(22:29 PM) [ G.U. ] - {soda: นั่งสมาธินั่งยังไงอะ
(22:29 PM) [ G.U. ] - {soda: ดูอะไร
(22:30 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ก็นั่งสังเกตลมไปธรรมดานั่นแหล่ะ
(22:30 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: คือ สติปัฏฐานเนี่ย ไม่ได้มีแต่วิปัสสนาหรอกนะ
(22:31 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: มันมีสมถะอยู่ด้วย
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: เอ จะถามยังไงดี
(22:31 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: หมายถึงตอนทำสมถะอะ
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: ทำให้ได้สมถะ หรือทำเหมือนตอนดุจิต
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: แล้วพวกเวทนาทางกาย นี่ปล่อยมันไปเลย แค่คอยดู หรือเมื่อยก็เปลี่ยนท่า
(22:32 PM) [ G.U. ] - {soda: แล้วอย่างพอมันเริ่มเกร็ง ๆ เพ่ง ๆ ก็นั่งดูไป รึเปลี่ยนอิริยาบท อย่างไปเดินจงกลม
(22:40 PM) [ G.U. ] - {soda: เพราะช่วงนี้ชักสงสัยบ่อย ๆ ว่า นั่งแล้วใจมันฟุ้ง ๆ เกิดความคิดตามไปเยอะแยะ แต่ถ้าไปเพ่งมันไว้ มันก็กลายเป็นแข็ง ๆ เกร็ง ๆ
แต่ถ้านั่งดูเฉย ๆ ก็กลายเป็นเหมือนนั่งหลับตา ใจมันก็ไปเรื่อย ไม่ได้รู้สึกถึงความสงบเลย
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: คือ ถ้าทำสมถะไม่เป็นเนี่ย
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ก็นั่งหลับตา ดูจิตไปนั่นแหล่ะ
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ดูลมไป ออก เข้า ยาว สั้น
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: แล้วขณะดู ถ้ามีอะไรเกิดที่จิต ก็ตามรู้ไป
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: จิตหนีไปคิด ก็รู้
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: จิตไปเพ่ง ไปแช่ๆกับลมก็รู้
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: พอรู้ไปเรื่อยๆ พวกความฟุ้งซ่านจะน้อยลง
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: พอมันฟุ้งซ่านน้อยลง นิวรณ์ก็น้อยลง สมาธิก็จะเกิดตามมาเอง
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: เหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ คือความสุขน่ะ ถ้าจิตใจมีความสุข สมาธิจะตามมาเอง
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: แต่ถ้าไปฝืน เพ่ง เกร็ง สมาธิไม่มีทางเกิดแน่นอน
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: เพราะใจมีความทุกข์อยู่
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ลึกๆแล้ว นั่งเพราะอยากสงบนะ
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: แต่ไม่ดูตัวอยากสงบ มัวแต่ไปไล่ดูตัวอื่น
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: เหมือนไปดูตัวลูกน้องน่ะ
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ที่มันไม่สงบ ก็เพราะอยากสงบเนี่ยแหล่ะ
(22:50 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ดูตัณหาที่อยากสงบด้วย
(22:52 PM) [ G.U. ] - {soda: งืม ๆ
วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
วันอังคารที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
ลมหายใจออก
หลังจากได้พิจารณากองลมอันเกิดขึ้นแต่ละระลอก
เราเห็นแล้วว่าเราสั้น ก็รู้ว่าลมสั้น ลมยาวก็รู้ว่าลมยาว
ขณะที่ไม่ได้ทำงานที่ต้องใช้ความคิด สติก็มาจับกับลม อยู่เสมอ ๆ โดยไม่ต้องกำกับ
ทำให้ได้เห็นถึงความเผลอ ได้เกือบตลอดทั้งวัน
แล้วก็เห็นจริงอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าหากมีสติขึ้นมา ในขณะที่ลมกำลังออก
สติจะรู้ง่าย มีความสบาย และผ่อนคลาย ไหลไปกับลมหายใจออก
แต่ถ้ารู้ตอนหายใจเข้า เราจะเผลอไปคิดเป็นบางครั้ง
มีความตึง ๆ หรือ เครียดเกร็งน้อย ๆ เกิดขึ้นด้วยการที่ร่างกายพยายามเอาลมเข้า
พิจารณาดังนี้ก็เห็นตรงตามคำหลวงพ่อว่า ให้รู้ลมออกก่อน
แต่เนื่องจากตอนแรกที่ปฏิบัตินั้น เราภาวนาไว้ว่า ทุกลมหายใจเข้า ขอให้เรามีสติ
กับความจริงอีกประการหนึ่งคือ ในลมหายใจออกนั้น ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย เกิดควาสุขในการได้คลายลมออก
อีกทั้งยังเป็นอาการทางกายที่เกิดอย่างแผ่ว ๆ เพราะร่างกายไม่ได้ใช้แรง ทำให้สติเกิดได้ยาก
ต่างกันกับการหายใจเข้า ที่ร่างกายเราต้องออกแรง ดึงลมเข้าสู่ร่างกาย
ด้วยเหตุผลดังนี้ ทำให้สติเราส่วนมากมักจะเกิดขึ้นที่สุดลมหายใจออก
ชั่วแวบที่กำลังจะเริ่มดึงลมหายเข้านั้นแหละ พอรู้ตัวตรงนั้นก็จะรู้ว่าเผลอขึ้นมา
แต่การที่มีสติได้เห็นร่างกายดึงลมหายใจเข้าตลอดสายนั้น จึงมักจะทำให้จิตเราไปจับอยู่กับการ
เห็นร่างกายเอาลมเข้า ร่างกายเลยเกร็งขึ้นมาหน่อย ๆ ไม่ได้หายใจเข้าอย่างเป็นธรรมชาติจริง ๆ
บางลมเหมือนกับเราเป็นการกำหนดทั้งร่างให้เอาลมเข้าไปเลยก็มี
มีแค่ไม่กี่ครั้งที่ปล่อยร่างกายสบาย ๆ แล้วไปเกิดสติตอนลมเข้าจนสุด
ตรงนั้นเองนอกจากจะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว เรายังได้รู้สึกอีกว่า พอมันเข้าจนสุดแล้วก็ต้องออกมาเป็นธรรมดา
อีกทั้งถ้าเริ่มมีสติที่สุดลมหายใจเข้า ทั่วร่างเราก็จะผ่อนคลายลง เผื่อผ่อนลมออก ทำให้ลมหายในนั้นสอนอะไรได้มากกว่า
เพราะไม่เกิดทั้งความเกร็ง ความเพ่ง แล้วยังทำให้เห็นความเกิดดับทางกายอีกด้วย
พอเห็นยังงั้น เราก็เลยเกิดสัญญากับตัวเองขึ้นมาบ่อย ๆ ว่า อยากให้มีสติเกิดขึ้นที่ลมหายใจออก มากกว่าหายใจเข้า
พอเกิดสติที่ลมหายใจเข้า ก็เลยมีบ้างที่จิต ขุ่น ๆ เป็นฝ้าขึ้นมา ด้วยเหตุเพราะสัญญาที่เผลอไปตรึกนึกไว้ข้างต้น
แต่หากไม่อยากให้มีสัญญาแบบนั้น ก็จะยิ่งเป็นการครุ่นคิดมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้หลงทางหนักขึ้น
ตอนนี้ก็เลยได้แต่ปล่อยให้ มันเป็นไปอย่างนั้น ก็นั่งดุใจขุ่น ๆ ที่เกิดขึ้นตอนลมหายใจเข้าไปก่อนละกัน
เห็นธรรมดาของใจ ที่มันไม่เที่ยง แม้แต่ลมหายใจเข้าออก ยังเกิดชอบกับชังได้อีก ... มนุษย์หนอมนุษย์
เราเห็นแล้วว่าเราสั้น ก็รู้ว่าลมสั้น ลมยาวก็รู้ว่าลมยาว
ขณะที่ไม่ได้ทำงานที่ต้องใช้ความคิด สติก็มาจับกับลม อยู่เสมอ ๆ โดยไม่ต้องกำกับ
ทำให้ได้เห็นถึงความเผลอ ได้เกือบตลอดทั้งวัน
แล้วก็เห็นจริงอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าหากมีสติขึ้นมา ในขณะที่ลมกำลังออก
สติจะรู้ง่าย มีความสบาย และผ่อนคลาย ไหลไปกับลมหายใจออก
แต่ถ้ารู้ตอนหายใจเข้า เราจะเผลอไปคิดเป็นบางครั้ง
มีความตึง ๆ หรือ เครียดเกร็งน้อย ๆ เกิดขึ้นด้วยการที่ร่างกายพยายามเอาลมเข้า
พิจารณาดังนี้ก็เห็นตรงตามคำหลวงพ่อว่า ให้รู้ลมออกก่อน
แต่เนื่องจากตอนแรกที่ปฏิบัตินั้น เราภาวนาไว้ว่า ทุกลมหายใจเข้า ขอให้เรามีสติ
กับความจริงอีกประการหนึ่งคือ ในลมหายใจออกนั้น ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย เกิดควาสุขในการได้คลายลมออก
อีกทั้งยังเป็นอาการทางกายที่เกิดอย่างแผ่ว ๆ เพราะร่างกายไม่ได้ใช้แรง ทำให้สติเกิดได้ยาก
