วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

การรู้ กับ การคิดว่ารู้

พึ่งจะมานึกออก เรื่องของการรู้กับการคิดว่ารู้ ว่ามันต่างกันนิดหน่อย
ซึ่งเวลาที่มีสติรู้ทันนั่นน่าจะเป็นแบบรู้มากกว่าคิดว่ารู้
ที่ปฏิบัติมาจนถึงตอนนี้ ส่วนมากจะเป็นแบบคิดว่ารู้ จริง ๆ มันก็คือการรู้เหมือนกัน
แต่ว่าจะเป็นการรู้เบา ๆ ขึ้นมาให้รู้สึกตัวก่อน แล้วค่อยเกิดความคิดตามมาว่า เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
ซึ่งตรงนี้ความรู้สึกจะแตกต่างกัน และผลลัพธ์ที่ออกมาก็แตกต่างกัน
การรับรู้แบบรู้สึก จะทำให้เราเข้าใจ และมองเห็นทางที่จะไปข้างหน้าต่อได้
แต่การรับรู้แบบบคิด จะถูกกระตุ้นด้วยการรับรู้แบบรู้สึก แล้วตีความต่อด้วยการคิด
ทำให้การรับรู้แบบรู้สึก อาจจะรู้ว่ากำลังทำอะไร แต่เป็นการรู้ด้วยเหตุผล อาจจะเข้าใจหรือไม่ก็ได้

อธิบายแบบโลกตะวันตก การรับรู้แบบรู้สึกน่าจะเป็นอันเดียวกันกับสิ่งที่ Michael Polany
เรียกว่า Tacit knowledge (หรือภาษาไทยเรียกว่า "ความรู้แฝง")
" tacit knowledge is knowledge that people carry in their minds and is, therefore, difficult to access."
ส่วนการรับรู้แบบคิด คือ Explicit knowledge (หรือ "ความรู้ปฏิบัติ")
"Explicit knowledge is knowledge that has been or can be articulated, codified, and stored in certain media. It can be readily transmitted to others."

ลองนึกถึงเวลาที่เขียนโปรแกรม หรือ แก้โจทย์คณิตศาสตร์
ถ้าเป็นโจทย์ง่าย ๆ พอเราเห็น เราก็จะรู้คำตอบ หรือวิธีการได้มาซึ่งคำตอบ
แต่จริง ๆ แล้ว ในขณะที่ "รู้" ว่าจะได้คำตอบออกมายังไงนั้น เราไม่ได้"คิด"
เราแค่ "รู้สึก" ว่าถ้าทำยังงี้ก็จะได้คำตอบ หรือคำตอบน่าจะเป็นยังงี้
ส่วนถ้าเป็นโจทย์ที่ยาก ๆ หน่อย ถ้าคนเคยฝึกซ้อมมาดี จนจิตจำสภาวะได้
พอเห็นโจทย์ยาก ๆ ถ้าเป็นแบบคิด ความรู้สึก จะเป็นตัวบอกว่า น่าจะเริ่มจากตรงไหน
แล้วก็ใช้วิธีคิดไปทีละส่วนจนได้คำตอบออกมาว่า คำตอบคืออะไร
แต่ถ้าเป็นแบบรู้สึก พออ่านโจทย์จบก็จะรู้สึกขึ้นมาเลยว่า ทำประมาณนี้น่าจะออก
พอเริ่มทำก็ทำได้ต่อเนื่องจนจบกระบวนการเลย ไ่ม่ต้องเสียเวลาคิดมากอีก
แต่ทั้ง ๆ ที่จริง ตอนที่รู้สึกว่าทำยังไงนั่น ก็ไม่ได้มีความคิดอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้
รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าทำยังไง แค่รู้ว่ามันน่าจะออกได้ โดยการนำของความรู้สึกแบบนี้
การรับรู้แบบรู้สึกนี่น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าจิตจำสภาวะได้ และก็จิตถึงฐานที่ทางพุทธเีรียกกัน

พอมาวิเคราะห์ดูแบบนี้แล้ว ความรู้สึกตรงนี้อาจจะต่างกัน แต่น่าจะเป็นการรับรู้บแบบเดียวกัน
เพราะงั้นการที่เราก็น่าจะประยุกต์ใช้ การฝึกตัวเองในการทำ Problem Solve มาช่วยในการฝึกจิต
แล้วอีกอย่าง เรายังไม่รู้ว่าการรู้สึกตัว ที่เป็นจุดที่สติตื่นขึ้นมา มันหน้าตาเป็นไง ถ้าใช้วิธีนี้ก็คงจะทำให้รู้จักเร็วขึ้น
เพราะรู้แล้วว่าต้องเริ่มยังไง ดูตรงไหน และที่ถูกน่าจะรู้สึกยังไง

- เวลาแก้ปัญหาโจทย์ เราจะเริ่มจากโจทย์ง่าย ๆ ทีเห็นคำตอบง่าย ๆ ไม่ว่าจะด้วยการคิดหรือการรู้ และเป็นพื้นฐาน
+ หรือก็คืออารมณ์ที่เข้ามากระทบแรง ๆ อย่างโกรธ รัก คิดถึง เผลอไปคิด อยากได้ อะไรพวกนั้น
- พอแก้โจทย์จนชำนาญแล้ว ก็จะเริ่มแก้โจทย์ที่ยากขึ้น ละเอียดขึ้นได้
+ ก็คือเมื่อดูบ่อย ๆ ก็จะเห็นอารมณ์ได้ละเอียดขึ้น ถี่ขึ้น เร็วขึ้น มีความคิดประกอบน้อยลง มีความเข้าใจมากขึ้น

จริง ๆ หลวงพ่อปราโมทย์ท่านก็สอนแบบนี้นะ ท่านก็ให้ดูไป รู้ไป แล้วมันก็จะตื่นขึ้นมา
แต่เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเอง เพราะไม่รู้ว่าต้องดูตรงไหน ถึงได้มัวแต่คิด ตีความสภาวะ
ถึงจะบอกตัวเองว่า ไม่ต้องคิดต่อ แค่รู้ แต่นั่นมันก็เป็น การหลงไปคิดต่อเหมือนกัน มีเสียงพากษ์ขึ้้นมา
พอมารู้ยังงี้แล้ว ก็เหมือนได้ที่ดู เห็นจุดที่ต้องรู้สึก ตอนนี้เสียงพากษ์ก็ยังมี ไม่ใช่ว่าไม่มี
แต่จากที่เมื่อก่อนเสียงในหัวร่ายยาวว่าเป็นไงเกิดเมื่อไรตรงไหน ตอนนี้ก็เหลือแค่อ๋อ

อ๋อมันเป็นอย่างนี้ ...

ไม่มีความคิดเห็น: