกลายเป็นอย่างนี้ไปซะแล้วหละเนี่ย

ไม่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะคิดอย่างนั้นนะ
แต่มันคิดไปเองของมัน
เหมือนพออยากเห็นจิต
มันเลยสร้างสถาวะหลอกขึ้นมาให้ดู
ตัน ๆ มาสองวันแล้วนะเนี่ย


ทำไงดีหว่า


อดทน ดูไป .... เดี๋ยวก็เห็น ....[--__--]a

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

การรู้ กับ การคิดว่ารู้

พึ่งจะมานึกออก เรื่องของการรู้กับการคิดว่ารู้ ว่ามันต่างกันนิดหน่อย
ซึ่งเวลาที่มีสติรู้ทันนั่นน่าจะเป็นแบบรู้มากกว่าคิดว่ารู้
ที่ปฏิบัติมาจนถึงตอนนี้ ส่วนมากจะเป็นแบบคิดว่ารู้ จริง ๆ มันก็คือการรู้เหมือนกัน
แต่ว่าจะเป็นการรู้เบา ๆ ขึ้นมาให้รู้สึกตัวก่อน แล้วค่อยเกิดความคิดตามมาว่า เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
ซึ่งตรงนี้ความรู้สึกจะแตกต่างกัน และผลลัพธ์ที่ออกมาก็แตกต่างกัน
การรับรู้แบบรู้สึก จะทำให้เราเข้าใจ และมองเห็นทางที่จะไปข้างหน้าต่อได้
แต่การรับรู้แบบบคิด จะถูกกระตุ้นด้วยการรับรู้แบบรู้สึก แล้วตีความต่อด้วยการคิด
ทำให้การรับรู้แบบรู้สึก อาจจะรู้ว่ากำลังทำอะไร แต่เป็นการรู้ด้วยเหตุผล อาจจะเข้าใจหรือไม่ก็ได้

อธิบายแบบโลกตะวันตก การรับรู้แบบรู้สึกน่าจะเป็นอันเดียวกันกับสิ่งที่ Michael Polany
เรียกว่า Tacit knowledge (หรือภาษาไทยเรียกว่า "ความรู้แฝง")
" tacit knowledge is knowledge that people carry in their minds and is, therefore, difficult to access."
ส่วนการรับรู้แบบคิด คือ Explicit knowledge (หรือ "ความรู้ปฏิบัติ")
"Explicit knowledge is knowledge that has been or can be articulated, codified, and stored in certain media. It can be readily transmitted to others."

ลองนึกถึงเวลาที่เขียนโปรแกรม หรือ แก้โจทย์คณิตศาสตร์
ถ้าเป็นโจทย์ง่าย ๆ พอเราเห็น เราก็จะรู้คำตอบ หรือวิธีการได้มาซึ่งคำตอบ
แต่จริง ๆ แล้ว ในขณะที่ "รู้" ว่าจะได้คำตอบออกมายังไงนั้น เราไม่ได้"คิด"
เราแค่ "รู้สึก" ว่าถ้าทำยังงี้ก็จะได้คำตอบ หรือคำตอบน่าจะเป็นยังงี้
ส่วนถ้าเป็นโจทย์ที่ยาก ๆ หน่อย ถ้าคนเคยฝึกซ้อมมาดี จนจิตจำสภาวะได้
พอเห็นโจทย์ยาก ๆ ถ้าเป็นแบบคิด ความรู้สึก จะเป็นตัวบอกว่า น่าจะเริ่มจากตรงไหน
แล้วก็ใช้วิธีคิดไปทีละส่วนจนได้คำตอบออกมาว่า คำตอบคืออะไร
แต่ถ้าเป็นแบบรู้สึก พออ่านโจทย์จบก็จะรู้สึกขึ้นมาเลยว่า ทำประมาณนี้น่าจะออก
พอเริ่มทำก็ทำได้ต่อเนื่องจนจบกระบวนการเลย ไ่ม่ต้องเสียเวลาคิดมากอีก
แต่ทั้ง ๆ ที่จริง ตอนที่รู้สึกว่าทำยังไงนั่น ก็ไม่ได้มีความคิดอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้
รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าทำยังไง แค่รู้ว่ามันน่าจะออกได้ โดยการนำของความรู้สึกแบบนี้
การรับรู้แบบรู้สึกนี่น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าจิตจำสภาวะได้ และก็จิตถึงฐานที่ทางพุทธเีรียกกัน

พอมาวิเคราะห์ดูแบบนี้แล้ว ความรู้สึกตรงนี้อาจจะต่างกัน แต่น่าจะเป็นการรับรู้บแบบเดียวกัน
เพราะงั้นการที่เราก็น่าจะประยุกต์ใช้ การฝึกตัวเองในการทำ Problem Solve มาช่วยในการฝึกจิต
แล้วอีกอย่าง เรายังไม่รู้ว่าการรู้สึกตัว ที่เป็นจุดที่สติตื่นขึ้นมา มันหน้าตาเป็นไง ถ้าใช้วิธีนี้ก็คงจะทำให้รู้จักเร็วขึ้น
เพราะรู้แล้วว่าต้องเริ่มยังไง ดูตรงไหน และที่ถูกน่าจะรู้สึกยังไง

- เวลาแก้ปัญหาโจทย์ เราจะเริ่มจากโจทย์ง่าย ๆ ทีเห็นคำตอบง่าย ๆ ไม่ว่าจะด้วยการคิดหรือการรู้ และเป็นพื้นฐาน
+ หรือก็คืออารมณ์ที่เข้ามากระทบแรง ๆ อย่างโกรธ รัก คิดถึง เผลอไปคิด อยากได้ อะไรพวกนั้น
- พอแก้โจทย์จนชำนาญแล้ว ก็จะเริ่มแก้โจทย์ที่ยากขึ้น ละเอียดขึ้นได้
+ ก็คือเมื่อดูบ่อย ๆ ก็จะเห็นอารมณ์ได้ละเอียดขึ้น ถี่ขึ้น เร็วขึ้น มีความคิดประกอบน้อยลง มีความเข้าใจมากขึ้น

จริง ๆ หลวงพ่อปราโมทย์ท่านก็สอนแบบนี้นะ ท่านก็ให้ดูไป รู้ไป แล้วมันก็จะตื่นขึ้นมา
แต่เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเอง เพราะไม่รู้ว่าต้องดูตรงไหน ถึงได้มัวแต่คิด ตีความสภาวะ
ถึงจะบอกตัวเองว่า ไม่ต้องคิดต่อ แค่รู้ แต่นั่นมันก็เป็น การหลงไปคิดต่อเหมือนกัน มีเสียงพากษ์ขึ้้นมา
พอมารู้ยังงี้แล้ว ก็เหมือนได้ที่ดู เห็นจุดที่ต้องรู้สึก ตอนนี้เสียงพากษ์ก็ยังมี ไม่ใช่ว่าไม่มี
แต่จากที่เมื่อก่อนเสียงในหัวร่ายยาวว่าเป็นไงเกิดเมื่อไรตรงไหน ตอนนี้ก็เหลือแค่อ๋อ

อ๋อมันเป็นอย่างนี้ ...

วันศุกร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ไม่ใช่รู้อย่างเดียว ต้องคิดด้วย

ก่อนหน้านี้ เวลาดู เราก็ดู ๆ ไป ความเกิด ความดับของอารมณ์ แต่พวกอารมณ์ อื่น ๆ นี่ยังไม่เท่าไหร่
แต่อย่างความหิว ความง่วง หรือความอยากทางกายอื่น ๆ มันไม่เหมือนความโกรธ ความเครียด ฯลฯ
เพราะมันเป็นอารมณ์ ที่ต้องได้รับการตอบสนอง แต่การที่เราดูมันเฉย ๆ มันก็จะดับไปเฉย ๆ
ทีแรกก็งง ๆ ว่า ตกลงต้องทำยังไงดี แค่รู้ไปเฉย ๆ คงไม่ได้ ยิ่งใช้ชีวิตแบบเรา กิน นอน ไม่เป็นเวลาด้วย
เพราะปกติ จะกินเมื่ออยาก จะนอนเมื่ออยาก ทำให้เกิดผลในทางกลับกันด้วยว่า ถ้าไม่อยากก็ไม่กิน
ถ้าไม่อยากก็ไม่นอน การที่ดูความอยากแล้วมันดับไป เลยทำให้ไม่รู้จะนอนหรือไม่นอนดี กินหรือไม่กินดี
จนร่างกายจะไม่ไหว หัวมึน ๆ วิ๊ง ๆ ถึงรู้ว่า อ่อนี่มันคงต้องนอนแล้ว หรือรู้สึกที่ท้องขึ้นมา เห็นมันบีบตัว
ถึงรู้ว่า นี่มันต้องกินแล้ว ... ปกติก็ใช้ชีวิตลำบากแล้ว แต่ยังมีความอยากเรื่อย ๆ เลยไม่ต้องมาคอยดูว่า
ต้องทำอะไร เพราะกว่าจะอยากกินจริง ๆ มันก็ได้กินเพราะความอยากไปแล้ว พอไม่ได้ทำตามใจ
ก็เลยลำบากขึ้นจริง ๆ ...

่พึ่งได้ฟังในเทปหลวงพ่อปราโมทย์ ปกติท่านจะสอนแค่ ก็ให้รู้ให้ดูไป เห็นมันเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ
ตามรู้ตามดูจิตใจไป แต่วันนี้ได้ฟังประโยคนึง ท่านบอกว่า พอเห็นอารมณ์เกิดดับไปแล้ว มันหมดกิเลศ
กำกับแล้ว ค่อยตัดสินใจในเรื่องนั้น ๆ ด้วยเหตุผล .... เรานี่ช่างโง่จริง ๆ
เมื่อก่อนความคิดมันก็เกิดนะ แต่ไม่ได้สนใจ ไม่ได้ปรุงแต่ง แค่ดู ๆ ไปว่ามันเกิด ก็เลยไม่รู้ต้องทำไง
แต่คราวนี้รู้แล้วว่า พอความอยากเกิดขึ้น แล้วความอยากหายไป ก็ต้องมาคิดด้วยว่า ความอยากเมื่อกี้
คืออะไร เกิดเวทนาทางกายบ้างหรือเปล่า พิจารณา ด้วยเหตุด้วยผล เพราะอารมณ์ มันหมดไปก่อนแล้ว
ก่อนจะคิดตัดสินใจ

เริ่มเข้าใจเรื่องการดูจิตขึ้นมาอีกนิดแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ตาสองชั้น

วันนี้ไปส่งของที่ไปรษณีย์ เนื่องจากได้คิวยาวมาก เราก็เลยไปนั่งรอ
แล้วก็ทำกิจวัตรที่ทำประจำในช่วงนี้เวลาที่ว่าง นั่นคือการนั่งดูลมหายใจ
ปกติเรานั่งดุลมหายใจ เราจะดูในอริยบทนั้น ๆ เลย อย่างยืนอยู่ ถ้าว่างก็ดูต่อเลย
ไม่ได้หาที่สงบ หรือ หลับตา แต่อย่างใด แต่คราวนี้ ที่ไปรษณืย์ มันคนเยอะมาก (ทำให้คิวยาว)
บรรยากาศก็วุ่นวาย ๆ นั่งไปสักพัก ดูเหมือนจิตมันจะแวบไปนู่นไปนี่บ่อยไปหน่อย
ไม่ค่อยได้ตามลมหายใจ เราก็เลยนั่งหลับตาลง ค่อย ๆ ดูลมหายเข้าออก ไปเรื่อย ๆ
พอทำสมาธิไปสักพัก ก็รู้สึกเหมือนกับมีอีกตาหนึ่งที่จะหลับลงมา
ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่เหมือนกับเรามีเปลือกตาอยู่สองชั้น ชั้นแรกที่หลับลงมา
คือเปลือกตามที่เราใช้มาทั้งชีวิต บังคับมันหลับบ้าง มันกระพริบเองบ้าง
แต่เปลือกอีกอัน อันนี้เราจำได้ว่า เคยรู้สึกยังงี้ ตอนก่อนจะหลับไป
ลองสังเกตุดูก็ได้ ตอนเวลานอน เราจะเริ่มจากปิดเปลือกตาก่อน
แต่ตอนนั้นเราจะยังไม่ได้นอนหลับไป แล้วมันจะมีอีกอันปิดลงมา ซึ่งถ้าอันนี้ปิดลงมา เราจะหลับไปเลย
สติจะหายไป แล้วกลายเป็นนอนหลับไปเลย ปกติมันจะเป็นชั่วแวบเดียว มันปิดลงแว็บเดียว
สติเราก็แว๊บหายไปด้วย ที่เราเคยเห็นเพราะเวลาต้องอดนอนนาน ๆ แต่ยังมีสติตื่นตัวอยู่ เวลาจะงีบไป
ทั้ง ๆ ที่กำลังเพ่งกับอะไรสักอย่างอยู่ มันจะเห็นตาใจ (ต่อไปนี้จะเรียกเปลือกตาว่าตากายแล้วตาอีกอันว่าตาใจละกัน)
กำลังจะหลับลง นึกภาพเวลาเขียนหนังสือไปพร้อม ๆ กับกำลังจะสัปหงก มันเป็นตาแบบนั้นแหละ
แต่คราวนี้ ตอนนั่งสมาธิในไปรษณีย์ พอตานี้จะปิดลงเราก็นึกว่าเราจะเผลอหลับไป แต่ว่าพอมันปิดลงมา มันกลับไม่ได้ขาดผึงไปเหมือนทุกที กลับมีสติรู้ตัวอยู่จนมันปิดลงมาสนิท แสงนีออนที่แยงผ่านเปลือกตามา
ก็เหมือนจะหายไป เสียงรอบ ๆ ก็เหมือนไกลตัวออกไป รู้ตัวไปทั้งตัว เป็นความนิ่งที่รู้สึกดีมาก ๆ เลย
แต่ตอนรอคิวมันมีขานเบอร์เรียกไปเรื่อย ๆ พอได้ยินเสียง ตาใจปิดไปแว๊บก็เปิดขึ้นมาอีก กลับมาอยู่ในสภาพวุ่นวาย
เราก็ติดใจกับความรู้สึกนั้น ก็พยายาม รวบรวมสติ ให้มันปิดตาใจลงมาอีก นั่งดูกองลมไปสักพัก มันก็ปิดลงมาอีก
วนไปวนมาอยู่ยังงี้ หลัง ๆ เริ่มเห็นตอนปิดลงชัดขึ้น เวลาปิดลงก็สบาย นิ่ง ทั้งที่ตื่นเต้น และแปลกใจกับเหตุการณ์
แต่ก็ดูเหมือนใจมันนิ่ง ๆ เย็น ๆ สบายตัว

มาค้น ๆ ดู ก็ไม่เห็นใครอธิบายไว้ ว่าอาการยังงี้มันเป็นอะไร อาจจะเป็นเราเคลิ้ม ๆ หลับเป็นงีบ ๆ แต่รู้สึกตัว
หรือจะเหมือนกับคนที่วิปัสสนามาดี แล้วรู้ตัวแม้แต่ตอนนอน ก็จะรู้สึกยังงี้รึเปล่า หรืออันนี้เป็นความสุขในสมาธิ
เป็นการติดในสมถะ มันคืออันนี้ไหม ถ้ามันเป็นการติดสมถะก็คงจะสมควร เพราะมันรู้สึกดีจริง ๆ นี่ถ้าไม่ได้
เจอสภาวะนี้ ตอนรอคิวอยู่ คงนั่งไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดเป็นแน่ เพราะตอนนั้นก็ติดใจจริง ๆ และคิดในใจว่าอยากจะดู
ให้มันหนำใจไปเลย มันช่างสุข ช่างสบายเหลือเกิน การปฏิบัติเองแบบไม่มีครูคอยดูให้ มันก็ไม่ดีตรงนี้แหละ เวลา
เจออะไรแปลก ๆ ก็ไม่มีคนดูให้ ไม่มีคนคอยชี้ทาง ก็ใช้วิธีพยายามค้นข้อมูลเยอะ ๆ แล้วก็วิเคราะห์ดูเอา
อีกอย่าง ตั้งแต่มาเขียนบันทึก ก็มีสหายธรรมหลายคนเข้ามาอ่าน ใครพอแนะนำได้ ก็ช่วยเป็นธรรมทานด้วยก็ดีนะครับ

เอกสารต่าง ๆ หรือแม้แต่พระไตรปิฏกเอง จะไม่ค่อยพูดถึงสภาวะต่าง ๆ โดยละเอียด จะพูดถึงเป็นทางไว้เฉย ๆ
ที่เคยได้ยินในเทปหลวงพ่อปราโมทย์ ก็มีพวก เห็นอารมณ์เป็นก้อน ๆ ตัวลอย ขนลุก อะไรพวกนั้นก็ไม่เหมือนกับอันนี้
จริง ๆ เราก็รู้ทางปฏิบัติต่อนะว่า ถึงจะเจอแบบนี้ ก็ให้รู้ให้ดูไปเฉย ๆ แล้วสักวันจิตมันจะตื่นขึ้น แต่ยังไงก็ยังอยากได้
ความรู้มาประกอบอยู่ดี (อย่างนี้เรียกจิตมีโลภะใช่ไหม่เนี่ย)

อันนี้พึ่งเจอพึ่งเคยเห็นเลยรู้สึกแปลกหูแปลกตา อยากค้นหาอีก อยากรู้สึกอีก จงเกิดขึ้นให้มาก จงเกิดขึ้นให้บ่อย
จงให้เราดูมากๆ จงให้เรารู้สึกมาก ๆ -*- ทำไปแวบเดียว กิเลศเกิดเต็มเลย แย่จริง ๆ แต่ถ้าตามรุ้ตามดูไปเฉย ๆ สักพักพอมันรู้มันเห็นมากเข้า ๆ โดยไม่ปรุงแต่ง จิตมันคงวางลงเอง

... มั๊ง

วันอังคารที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ทางเสื่อม

ช่วงนี้ไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย เพราะเสพแต่ทางเสื่อม
มิน่าเล่าพระพุทธเจ้าถึงได้ให้ สุรา และเพศตรงข้าม เป็นข้อห้ามสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม
ทั้ง ๆ ที่สองสามวันก่อนหน้านี้ การปฏิบัติดีขึ้นมากแล้ว แต่สองวันก่อน ที่ไม่ค่อยได้เขียนเพราะ
วันหนึ่งไปเที่ยวผับ อีกวันหนึ่ง ไปหัวหินกับน้อง สองวันนี้ แทบจะไม่เห็นจิตที่เผลอไปเลย
ผ่านไปทั้งวัน เห็นแค่ครั้งสองครั้ง แต่ข้อดีของการเสื่อมลง คือ ก่อนที่เราเห็นว่า การปฏิบัติไม่พัฒนามาก
แต่พอมันเสื่อมแล้วถึงได้เห็นชัดขึ้น เพราะจิตจำสภาวะ เมื่อตอนปฏิบัติได้ ว่ารู้ตัวอย่างไร มีสติอย่างไร
พอมันเสื่อมแล้วจะกลับมาปฏิบัติ ถึงได้ข้อเปรียบเทียบ อารมณ์กระทบแรง ๆ เราไม่นับ เพราะมันแรงจนเห็นได้
แต่อารมณ์อ่อน ๆ นั้น ตอนนี้จะเห็นได้เหมือน ยามพระอาทิตย์กำลังเคลื่อน ต้องผ่านไปซักพักเราถึงรู้ว่าสภาวะตอนนี้แตกต่างกับสถาวะอื่น ทั้ง ๆ ที่จริง มันก็เคลื่อนตลอดเวลา
ก่อนหน้านี้ ที่ปฏิบัติมา มันเหมือน เห็นพระอาทิตย์ตอนกำลังจะขึ้น หรือกำลังจะตก ชั่วเวลาไม่นานที่มันเปลี่ยน
เราก็เห็นว่ามันเปลี่ยน ในชั่วเดี๋ยวนั้น หรือห่างกันก็ไม่ช้าไม่นาน และมีจิตแอบรู้เป็นแวบ ๆ ว่า ที่จริงมันหนีไปคิด
เยอะกว่านั้นแต่สติเรายังรู้ไม่ละเอียด แล้วเวลารู้ตัว ตอนแวบ ๆ นี่แหละ แปลกมาก มันเงียบ เป็นความรู้สึกว่ารู้
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเสียงพากษ์ ไม่มีความคิด แต่รู้แวบเข้ามา เราทึกทักเอาเองว่าสภาวะนี้ คือการมีจิตรู้ที่แท้จริง
คงจะเป็นความรู้สึกรู้แบบนี้แหละ แต่ตอนรู้สึกนั้นตอนนั้น แค่รู้ เพราะไม่ได้คิดต่อ ไม่ได้ปรุงแต่ง เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
แต่ตอนนี้ที่จิตเสื่อมลง พอจะมาปฏิบัติอีกครั้ง พอมีสติรู้ตัว มันก็ระลึกได้ไปถึงตอนนั้น ทำให้เห็นสภาวะที่มันต่างกัน
ให้เปรียบเทียบ ให้ดูกันชัด ๆ

สองสามวันมานี้จึงไม่ได้อะไรซักเท่าไหร่ แต่็้ได้รู้ว่าสภาวะของจิตเป็นอย่างไร แต่สติมันไม่เกิดเอง จึงไปกำหนดให้มัน
เห็นไม่ได้ แต่เนื่องจากรู้สภาวะรู้สึกนั้น พอกลับมาปฏิบัตอีกที เลยเห็นสภาวะง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่ก็คงต้องพยายามหลีกเลี่ยงทางเสื่อมแบบนี้อีก เพราะกว่าจะกลับมาปฏิบัติได้อีกครั้งก็ไม่ใช่ง่าย

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. มีคนมาทักเราเรื่องการใช้คำผิด ในคำจำกัดความต่าง ๆ ทั้งคำที่บัญญัติไว้ใช้กับความเป็นต่าง ๆ และคำศัพท์ทางพุทธ เลยของออกตัวไว้ตรงนี้ละกันว่า นี่เป็นการบันทึก เพื่อไว้ดูความก้าวหน้าของตนเอง ถ้าบทความไหนที่ไม่ได้อ้างอิงอะไรไว้ นั่นคือเขียนขึ้นสด ๆ จากความจำได้หมายรู้ ให้ถือว่าบทความนั้น เป็นบทความที่อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยคำศัพท์และความเข้าใจของผู้เขียนเอง บางอย่างอาจไม่ตรง หรือใช้คำผิดความหมาย อย่างที่ควรจะใช้ และบทความไหน ที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาวิจัยแล้ว บทความนั้นจะมีอ้างอิง และแหล่งที่มาหรือแหล่งที่ใช้อ้างอิงถึง กำกับในบทความนั้นเสมอ ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังที่อ้าง และเหตุของธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตน จึงอยากให้ผู้อ่าน อ่านบทความนี้เพื่อประกอบความรู้ ไม่ควรใช้อ้างอิง และไม่ควรใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม แต่ควรศึกษาและปฏิบัติตาม จากแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้แน่นอน และถูกต้องด้วยตัวเอง ตัวผู้เขียนเอง ศึกษาหลักๆ จากสองแห่งคือ wimutti.net(สำหรับปฏิบัติ) และ 84000.org (สำหรับอ้างอิง)

วันเสาร์ที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ทางยาก

ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยาก ... แต่เค้าบอกว่าต้องคิดว่ามันง่าย
ช่วงนี้เสียงพากษ์เต็มหัว คงเป็นแบบที่เรียกว่า จิตยังไม่มีกำลังพอ
รู้สึกเหมือนสมัยก่อน เพราะเมื่อก่อน จะเป็นคนคิดมาก ในหัวจะมีเสียง
ถก เถียง ถาม ไป ๆ มา ๆ อยู่ในหัวตัวเองตลอดเวลา แตกต่างกับตอนนี้ก็ตรงที่
เมื่อก่อนเป็นเรื่องที่คิด มีประเด็น เราเอามาปรุง แต่งเติม เสริม ให้ได้ข้อสรุปที่พอใจ
แต่ตอนนี้ในหัวเหมือนเล่นบาสี

เลี้ยง ส่ง เลี้ยง ส่ง ส่ง ส่ง โดนฝ่ายตรงข้ามแย่ง แย่งกลับมา ส่ง ส่ง เลี้ยง ส่ง โดนแย่ง แย่งกลับมา เลี้ยง ส่ง ส่ง โดนแย่ง แย่งกลับมา ส่ง ส่ง ส่ง ไ่ม่ได้ชูตเสียที แต่ก็ยังดีที่เล่นกันอยู่ในสนาม

เมื่อวานถามเพื่อน ได้วิธีคือให้ทำสมถะ เพื่อเสริมกำลังจิตให้เข้มแข็ง จะได้มีเครื่องมือไปสู้กับกิเลศได้ คงต้องหัดเพ่งบ่อย ๆ ซะแล้วหละ เผื่อจะได้มีกำลังกับเค้าบ้าง

วันพฤหัสบดีที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เมตตา

วันนี้ ได้เห็นกับตาแล้วว่า การปฏิบัติแบบดูจิตนั้น เราไม่ต้องพยายาม แค่รู้แค่ดูไปให้ต่อเนื่อง
กิเลศมันก็จะหมดไปเอง ในเรื่องของความนึกคิด อันนี้เห็นจริงมาแล้วว่าพอรู้ทันแล้ว ความคิดมันก็ดับไปเอง
แต่พึ่งมาเห็นเดี๋ยวนี้เองว่า มันได้เปลี่ยนวิธีการคิดของเราไปด้วย

เหตุคือวันนี้ขณะกำลังอาบน้ำอยู่ มีุยุงบินวนเวียนอยู่ในห้องน้ำกับเรา ถ้าเป็นธรรมดาแล้ว
เมื่อเรามองเห็นมันบินผ่านเข้ามาใกล้ ในเวลาอยู่ในห้องน้ำยังงี้ ยุงตัวนั้นคงจะตายไปก่อน
ที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อกี้เราฆ่าไปชีวิตนึง แต่วันนี้พอเห็นยุงเราก็ระลึกขึ้นมาทันที
เห็นยุงแล้วก็เกิดสงสารมันที่เกิดมาเป็นยุง แล้วก็นึกเสียใจกับตัวเองที่เมื่อก่อนฆ่ามันแบบไม่ทันคิด
ไม่รู้เหมือนกันว่าอารมณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่จู่ ๆ ก็เหมือนมีความเศร้ารุมเร้าเข้ามา
พยายามใช้วิธีดูจิตเพื่อดับทุกข์ เพื่อไม่คิด แต่ก็เหมือนมันแน่นขึ้นมากลางอก
รู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดไปมาก ๆ .... พอเสร็จธุระ เลยขอขมายุงตัวนั้นเพื่อให้ตัวเองสบายใจ

ผลคือเป็นประสบการณ์แค่ชั่วแวบ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่มีผลมาก ๆ กับระบบความคิดเรา
รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปข้างในหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ที่เห็นชัด ๆ คงจะไป ไม่กลัว ไม่โกรธ ไม่เพ่งโทษ ในสัตว์ต่าง ๆ
พอเป็นอย่างนี้ถึงพึ่งจะมารู้ตัวว่าลึก ๆ แล้ว เวลาเรามองดู สัตว์ เราก็ปรุงแต่งเรื่องราวไปสารพัด
อย่างเวลาเห็นสุนัขเข้ามาใกล้ ถ้ามันทำหน้าเหมือนสงสัย เราก็จะคิดไปว่า มันจะกัดไหม จะเ่ห่าไหม
จะเข้ามาทำอะไรเราไหม ทั้ง ๆ ที่มันก็แค่เห็นเราเดินผ่าน แต่ตั้งแต่เห็นยุงตัวนั้น พอเห็นสุนัข ก็ไม่ได้เกิด
ความปรุงแต่งอย่างนั้นขึ้นมาอีก กลับรู้สึกมี เมตตาสงสารมันเสียอย่างนั้น

... แปลกดี ...

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตั้งแต่ปฏิบัติธรรมมา ก็รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกแฟนตาซี ทั้งที่เป็นโลกใบเดิมแท้ ๆ
แต่ยิ่งทำ ยิ่ง level up ขึ้น ก็เหมือนจะเห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้ดูให้สนุกได้เรื่อย ๆ
อย่างงี้เค้าเรียกติดสุขรึเปล่าเนี่ย แต่ก็ดี รู้สึกมีกำลังใจในการทำ
เพราะอยากรู้ว่าพอปฏิบัติได้ดีกว่านี้แล้ว จะได้มุมมองอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกบ้าง

วันพุธที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

นอกทาง

วันนี้แอบไปใช้ชีวิตทางโลก น้องอยากกินเหล้า ก็เลยไปเป็นคนดูแล แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ดื่มด้วยจนได้
(ผิดศีล 5 ไปซะแล้ว ถึงจะเป็นแค่เหล้าปั่นไม่กี่แก้วก็เถอะ)
พึ่งเห็นว่าความสุขทางโลก ชักจะไม่ใช่เรื่องง่ายซะแล้ว
เพราะตอนแรก พอมันเห็นจิต ก็รู้สึก นิ่งเฉย ไม่ได้มีอารมณ์ร่วม กับบรรยากาศโดยรอบ
เราเลยรู้ว่า ปกติแล้ว เราต้องปล่อยใจให้ได้ปรุงแต่ง ให้เกิดสัญญา ให้จิตตก จิตหลง ส่งจิตออกนอก
จึงจะทำให้หาความสุขกับชีวิตแบบโลก ๆ ได้ จากก่อนหน้านี้เป็นพยายามจะดูจิต
เลยเปลี่ยนมาเป็น พยายามจะไม่ดูจิต ให้เกิดสัญญาปรุงแต่งเยอะ ๆ
แต่โดยธรรมดา สติ ไม่ใช่ของจะบังคับได้ คราวอยากเห็นก็เห็นยาก คราวไม่อยากเห็นก็มากันจัง
แต่ไม่รู้จะโชคดีหรือโชคร้าย ที่จิตมีธรรมชาติ ไหลลงต่ำ มักแสวงหาอบาย
ผ่านไปไม่นานก็สามารถกลับมาสนุกกับเรื่องทางโลกได้ตามธรรมดา

กลับมาก็เริ่มเห็นตัวเองว่า เอ หรือเราจะติดสุขทางโลกหนอ
วิปัสนา มาจะเป็นอาทิตย์ แทนที่จะเห็นว่า กายนี้ไม่ใช่ของเรา กายนี้เป็นทุกข์
กลับกลายเป็นว่าการปฏิบัติทำให้ มองโลกแบบวางเฉยขึ้น
จะทำอะไรก็หาความสุขไปได้เสียหมด เพราะไม่ได้ยึดติดกับอะไรมากนัก
มานึกก็ตกใจว่า ตายแล้ว แทนที่การปฏิบัติจะช่วยให้เห็นมรรคเห็นทาง
กลับเอาไปใช้ในการเสพสุขทางโลกให้เหนือธรรมดา ไปเสียอย่างนั้น

เช้านี้กลับมาก็กลับมานั่งดูตัวเอง ดูลมหายใจใหม่อีกครั้ง
ดูมันจะแย่ลง ไม่ค่อยเห็น ไม่รู้ว่าจิตเผลอ เห็นกิเลศเกิดนาน ๆ ครั้ง
ดูเหมือนแค่ผ่านไปวันเดียว เราก็เดินออกมานอกทางเสียไกล
... แย่แล้ว

วันอังคารที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

อารมณ์ที่ใช้ดู

ตอนดูจิตไป เดี๋ยวนี้ก็รู้แค่ เผลอไปเพราะรู้จักอารมณ์น้อย จิตจำสภาวะอะไรไม่ค่อยได้ เพราะไม่ได้ปฏิบัติมาก่อน เลยต้องหา ราวเกาะให้กับจิต เอาไว้เป็นวิหารธรรม ไว้ดูจิตตัวเอง เลยไปค้นๆ ดูในพระไตรปิฏกว่าพระพุทธเจ้า
สอนเรื่องดูจิตไว้ว่าอย่างไร หลักที่เราปฏิบัติเราจะยึดเอา มหาสติปัฏฐาน 4 เพราะงั้นก็คงต้องค้นในสติปัฏฐานสูตร ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน โดยย่อ ส่วนที่เราให้ความสนใจก็คงเป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า
[1]ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้
จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ชัด
ว่า จิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ หรือจิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมี
โมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่ หรือ
จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหรคต จิตไม่เป็นมหรคต
ก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหรคต จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มี
ธรรมอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า จิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น หรือจิตไม่ตั้งมั่น
ก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่
หลุดพ้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตภาย
นอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิต
บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อม
ในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อนึ่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย
ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว แล้วไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่.

อ่านจบก็ซาบซึ้งขึ้นมาทีเดียว ตอนเราดูเอง เราก็เห็นแต่ หลงแล้ว เผลอไปคิดแล้ว พอได้มาอ่านแล้วถึงได้เข้าใจ ว่ามีอะไรให้ดูอีกตั้งเยอะนี่นา แต่กว่าจะเห็นจิตในจิต คงไปเร่งรัดให้เห็นไม่ได้ ก็แอบดูไปเรื่อย ๆ ก่อนละกัน
กล่าวโดยสรุป จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ให้รู้อารมณ์ของจิต ว่าจิตเป็นยังไง [2]กำหนดรู้ไว้ มี 15 ข้อ คือว่า
  • รู้อยู่ว่าจิตมีราคะ
  • รู้อยู่ว่าเวลานี้จิตของเราปราศจากราคะ คือ ไม่ต้องการความสวยสดงดงามใด ๆ
  • รู้อยู่ว่าจิตมีโทสะ คือความโกรธ ความไม่ชอบใจ
  • รู้ว่าจิตของเราปราศจากโทสะ ว่าเวลานี้เราว่าง เราไม่ได้โกรธ ไม่พยาบาทปองร้ายใคร
  • รู้อยู่จิตมีโมหะ คือความหลงความชั่วยึดนั่นยึดนี่ว่าเป็นเราเป้นของเรา ร่างกายก็ของเรา ทรัพย์สินก็ของเรา ลูกเมีย ผัว ตัว เมีย ลูก หลาน เป็นของเรา โมหะเป็นความโง่
  • รู้ว่าจิตของเราปราศจากโมหะ คือว่าเวลานี้จิตของเรามีปัญญารู้ว่าร่างกายเรามันจะตาย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันจะสลายตัว มันไม่มีอะไรทรงสภาพมันเป็นอนิจจังไม่เที่ยงทุกขัง อนัตตา สลายไปในที่สุด เป็นคนฉลาด
  • รู้อยู่ว่าจิตของเราหดหู่ คือมันเหี่ยวมันแห้งไม่มีกำลังใจ
  • รู้ว่าจิตของเราฟุ้งซ่าน คิดสร้างวิมานในอากาศ คิดส่งเดชหาเหตุหาผลไม่ได้ หาสิ่งที่เป็นสาระไม่ได้
  • รู้อยู่ว่าจิตมีอารมณ์ใหญ่ จิตคิดสร้างบ้านสร้างเมือง อยากมีผัวมีเมีย อยากมีลูก อยากมีทรัพย์สิน อยากมีอำนาจวาสนาว่ากันจิปาถะ หาจุดจบไม่ได้คิดเรื่อยเปื่อยไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีเหตุมีผลที่จะเป็นไปได้
  • รู้ว่าจิตไม่มีอารมณ์ใหญ่ หมายความว่าเวลานี้จิตของเราอยู่ในวงแคบคิดในวงของร่างกายอย่างเดียว
  • รู้อยู่ว่าอารมณ์อย่างอื่นเยี่ยมกว่า มีอารมณ์อย่างอื่นเยี่ยมกว่า นี้หมายความว่าตามธรรมดา เราเป็นคนเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เวลานี้ซิกลับมีความปรารถนาอยากจะเป็นคนดีมีศีล อยากจะเป็นคนมีสมาธิ อยากจะเป็นคนวิปัสสนาญาณแจ่มใส คิดว่าอัตตภาพร่างกายหรือความเป็นอยู่มันไม่คงทนถาวรต่อไป ไม่ช้ามันก็ตายไม่ช้ามันก็สลายตัวเราอยากจะไปพระนิพพานดีกว่า นี่เป็นอารมณ์ที่เยี่ยมกว่า อารมณ์ธรรมดา หวังพระนิพพานเป็นอารมณ์
  • รู้อยู่ว่าเราไม่มีอารมณ์ที่เยี่ยมกว่า คือยามปกติมันเกิดอารมณ์ขึ้นอีกทางหนึ่งบอกอย่าไปมันเลยนิพพาน ไปทำไม อยู่ในโลกนี้ดีกว่า มีโขน มีละคร มีหนัง มีความรัก เรียกว่าไม่มีอารมณ์ที่เยี่ยมกว่าอามรณ์ปกติ
  • รู้อยู่ว่าเวลานี้มีจิตตั้งมั่น หมายความว่าอามรณ์ส่ายที่เป็นอุทธัจจะกุกกุจจะมันไม่มี อารมณ์นอกเหนือจากสมาธิที่เราตั้งใจไว้ไม่มี คือเราตั้งใจไว้ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งคืออานาปานสติกรรมฐาน อารมณ์ตั้งอยู่โดยเฉพาะไม่สอดส่ายไปในอารมณ์อื่น ๆ ยิ่งไปกว่านี้ นี่เรียกว่าอารมณ์จิตตั้งมั่น
  • รู้ว่าในขณะนี้เรามีอารมณ์จิตไม่ตั้งมั่น นี่ขณะใดที่จิตมันส่ายออกนอกลู่นอกทางนอกจากอารมณ์ของมหาสติปัฏฐานสูตรหรือความดีใด ๆ ที่เราตั้งใจจะทรงไว้ แต่มันก็แลบออกไปเสียแล้วอย่างนี้เรารู้อยู่ ท่านเรียกว่ารู้อยู่จิตไม่ตั้งมั่น
  • รู้อยู่ว่าเวลานี้จิตเราหลุดพ้น รู้อยู่จิตหลุดพ้น
  • รู้อยู่ว่าจิตไม่หลุดพ้น

ส่วนศัพท์ับัญญัติ ที่ต้องรู้ เพราะใช้บ่อยในหมวดนี้คือ [3] [4]

โลภะ โลภะมีอันยึดซึ่งอารมณ์ เป็นลักษณะดุจลิงติดตัง มีความข้องเฉพาะเป็นรสดุจชิ้นเนื้ออันเขาทิ้งไปที่กระเบื้องร้อน มีอันไม่สละเป็นเครื่องปรากฏ ดุจน้ำย้อมเจือน้ำมันสำหรับหยอด มีอันเห็นความแช่มชื่นในสังโยชนิยธรรมเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่าเมื่อโลภะเจริญอยู่โดยความเป็นแม่น้ำ คือ ตัวตัณหาย่อมพาไปสู่อบายถ่ายเดียว ดุจแม่น้ำมีกระแสเชี่ยวพัดพาไปสู่มหาสมุทรฉะนั้นฯ

คนส่วนมากรู้ว่าเป็นโลภะก็ต่อเมื่อเป็นโลภะที่แรงกล้า แต่ไม่รู้เมื่อเป็นโลภะที่ไม่รุนแรง
เช่น เราอาจจะรู้ว่าเป็นโลภะเมื่ออยากจะรับประทานอาหารที่อร่อยมาก ๆ หรือขณะที่อยากดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ เรามีความผูกพันยึดมั่นในบุคคล และเป็นทุกข์เมื่อผู้เป็นที่รักตายจากไป เมื่อนั้นเราก็จะรู้ว่าความผูกพันทำให้เกิดความทุกข์ บางครั้งความผูกพันยึดมั่นก็เห็นได้ชัด แต่โลภะก็มีหลายระดับขั้น โดยมากเราไม่รู้ว่าเรามีโลภะ


โทสะ โทสะมีหลายขั้น อาจเป็นความขุ่นใจเล็กน้อยหรือรุนแรงขึ้นจนถึงกับโกรธเคือง เรารู้จักโทสะขั้นหยาบ แต่เรารู้จักโทสะอย่างบางเบาบ้างไหม การศึกษาพระอภิธรรมทำให้รู้ลักษณะของโทสะมากขึ้น โทสะ เป็น อกุศลเจตสิก เกิดร่วมกับอกุศลจิต จิตที่มีโทสะเป็นมูล ภาษาบาลีเรียกว่า โทสมูลจิต ลักษณะของโทสะต่างจากลักษณะของโลภะ


โทสะเกิดขึ้นได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ โทสะเกิดได้เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่น่ายินดีพอใจ ได้ยินเสียงหยาบกระด้าง ได้กลิ่นที่ไม่ดี ลิ้มรสที่ไม่ถูกปาก กระทบสัมผัสสิ่งที่ทำให้กายเจ็บปวด และคิดนึกเรื่องที่ไม่พอใจ เมื่อใดที่รู้สึกไม่สบายใจไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ก็แสดงว่าขณะนั้นเป็นโทสะ โทสะอาจจะเกิดบ่อยเมื่อกระทบอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เช่น อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป เมื่อมีความรู้สึกที่ไม่สบายกายเพียงนิดเดียว โทสะก็เกิดได้แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

โลภะ เกิดขณะใด จิตพอใจอารมณ์ขณะนั้น แต่ โทสะ เกิดขณะใด จิตไม่พอใจอารมณ์ขณะนั้น

โมหะ โมหมูลจิตดวงที่สองเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนาประกอบด้วยอุทธัจจะ โดยศัพท์ อุทธัจจะ หมายถึง สภาพไม่สงบ หรือ ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเกิดกับอกุศลจิต ทุกประเภท (ดวง) ขณะใดที่จิตมีอุทธัจจะขณะนั้นไม่มี สติ สติเกิดกับโสภณจิตทุกดวง สติระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม สติไม่ได้เกิดเฉพาะกับวิปัสสนาเท่านั้น ขณะให้ทาน รักษาศีล ศึกษาพระธรรม แสดงพระธรรม หรือเจริญสมถภาวนานั้น สติก็เกิดร่วมด้วย แต่สติในการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม


โมหะเป็นโทษเพราะเป็นมูลของอกุศลธรรมทั้งปวงเมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง อกุศลก็จะสะสมมากขึ้น โมหะเป็นปัจจัยให้เกิดให้เกิดโลภ เมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็ย่อมเพลิดเพลินไปในอารมณ์ทั้งหลายที่ปรากฏทางทวารต่างๆ โมหะเป็นปัจจัยให้เกิดโทสะด้วย เมื่อไม่รู้สภาพธรรมก็ย่อมจะโกรธเมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ โมหะเกิดกับอกุศลจิตทุกดวง และเป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมบถ 10 ทางกาย วาจา ใจ ขณะใดที่สติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใดใน 6 ทวารเท่านั้น ปัญญาจึงจะเจริญขึ้นจนสามารถดับโมหะได้เป็นสมุจเฉท

อ้างอิง
[1] พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๐. สติปัฏฐานสูตร ๑๔๐.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - พุทธภาษิต
[2] จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน 15 ข้อ
[3] ลักษณะของ โลภะ โทสะ โมหะ
[4] ลักษณะประการต่างๆของจิต

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. อันนี้ยาวมาก ๆ เพราะข้อมูลประกอบ การปฏิบัติอย่างเดียว ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่การปฏิบัติด้วยความรู้ที่ถึงพร้อมยังไงก็คงจะดีกว่า อีกอย่าง พระไตรปิฏกนี่ ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดนะ พอมีพื้นความรู้ที่จะเข้าใจในสิ่งที่เขียนแล้ว อ่านไปก็สนุกดี เพราะอ่านไปแล้วก็อ๋อ ไปเรื่อย ๆ ตรงนี้แหละที่สนุก

วันจันทร์ที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เห็นทุกข์

ช่วงนี้มีทุกข์มาก ๆ เลยมีโอกาสได้ดูชัด ๆ ว่าที่จริง แล้วทุกข์มันเกิดยังไง มายังไงดับยังไง
เวลาที่เรามีความทุกข์มาก ๆ มันจะแน่นในหน้าอก แต่ตอนนั้น ถึงจะคิดเรื่องที่ทุกข์รึไม่มันก็ยังแน่นอยู่ดี
เสร็จแล้ว ถ้าหากเราเผลอไปเมื่อไหร่ จิตมันจะเอาเรื่องต่าง ๆ มาผูกกัน ให้เกิดความนึกถึงในเรื่องที่นึก
อย่างได้ยินเพลง ก็เอาไปคิดต่อ เห็นรูปก็เอาไปคิดต่อ พอคิดไปซักพัก ก็เหมือนความรู้สึกมันอยากที่จะ
คิดให้มาก เศร้าให้มาก อยากซ้ำเติมตัวเอง เรียกง่าย ๆ ว่า ธรรมชาติของทุกข์มันต้อง build
ถ้า build ไม่ขึ้นมันก็ไม่ได้ทุกข์สักเท่าไหร่ ก็แค่ความรู้สึกอย่างนึง ก็แค่เรื่องหนึ่งที่ผ่านมาเท่านั้น
แต่อย่าเผลอให้มันได้build เชียว จะรู้สึกทุกข์หนัก เป็นทุกข์มาก เสียใจมาก
เนื่องจากฝึกสติมาได้สักพัก เลยเห็นทันว่าตัวเองเผลอไปคิด เผลอไปbuild เมื่อไหร่บ้าง
ทีแรกก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน ตอนที่เห็นว่าเผลอเป็นต้องคิด ในเรื่องที่จะโยงไปหาทุกข์อยู่เรื่อย
พอดูทันมันก็ดับลง เผลออีกก็สั่งสมอารมณ์ขึ้นใหม่อีก ผ่านไปซักพัก ก็เริ่มชิน มันไม่ได้เศร้าหรอกนะ
เพราะมันไม่มีโอกาสได้สั่งสมความเศร้า แต่มันก็ขึ้นมาไม่หยุดเสียที
พอเริ่มชินแล้วก็เห็นเป็นเรื่องสนุกไปเสียอย่างนั้น ได้แอบดูมันขึ้น ๆ ลง ๆ
คนเรานี่ก็แปลกดี รู้ทั้งรู้ว่าทำอย่างนี้แล้วจะทุกข์ แต่ก็เหมือนร่างกายพยายามทำให้ตัวเองทุกข์
เสียอย่างนั้น มิน่า พระพทุธเจ้าถึงได้กล่าวว่า กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ของเรา

ตอนนี้การก็รู้แล้วว่าการรับมือกับความทุกข์และความเครียดนั้นก็ง่ายแสนง่าย
ก็แค่อย่าbuild(อย่าสั่งสมอารมณ์อันเดียวกันกับทุกข์นั้น) พอเริ่มไปคิดก็ให้เห็นว่ากำลังคิด
แล้วก็ดับมันลงซะ พอมันไปคิดอีก ก็ดูให้ทันแล้วดับซะ คราวนี้ไม่ว่าทุกข์แค่ไหน ก็เป็นได้แค่
เสียงยุงหวิ่ง ๆ ใกล้ ๆ หูเท่านั้นแหละ สร้างความรำคาญนิดหน่อย แล้วก็ไป มันก็จะวน ๆ อยู่อย่างนั้น
ไล่ตบมัน เราก็เหนื่อยเปล่า มันมาก็ปัด มันมาก็ปัด ก็จบแล้ว ความเศร้าความเครียด มันก็แค่นี้เอง

วันเสาร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ใกล้จะหมดละ

ตั้งแต่วันแรกที่ตั้้งใจจะปฏิบัติธรรม ในวันนั้นโดเมนเนมโดน hack ธุรกิจเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้มีเงินใช้ทุกวันนี้ ... ไม่ใช่ของเรา
ต่อมาไปซื้อของกับน้อง น้องฝากโน้ตบุ๊คมาแบ่ง partition งานง่าย ๆ ที่เคยทำมาไม่รู้กี่ครั้ง ครั้งนี้พอเริ่มแบ่ง partition ขึ้นจอฟ้า MBR ของ harddisk หายหมด ข้อมูลงานกับอื่น ๆ หายหมดเครื่องเลย น้องก็เศร้าไป เราสิเศร้ากว่า ต่อมาช่วงนี้ก็ไม่รู้ไปกินอะไร ร้อยวันพันปี ไม่เคยท้องเสีย ช่วงนี้ก็กินอะไรไม่ค่อยได้ ปวดท้องบ่อย ๆ ... กายไม่ใช่ของเรา
แล้วมาวันนี้สด ๆ ร้อน ๆ ก็โดนแฟนบอกเลิก วางโทรศัพท์เสร็จก็มาเขียน ... แม้แต่คนที่เรารัก ก็เป็นอนิจจัง


ถ้าคิดแบบทางโลก ก็คงคิดว่านี่จะหาอุปสรรค มาขวางให้ได้ใช่ไหม การพยายามดูจิตให้ได้ในสภาวะการณ์แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจะหลงไปอยู่เรื่อย นึกไปในใจว่า พึ่งจะคิดเริ่มปฏิบัติ ทำไมต้องให้บททดสอบขนาดนี้ด้วย

แต่ถ้ามาคิดดูอีกทาง สงสัยเกิดธรรมะจัดสรรเห็นว่าเราจะเดินไปในทาง เลยช่วยตัดเรื่องทางโลกให้หมดเลย เพราะตอนนี้นี่ ไม่มีงานให้ดูแลรึต้องทำเท่าไหร่ วัน ๆ ก็ว่าง น้องก็ไม่ได้ให้ช่วยไร เพราะทำโน้ตบุ๊คมันเจ๊งไปแล้ว ที่เคยคุยกะแฟน
เช้าเที่ยงเย็นก็ไม่มีแล้ว ตอนนี้เลยมีเวลาให้ปฏิบัติธรรมไป 24/7 เลย ไม่มีใครขัด ไม่มีใครกวน เสียอยู่อย่างเดียว
การเจอความสูญเสียขนาดนี้ในช่วงอาทิตย์เดียว มันโหดร้ายกับจิตใจมากเลยนะ อย่าว่าแต่ดูจิตเลย แค่อยู่ให้เป็นปกติก็ยากแล้ว

ก็คงต้องกัดฟันทำความเพียรให้ได้แหละ เพราะผ่านตรงนี้ไปได้ ก็ไม่มีอุปสรรคไหนจะขัดขวางอีกแล้ว ไม่มีอะไรตัดไม่ได้อีกแล้ว
(เพราะทุกห่วง ทุกของสำคัญโดนพรากไปจะหมดละ จะเหลือก็แต่ ตายก่อนจะรู้เห็นธรรมะนี่แหละ)


สู้ ว้ออออออออยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

วันศุกร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ธรรมะก็เหมือน"รสหวาน"

ใครสงสัยว่า ทำไมถึงไม่มีใครบอกจริง ๆ ว่าปฏิบัติธรรมแล้วเป็นยังไง
หรือแม้อธิบายให้ฟังแล้ว ก็เหมือนไม่มีอะไร

ด้วยภูมิความรู้เราตอนนี้ ขอลองเสี่ยงอธิบายว่า

ธรรมก็เหมือนรสหวาน การที่จะอธิบายให้คนที่ไม่เคยได้สัมผัสกับรสหวาน รู้ว่ารสหวานเป็นอย่างไรนั้น ต่อผู้อธิบาย
มีวาจาเลิศหรือแตกฉานในรสหวานเพียงไรก็คงไม่อาจอธิบายให้ผู้ไม่เคยสัมผัส ได้รู้อย่างแท้จริงว่ารสหวานเป็นอย่างไร
สิ่งที่จะทำได้ก็คงมีเพียงแค่หยิบยื่นโอกาสให้ เพราะเมื่อเคยรู้ว่ารสหวานเป็นอย่างไร ย่อมแนะนำได้ว่า นี้คือรสหวาน นี้ไม่ใช่
และให้ผู้ไม่รู้ได้ลิ้มลองรสหวานด้วยตัวเอง ผู้ไม่รู้นั้นจึงเข้าใจว่า แท้จริงรสหวานเป็นเช่นไร

ด้วยเหตุเช่นนี้ช่วยผู้ไม่รู้ในรสหวานให้รู้ในรสหวาน ด้วยเหตุเช่นนี้ย่อมช่วยผู้ไม่รู้ในธรรมได้รู้ในธรรม

-----------------------------------------
อ่านแล้วก็ต้องไม่ลืมนึกถึง หลักกาลามาสูตร (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร )

งง ... ให้รู้ว่า ... งง

ก็ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ทั้งวัน ได้ผลดังคาด วันนี้เริ่มเห็นสภาพจิตชัดขึ้น จิตเผลอก็รู้ว่าเผลอ คิดก็รู้ว่าคิด อยากก็รู้ว่าอยาก
เวลาสุขมาก ๆ หรือทุกข์มาก ๆ นี่จะจับได้ทันทีทันใด ไม่ปล่อยให้หลงนาน
แต่ว่า สุขอ่อน ๆ ทุกอ่อน ๆ กิเลศอ่อนๆ จะยังไม่ค่อยรับรู้

อีกเรื่องที่สงสัยในวันนี้ คือ การเพ่งว่ารู้ การคิดว่ารู้ กับการมีสติรู้ ต่างกันยังไง
เพราะเวลา รู้สึกตัวขึ้นมาว่าเมื่อกี้รู้สึกอะไร มันก็เหมือนรู้สึกด้วย มีเสียงพากษ์ในหัวไปด้วยว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
ทำให้ไม่รู้ว่าตกลงเรามีสติรู้หรือเผลอไปคิด
แต่พอไปเปิดฟังเทปหลวงพ่อ มีคนถามท่านแบบนี้ ท่านก็ตอบว่า สงสัย ก็ให้รู้ว่าสงสัยนะ
เราก็เลยยิ่งงง ... ก็ให้รู้ว่างงนะ
แต่ก็ไม่ใช่่ว่าจะจับไม่ได้เลยซะทีเดียว ก็พอจะรู้สึกบ้างเหมือนกัน ว่าที่ถูกเป็นยังไง แต่มันยังไม่ละเอียดพอจะเห็นได้ชัด
เห็นแค่ลาง ๆ ถ้าให้เปรียบก็เหมือน เวลาปกติ ของหนองน้ำ มีกระเพิ่มบ้าง มากน้อย แต่เราก็เห็นเหมือนมันนิ่ง ๆ อยู่
จนมีอะไรมากระทบผิวน้ำ ถ้ามันกระทบแรง เราก็จะเห็นชัดเลย ว่าเป็นระลอกคลื่นสาดมา ให้เห็นชัด ๆ ทำให้พอจะเดาต้นทางได้
ว่าเกิดจากอะไรมาจากทางไหน เมื่อไหร่ ถึงแม้กว่าจะรุ้ตัวก็ช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่นานมากเหมือนตอนปฏิบัติแรก ๆ
แต่พวออารมณ์อ่อน ๆ อื่น ๆ ที่ตามมานี่สิ รับรู้ได้ยากมาก เหมือนคลื่นกระทบขอบสระแล้วสะท้อนไปมา
ก็เห็นอยู่ว่าจิตมันไหว แต่มันดูเหมือนฟุ้งๆ แล้วก็ต้องคิดพิจารณาว่า อ๋อ นี่คือสงสัยนะ นี่คือหลงไปคิดตามนะ นี่คือเพ่งนะ
มันไม่เหมือนตอนรู้สึกตัวเวลาเห็นสิ่งกระทบแรง ๆ เลยไม่รู้ว่าต้องดูอย่างไร
คงต้องฟังแล้วปฏิบัติตามไปอีกสักระยะถึงจะพอจับได้

ปฏิบัติวันนี้ ที่เห็นชัดเพราะต้องออกไปข้างนอก ไปซื้อของกับลูกแล้วก็เพื่อนลูก (เรียกว่า่ลูกแต่จริง ๆ ก็เป็นน้องแค่ปีสองปี
แต่ความสัมพันธ์ มันมากกว่าแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง แต่เป็นแบบพ่อลูกแทน 555)
เวลาเดินห้าง แล้วเจอเด็กน่ารัก ๆ เยอะแยะนี่ คงจะเป็นเพราะสันดานเก่า ทำให้จิตฟุ้ง ปรุงแต่งไปสารพัดทีเดียว เกิดสัญญาขึ้นมา
ในจิตมากมาย คนนั้นน่ารัก ใส่ชุดยังงั้นดี หน้าตาดี แต่ดีที่เป็นอารมณ์ที่รุนแรง เลยเห็นง่าย ดับง่าย แต่ก็เกิดความอยาก
เห็นอีก ขึ้นมาแทน ดูจิตวันนี้เลยดูง่าย เพราะเหมือนโดนค้อนฟาดใส่ทั้งวัน บางทีก็ดูเฉย ๆ บางทีก็สู้กับตัวเอง
แล้วพวกน้อง ๆ นี่ก็ตัวแสบ ไปซื้อของกันด้วยความสนิทกัน มันก็มีใกล้ชิดกันบ้าง นี่ก็ทำเอาจิตส่งออกนอกบ่อย ๆ เหมือนกัน
-*- ไม่รู้ว่ามีเครื่องสอบจิต อย่างนี้จะดี หรือไม่ดีนะเนี่ย มันทำให้เห็นจิตง่าย แต่มันก็ดังให้หลงออกนอกทางง่ายเหมือนกัน


----------------------------------------------------------------------
เห็นบอยเขียนเรื่องที่ชวนเพื่อนมาปฏิบัติธรรมแล้วไม่มีใครสนใจ
เราว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อก่อนเราเองก็เป็นเหมือนกัน คิดว่าวิทยาศาสตร์ของตัวเองนี้แหละเป็นสุดยอดแล้ว
ปัญญาทุกอย่างที่ได้มาอย่างวิทยาศาสตร์ คือสิ่งที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ แต่ความเป็นวิทยาศาสตร์ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของเรา
ทำให้ปัญญาถูกบดบัง เพราะเราคิดกันไปเองว่า มันมีอยู่อย่างนี้ เหตุผลอย่างนี้ แล้วก็สรุปเอาด้วยความรู้แค่หางอึ่งว่า จริงๆ มันก็มีเท่านี้
โดยไม่ได้ลองปฏิบัติ ทดสอบดูให้รู้แน่่ ศาสนาอื่นอาจจะพิสูจน์ยาก แต่ศาสนาพุทธเราท้าให้อย่าเชื่อ แต่จงพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง
ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องลองพิสูจน์ดู ปฏิบัติดู ถ้าปฏิบัติตามแล้วไม่เห็นจริงตามว่า จึงค่อยสรุปว่าจริงหรือไม่จริง
เพราะเมื่อก่อนเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน จนได้ลองทำดูจริง ๆ ถึงรุ้ว่า อ๋อ เมื่อก่อน เราเอากะลาครอบศีรษะไว้
ความรุ้ที่แท้จริง มันเลยเจาะเข้ามาไม่ถึงสมอง แต่ถึงจะเห็นด้วยตาแล้ว จะไปอธิบายใครก็คงยังไม่ได้อยู่ดี
เพราะอย่างที่เคยพูดไปแล้วว่าธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตัว อย่างตอนนี้ด้วยการปฏิบัติเท่านี้เราก็รู้แค่ว่า จิต คือระดับของการรับรู้ขั้นสูง
ความรู้สึกคือข้อมูล ที่สื่ออกมาด้วยภาษาธรรมชาติที่ใช้กันในสรรพชีวิต การคิดคือการสื่อสารอย่างหยาบ ที่เป็นเพียงแค่การพยายาม
นำสัญลักษณ์ มาอธิบายเศษเสี้ยวของความรู้สึก แต่เราไปยึดติดกับ ภาษากับความคิดมากเกินไป อะไรที่ตีออกมาเป็นคำพูด
หรือภาษาไม่ได้ เราก็เลยพาลจะไม่เข้าใจไป ฝึกสติ คือการให้เรากลับไปเรียนรู้ภาษาแห่งสรรพชีวิตอีกครั้ง
ทำให้เราตีความและเห็นเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดและรวดเร็วขึ้น
ถ้าจะให้เปรียบ ความคิด คงเหมือนภาษากายของผึ้ง ที่ต้องบินเป็นท่าทางเพื่อสื่อสารกัน ส่วนความรู้สึกเหมือนภาษาที่มนุษย์ใช้กัน
การเข้าใจธรรมะโดย ความคิด ก็เหมือนการใช้ภาษาผึ้งแก้สมการไดนามิคหกสิบสี่ตัวแปรนั่นแหละ
ต่อให้ใช้ความคิดมหาศาลก็คงจะไม่เห็นคำตอบ เพราะแม้แต่ความรู้เราก็ยังแก้ได้ยาก
ก็เหมือนธรรมะที่ถึงแม้ปฏิบัติก็ใช่ว่าจะเห็นทางโดยง่าย แต่อย่างน้อยก็ได้รู้วิถีที่ถูกว่า แ้กยังไง

ถ้าตอนนี้ต้องไปอธิบายให้ใครเชื่อเรื่องศาสนานี้ คงบอกได้แค่ว่า ธรรมะก็เหมือน"รสหวาน"นั่นแหละ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ทางแคบ

"เพศฆราวาสเป็นทางแคบ เป็นที่มาของฝุ่นละออง ไม่ได้มีหน้าที่ทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งเหมือนเพศบรรพชิต"

พึ่งจะเข้าใจกับคำนี้จริง ๆ ก็วันนี้ ตอนได้ยินทีแรก ก็คิดว่าคงจะลำบากบ้าง
แต่
การดูจิต ในเวลาทำงาน ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาพูด ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาคิด ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาอ่าน ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาฟัง ทำได้ยาก

อย่างวันนี้ ช่วงที่ต้องติดต่องาน ก็ละการดูจิตไปจึงทำงานได้
แต่พอลองดูตามความคิดในเวลางานบ้าง
ยามคิดจะพูด พอเห็นว่าตัวเองอยากจะพูด มันก็ดับลง ไปคิดว่านี่เราอยากพูดนี่นา ทำให้คำพูดกลับลงคอ
ยามคิดจะทำงาน พอเห็นว่าตัวเองเผลอไปคิด ความคิดก็ดับลง กลายเป็นรู้ว่ากำลังคิด
ช่วงแรก ๆ ที่ดูจิตอยู่แล้วจะมาทำงาน เลยทำไม่ค่อยได้ ยังปรับตัวไม่ทัน
เพราะได้ภาวนาไว้ว่า ทุกลมหายใจเข้า ขอให้ข้าพเจ้ามีสติตื่นรู้
และก็ดูเหมือนจะได้ผลดีเสียด้วย ในหลายครั้งที่หายใจเข้า ก็จะมีสติขึ้นมา ว่าเมื่อกี้เผลอไปในอารมณ์ไหน
แต่กลับกลายเป็นว่าทำงานไม่ได้ ในเวลาที่ทำงานอยู่แล้วบังเอิญสติไปรู้ลมหายใจ ทำให้้ห้วงความคิด หลุดหาย
คิดงานต่อไปออก เพราะความคิดดับลงแล้ว หรืออย่างตอนคุย กำลังพูดแล้วไปรู้อารมณ์
ก็เผลอไปดูว่าตัวเองอยู่ไหนอารมณ์ไหน จนกลายเป็นคำพูดแทบจะไม่หลุดออกจากปากไปเสียอย่างนั้น

แต่ช่วงดึก เริ่มจับทางได้
ถ้าเราจะทำงาน เราก็ต้อง เพ่งสติไปที่การทำงาน บอกให้รู้ตัวเองว่ากำลังทำงาน จะได้ไม่เผลอไปดูจิต
ทำไปซักพักก็พอจะปรับตัวได้บ้าง ความคิดไม่ถูกขัดจังหวะเหมือนเดิม

และจากการสังเกตพบว่า ในขณะที่เราทำงาน เราไม่ได้มีสติอยู่กับการทำงานตลอดเวลาจริง ๆ
บ้างทีก็ไปเงี่ยฟังเสียงด้านนอก บ้างก็เอาตาไปสัมผัสรูป บ้างก็เหม่อลอย บ้างก็คิดนอกเรื่อง
มิน่าเล่า คนที่มีสมาธิดี ถึงสามารถสำเร็จการงาน ได้อย่างดี เพราะมีสติรู้อยู่กับกิจการนั้น ๆ ตลอดเวลา
ทำให้ได้ใช้สักยภาพในการคิดอย่างเต็มที่กับงานนั้น ๆ จึงทำให้เข้าใจในงานและผลออกมาดี

การปฏิบัติวันนี้เปลี่ยนแนวนิดหน่อย เพราะจากประสบการณ์เมื่อวาน การปฏิบัติแบบดูกายคงไม่ใช่ทางที่เหมาะกับจริตเรา
เลยเอาเทป อ.ปราโมทย์ มาเปิดฟังอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูความรู้ในการปฏิบัติแบบดูจิตแทน เพราะครั้งก่อนที่ฟัง และปฏิบัติตาม
ดูแนวทางการปฏิบัติแบบนี้้จะเหมาะกับพวกคิดมากแบบเราเสียมากกว่า
(ใครอยากฟังการดูจิตของหลวงพ่อปราโมทย์มีให้โหลดฟังในเว็บ พระธรรมเทศนา ณ.ศาลากาญจนาภิเษก กับ พระธรรมเทศนา ณ สวนสันติธรรม)
ดูจิตแบบนี้ คือให้เรามีสติรู้ขึ้นมาว่า เมื่อกี้สติเราไปทำอะไรมา เป็นการรู้ลงปัจจุบัน ไม่หลงนาน
... "เผลอไปคิดแล้วรู้มั๊ย" ... คำนี้ชอบมาก
เนื่องจากธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะคน ต้องปฏิบัติและเห็นด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ แค่ความรู้ ยังไม่ใช่ทาง
จึงต้องลงมือปฏิบัติและมีความเพียรเท่านั้นจึงจะได้เห็น ใจที่ไม่ติดในอารมณ์


-----------------------------------------------------
ได้กลอนมาตามกำลัง search พระไตรปิฏกเรื่องการปฏิบัติของฆราวาสแล้วไปเจอมา
เลยเอามาลงเก็บไว้อ่าน

จันทราเอ๋ย เจ้าจง ส่งดวงจิต
ฟังบัณฑิต บอกกล่าว ก้าวพ้นทุกข์
ฆราวาส ทางแคบ แบบกลียุกต์
ไม่อาจสุข ในธรรม นำมรรคา

เพราะเป็นทาง สร้างธุลี ที่หมักหมม
ให้จันทร์จม ติดหล่มใหญ่ ในสังสาร์
การออกบวช เป็นมุนี ชื่นชีวา
สุขอุรา อิสระ และเสรี

บัณฑิตใด ตัดใจ จากลาภยศ
เอามือปลด หัวโขน โยนได้นี่
เขาผู้นั้น มั่นจิตน้อม พร้อมบารมี
เป็นเถรี ที่ถึงพร้อม น้อมพากเพียร

ขออวยพร ให้จันทรา ปัญญาเกิด
เป็นผู้เลิศ ในธรรม นำสิ้นเสี้ยน
อกุศล เจ้าจงปราบ ได้ราบเตียน
คุณความเพียร จงนำเจ้า เข้านิพพาน ฯลฯ

via : http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/view.php?No=263

วันพุธที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เฉื่อย

เมื่อวานนี้ไม่ได้เขียน เพราะเน็ตเจ๊งเลยมาอัพเช้านี้แทน

เช้าวันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อมานั่งสมาธิดูลมหายใจ แต่ดูเหมือนเราจะไม่เหมาะกับการปฏิบัติแบบการหลับตา
เพราะตอนที่ลืมตาตื่นอยู่นั้น ดูเหมือนจิตจะอยู่ในตัว ไหวน้อย ๆ ไปตามการรับรู้ในร่างต่าง ๆ เห็นภาพก็แค่รับรู้ว่าเห็น
แต่พอลองปฏิบัติโดยกานหลับตา กลับกลายเป็นว่า มองเห็นว่าจิตตัวเองนั้นฟุ้งซ่านไปทั่ว เหมือนน้ำที่โดนกวน จนโคลนฟุ้งไปทั่ว
ความคิดเกิดขึ้นมากมาย ทั้งจิตที่ตามรู้ความคิด ความคิดส่งออกนอก ความคิดพิจารณากาย ผสมปนเปไปหมดจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร
เลยเปลี่ยนวิธี ยังยึดตามหลักมหาสติปฐาน4 โดยเริ่มจากการพิจารณากายในกาย โดยเอาลมหายใจเป็นที่ตั้ง
แต่ไม่ได้พยายามที่จะตั้งใจให้เป็นสมาธิ เพียงแต่ดูให้เห็นลมหายใจ ให้รู้สึกถึงลมหายใจอยู่เสมอ
การที่พยายามจะดูลมหายใจ จึงทำให้จิตดูจะตกตะกอนนอนก้น เฉื่อย ๆ ไม่มีแรง ไ่ม่รับรู้ ดูไปคงไม่ใช่ทางที่ถูกแน่
ช่วงบ่ายจึงเปลี่ยนแนวปฏิบัติใหม่ เปลี่ยนเป็นไม่ได้พยายามจะดู แต่แค่ให้รับรู้ไว้เฉย ๆ
ดูเหมือนจะดีขึ้น จิตสบายขึ้น แต่พอมีความสบาย ก็เผลอบ่อยขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็วูบวาบรุนแรงว่า อ๋อเมื่อกี้เราเผลอไป
เปรียบไป ก็เหมือนนั่งอยู่หัวโค้งถนน นอกเมือง ทุกอยากมืดไปนาน จนพอจิตรู้ ก็เหมือนมีรถผ่านเข้ามาสาดแสงมาให้ได้เห็น
ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาในวูบนั้นอย่างรุนแรงว่า เอ เมื่อกี้เราเผลอไป เผลอตั้งแต่ตอนไหนไม่ทราบ นานเท่าใดก็ไม่ทราบ
พอรู้สึกตัวได้ไม่กี่ลมหายใจ สติก็เผลอไปอีกตอนไหนไม่ทราบ วันนี้จึงดูเหมือนไม่ก้าวหน้าสักเท่าไหร่ เหมือนติดสมถะ

แต่สิ่งที่ก้าวหน้าในวันนี้คือความรู้สึกอิ่มเอมในลมหายใจที่เต็มที่ เห็นมันเข้าจนเต็มแล้วก็ออกจนสุด เหมือนตอนหลับสนิท
แล้วก็ได้รู้อีกอย่างว่า ปกติ เวลาที่เราหายใจตอนที่ไม่ได้ดูการหายใจนั้น พอแอบดูแ้ล้วเห็นว่าเป็นการหายใจที่ผิด
สั้น ห้วน ไม่มีพลัง อย่างนี้อย่าว่าแต่เจริญสติเลย แค่จะให้มีสุขภาพดี ก็เป็นไปได้ยากแล้ว

วิธีหายใจอย่างถูกต้อง (นอกจากทำให้สุขภาพดีแล้วยังช่วยยืดอายุด้วย)
วิธีหายใจให้ดูจากท้องเป็นหลัก ถ้าอยากดูอย่างถูกต้องให้ดูตอนสภาวะนอน เพราะแต่ละคนอาจจะต่างกัน
ในช่วงต้นลมเข้า หน้าอกจะยกตัวขึ้น ท้องยุบลมเล็กน้อย เพราะโดนกระบังลมดึง
ในช่วงกลางลมเข้า หน้าอกจะขยายขึ้นจนสุดและมีแรงดันไปที่กระบังลม ดันหน้าท้อง
ในช่วงปลายลมเข้า ท้องจะพองออก เพราะโดนกระบังลมดันขึ้นมา
ในช่วต้นลมออก ท้องจะค่อย ๆ ยุบลง หน้าอกและกระบังลมยังขยายเท่าเดิม ลมออกจะเริ่มจากแผ่วและแรงขึ้น
ในช่วงกลางลมออก หน้าท้องยุบลงได้ครึ่งหนึ่ง แล้วจากนั้น หน้าอกและหน้าท้องจะเริ่มยุบลงพร้อมกัน ลมจะออกเร็วขึ้น
ในช่วงปลายลมออก หน้าอกยุบลง กลับมาสู่สภาพเดิม กล้ามเนื้อไหล่ผ่อนคลาย
แรก ๆ ตอนเริ่มหายใจแบบถูกวิธี จะรู้สึกเหนื่อย แล้วก็รู้สึกว่าหายใจยาก นั่นก็เพราะเราหายใจผิดมาชั่วชีวิตนี่เอง
ช่วงนี้ถ้าว่างก็จะฝึกหัดหายใจแบบถูกวิธีไว้ หัดไปสักพักคงเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น

วันจันทร์ที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ติดสุข

เนื่องจากเมื่อวานผจญกับความเครียด จนแทบจะนอนไม่หลับ
ก่อนนอน ก็เลยนอนดูลมหายใจตัวเอง ไปเรื่อย ๆ
ไม่รู้หลับไปตอนไหน

พอทำสมาธิก่อนนอน แบบนี้ แล้วมีการกำหนดสติไว้
คืนนี้พอเริ่มฝัน จึงนึกขึ้นมาได้ในฝันว่า ตัวเองกำลังฝันอยู่นี่นา
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงเล่นสนุกเพลิดเพลินไปกับความฝันนั้น เพราะนอกจากจะมีเนื้อเรื่องแปลกประหลาด หวือหวา
แล้วเรายังสามารถกำหนดให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างใจคิด เป็นเรื่องสนุกไม่กี่เรื่องที่ทำในเมื่อก่อน
(แนะนำว่า ถ้าใครรู้ตัวว่าฝัน อย่าติดอยู่ในฝันนานนัก เพราะเวลาในฝันกับโลกความจริงนั้นต่างกัน
ในฝันชั่วเวลาไม่นาน แต่ในโลกความจริงอาจจะผ่านไปนานมาก หรือเร็วมากก็ไ้ด้
อีกทั้งถ้าหาก ติดอยู่ในฝันนานเกินไป เวลาตื่นจะรู้สึกเมื่อยและเหนื่อย เหมือนนอนไม่เต็มอิ่มทั้งที่นอนนาน)
มาคราวนี้ จึงจะลองนึกดูว่า ถ้าหากได้กรรมฐานชั้นต้นจะรู้สึกอย่างไร
จึงลองนั่งสมาธิในฝันดู แล้วจินตนาการไปว่าตัวเอง รับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้รอบตัว ทั้งที่หลับตาอยู่
พอหลับตาเท่านั้นก็สับสนไปทีเดียว ไม่รู้ว่ากำลังรู้สึกตัวและหลับตาอยู่ หรือกำลังหลับตาอยู่ในฝัน
แต่พอผ่านไปซักพัก เริ่มเหมือนรู้สึกได้ถึงสิ่งรอบ ๆ ตัว เหมือนเห็นด้วยตา แต่มันละเอียดกว่านั้น
นึกไม่ออก ว่าจะอธิบายความรู้สึกที่เห็นได้นั้นอย่างไร
เหมือนการพยายามให้คนที่ไม่เคยได้กินน้ำตาล หรือผลไม้ใด ๆ ได้รับรู้ว่ารสหวานเป็นอย่างไรด้วยการอธิบาย
เหมือนการนึกภาพว่าจะเห็นภาพอย่างไรถ้าเรามองเห็นคลื่นได้กว้างกว่าตอนนี้ มองเห็น infrared และ UV
ซึ่งปกติเราก็รู้ว่ามี แต่รับรู้ด้วยการแปลงเป็นขาวและดำด้วยเครื่องมือ ถ้าหากเรารับคลื่นเหล่านี้ได้พร้อมกันกับช่วงของแสง
ภาพที่ได้จะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าไม่เคยได้สัมผัส ก็คงบอกได้แค่ว่า สุดจินตนาการที่จะบอกได้จริง ๆ
เนื่องจากเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ จึงสนุกและติดอยู่กับการรับรู้นั้นไปนานมาก
หลับไปได้ไม่ถึงชั่วโมง จิงก็ปลุก บอกต้องไปทำเรื่องเอาโดเมนคืน แต่เนื่องจากเมื่อกี้มัวแต่สนุก จึงรู้สึกเหมือนยังไม่ได้
นอนเลย เลยต้องขอตัวนอนต่อ น่าแปลกว่าพอล้มตัวลงทำนั้น ก็กลับไปสู่สภาวะนั้นได้อีก เอ หรือต้องบอกว่า
ฝันเรื่องเดิมต่อได้อีกก็ไม่ทราบ แรก ๆ ก็รู้สึกถึงรอบ ๆ ห้อง แล้วก็ค่อย ๆ ขยายออกไปเรื่อย ๆ คิดว่าผ่านไป
แค่แป๊ปเดียวเท่านั้น แต่พอตื่นมารับโทรศัพท์ กลายเป็นว่าเกือบจะ ห้าโมงเย็นแล้ว -*- สมองเราทำงานช้าจริง ๆ

เป็นความรู้สึกแปลกใหม่และเป็นสุขมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะพอได้เห็นเรื่องใหม่ ๆ สารเดโพรมีนเลยหลั่งมากไปหน่อย
แล้วก็ทึกทักเอาเองว่า ถ้าบำเพ็ญไปถึงระดับนึง คงจะเห็นได้อย่างที่เห็นในฝันครั้งนี้เป็นแน่

โดยรวมวันนี้จึงไม่ได้อะไรมาก ก็นอนไปเสียหมดวัน แต่ประสบการณ์ีที่เห็นในฝันคราวนี้เป็นกำลังใจที่ดีทีเดียวในการที่จะปฏิบัติต่อ

วิตก

ตอนที่มาเขียนไว้ที่นี่ (sodasaga) ก็เพื่อที่จะเอาไว้ทำเป็น diary
เพื่อจะได้สำรวจตัวเองในแต่ละวัน และจะได้ บันทึกแนวทางและความรู้ต่าง ๆ เหมือนเช่นที่คุณดังตฤณทำ
โดยไม่ได้คิดว่า จะไปโผล่ที่ multiply ด้วย เพราะทึกทักเอาเองว่า เราคงทำ cross bloging ไว้แค่ที่ thegu แต่ที่ไหนได้
ทำ cross ไว้ทั้ง account เสียอย่างนั้น อะไรที่โพสที่นี่ จึงไปขึ้นที่ multiply ด้วยเสียหมด

แวบแรกที่เข้าไปเปิด multiply แล้วเห็นคนมา comment ก็รู้สึกตกใจ จิตตกไปเยอะว่า
"แย่เสียแล้วเรา มรรคผลยังไม่เห็นทางสักเสี้ยว จะทำไปรอดหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจตัวเอง
คนอื่นรู้กันแล้วแบบนี้ เกิดเราทำไม่สำเร็จจะทำอย่างไร"

แต่พอนึกได้ ก็คิดว่าก็ดีเหมือนกัน จะได้เอาไว้สอบจิต อีกทั้งการที่มีคนทักคนถาม
ก็คงจะช่วยเป็นแรงบีบคั้น ให้มีความเพียรมากขึ้นไปด้วยอีกทางหนึ่ง

จะไปรอดไหมหนอ

พึ่งเริ่มปฏิบัติก็เจอเข้ากับอุปสรรคเสียแล้ว

วันนี้ลืมลมหายใจบ่อยมาก หลงไปนานกว่าจะกลับมาสัมผัสลมหายใจได้
แต่สัมผัสได้ไม่นานก็ลืมอีก จิตดูเหมือนจะฟุ้งซ่านเสียมาก
รู้อารมณ์ แต่ก็รู้แต่ทางทฤษฎี ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง
ทำไมถึงรู้ว่ารู้แต่ทฤษฎี นะหรือ ก็เพราะเมื่อครั้งดูจิตตามหลวงพ่อปราโมทย์
เคยไปถึงระดับที่จิตรู้อยู่ตลอดเวลา มองเห็นจิตเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง เกิดดับ
แต่ตอนนี้แค่รู้ แต่ไม่อาจเข้าใจได้เลย
ตอนดูจิตคราวนั้น พอรู้ว่าจิตทำอะไร มันก็ดับลง
แต่คราวนี้ มาัตั้งใจปฏิบัติกับดูงุ่มง่าม รู้ว่าจิตทำอะไร แต่ก็ไม่เหมือนรู้ทันคราวนนั้น
รู้ว่ามันคิด มันก็ยังคิดอยู่ ไม่เห็นจะดับลงเช่นคราวก่อน

ปัญหาใหญ่ของวันนี้เลยคือเรื่องกามคุณ พอตั้งใจว่าจะต้องตัดต้องเลิกแล้ว ความอยากยิ่งกลับทวีคูณ

คำสอนของพระโคดม ช่างประเสริฐนัก สอนได้ตรงจุดรู้ง่าย แต่เมื่อไหร่หนอที่เราจะเข้าใจ

วันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

First Impact

หลังจากตั้งใจว่าจะบำเพ็ญเพียร ได้ไม่กี่ชั่วโมง
ก็ต้องเจอเข้ากับบททดสอบที่ยากแสนยาก

gushare โดน hack domain !!!

โคตรจะเศร้าเลย เป็นงี้นี่หมดตัวเลยนะเนี่ย
สติฟุ้งซ่านแตกกระจาย กระเซ็นซ่าน รวมไม่ได้ เหมือนเล่นเครื่องร่อนกลางพายุ
ไม่ว่าจะพยายามประคองอย่างไร สติก็กระเด็นกระดอนไปตามกระแสความคิดเชี่ยวกราด

อีกทั้งยังต้องมาคิด เกี่ยวกับเรื่องงานที่จะทำเพื่อให้เลี้ยงชีพรอด ทดแทนงานที่แทบจะล้มละลายไปนั้นอีก
ไม่ง่ายเลย ไม่ง่ายเลย

แค่ก้าวแรกก็ยากถึงเพียงนี้ซะแล้ว

ปฐมบท

วันนี้เป็นวันแรก ของวันที่เหลือในการเดินทางสู่ทางอันเป็นมรรคผล

หลังจากฟัง 7 เดือนบรรลุธรรม กับ วรภัทร แล้วก็วิธีดูจิต ของหลวงพ่อปราโมทย์มาพอสมควรแล้ว
คิดว่าได้ฤกษ์ในการเริ่มจริงจังกับการปฏิบัติธรรมเสียที

ส่วนวิธีปฏิบัติหลังจากเลือกแล้ว คงเลือกที่จะทำตามทาง "มหาสติปฐานสี่" เป็นหลัก
โดยการปฏิบัตินับแต่นี้ คือ
- ยึดศีล 5 อย่างเคร่งครัด
- ดูจิต แบบหลวงพ่อ ปราโมทย์ แต่ประยุกต์วิธีของดังตฤณ คือเอา ลมหายใจเป็นตัวกำหนดรู้สติ โดยจะดูลมหายใจเข้าออก ถ้าหากเผลอไปก็ให้รู้ว่าเผลอ แล้วก็กลับมาดูลมหายใจต่อ ดูจนเชี่ยวชาญ
- นับแต่นี้จะเขียน การปฏิบัติในแต่ละวัน ผล ความคืบหน้า ประเมินตนเอง ให้ได้ทุกวัน
- ศึกษาหลักธรรม และคำสอนที่จำเป็น (เริ่มจาก มหาสติปฐานสี่ก่อนเป็นเรื่องแรก) อ่านและสรุปความที่จับได้มาเขียน

สี่ข้อใหญ่ ๆ ที่จะต้องทำให้ได้ก่อนในขั้นแรกนี้