ต่างกันกับการหายใจเข้า ที่ร่างกายเราต้องออกแรง ดึงลมเข้าสู่ร่างกาย
ด้วยเหตุผลดังนี้ ทำให้สติเราส่วนมากมักจะเกิดขึ้นที่สุดลมหายใจออก
ชั่วแวบที่กำลังจะเริ่มดึงลมหายเข้านั้นแหละ พอรู้ตัวตรงนั้นก็จะรู้ว่าเผลอขึ้นมา
แต่การที่มีสติได้เห็นร่างกายดึงลมหายใจเข้าตลอดสายนั้น จึงมักจะทำให้จิตเราไปจับอยู่กับการ
เห็นร่างกายเอาลมเข้า ร่างกายเลยเกร็งขึ้นมาหน่อย ๆ ไม่ได้หายใจเข้าอย่างเป็นธรรมชาติจริง ๆ
บางลมเหมือนกับเราเป็นการกำหนดทั้งร่างให้เอาลมเข้าไปเลยก็มี
มีแค่ไม่กี่ครั้งที่ปล่อยร่างกายสบาย ๆ แล้วไปเกิดสติตอนลมเข้าจนสุด
ตรงนั้นเองนอกจากจะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว เรายังได้รู้สึกอีกว่า พอมันเข้าจนสุดแล้วก็ต้องออกมาเป็นธรรมดา
อีกทั้งถ้าเริ่มมีสติที่สุดลมหายใจเข้า ทั่วร่างเราก็จะผ่อนคลายลง เผื่อผ่อนลมออก ทำให้ลมหายในนั้นสอนอะไรได้มากกว่า
เพราะไม่เกิดทั้งความเกร็ง ความเพ่ง แล้วยังทำให้เห็นความเกิดดับทางกายอีกด้วย
พอเห็นยังงั้น เราก็เลยเกิดสัญญากับตัวเองขึ้นมาบ่อย ๆ ว่า อยากให้มีสติเกิดขึ้นที่ลมหายใจออก มากกว่าหายใจเข้า
พอเกิดสติที่ลมหายใจเข้า ก็เลยมีบ้างที่จิต ขุ่น ๆ เป็นฝ้าขึ้นมา ด้วยเหตุเพราะสัญญาที่เผลอไปตรึกนึกไว้ข้างต้น
แต่หากไม่อยากให้มีสัญญาแบบนั้น ก็จะยิ่งเป็นการครุ่นคิดมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้หลงทางหนักขึ้น
ตอนนี้ก็เลยได้แต่ปล่อยให้ มันเป็นไปอย่างนั้น ก็นั่งดุใจขุ่น ๆ ที่เกิดขึ้นตอนลมหายใจเข้าไปก่อนละกัน
เห็นธรรมดาของใจ ที่มันไม่เที่ยง แม้แต่ลมหายใจเข้าออก ยังเกิดชอบกับชังได้อีก ... มนุษย์หนอมนุษย์
วันจันทร์ที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
มือใหม่จูงมือกัน
ชวนแม่มาลองปฏิบัติธรรมได้สักพัก เร็ว ๆ นี้พึ่งจะมีโอกาสได้คุยว่าเป็นอย่างไรบ้าง
พอได้คุยแล้วถึงรู้ว่า เราโชคดีมาก ๆ ในการปฏิบัติ
เพราะแม่บอกว่าตอนแรกที่ทำนั่น ที่เราบอกว่าดูลมหายใจดู ว่าเข้าหรือออก
แม่บอกว่าตอนลองทำทีแรกนั่น ไม่รู้จริิง ๆ ว่ามันเข้าหรือออก
ตอนปฏิบัติีแรก ถึงกัับต้องใช้มือจับที่ท้อง เพื่อดูว่ากำลังเข้าหรืออก
เพราะไม่เห็นลมหายใจเลยจริง ๆ แล้วท้องพองรึยุบก็ไม่รู้
จริง ๆ คือไม่รู้อะไรเลย ว่าร่างกายตัวเองเป็นยังไง
เราก็ต้องถามไปเรื่อยว่าเห็นอะไรบ้าง
ถามว่าเห็นท้องพองยุบมั๊ย พอเห็นท้องพองยุบ อันนี้แรก ๆ แม่ต้องเอามือจับท้องไว้ถึงรู้ว่ามันพองหรือยุบ
ถามว่าเห็นลมผ่านที่ปลายจมูกมั๊ย หลังจากแม่เริ่มดูเป็น สักพักกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้
ถามว่าเห็นลมทอดยาวเข้าสู่ร่าง แล้วพอสุดก็ต้องออกเป็นธรรมดามั๊ย อันนี้แม่ยังทำไม่ได้
ฟังแรก ๆ ผมก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะผมสัมผัสลมหายใจได้ในครั้งแรกที่ได้ฟังว่าให้ดูลมหายใจ
พอได้ฟังแม่พูดก็นึกสงสัยว่าทำไมถึง ไม่เห็นก็เป็นกายของเราเองแท้ๆ เป็นอาการปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า
แม่ก็บอกว่า จริง ๆ มันก็เป็นแบบนี้แหละ เพราะไม่เคยได้ดู ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เลยไม่รู้
แม่บอกว่าแม่ลองเอาไปถามนักเรียนว่า รู้รึเปล่าว่ากำลังหายใจเข้าหรืออก
นักเรียนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาสักพักทีเดียวกว่าจะรู้ว่า หายใจเข้าหรือออก มีคนเคยทำสมาธิมาบ้าง ที่เห็นกันเร็วหน่อย
แต่ก็มีอีกส่วนที่ต้องจับดูเอาถึงจะรู้เหมือนกัน
แล้วตอนหายใจเข้าท้องมันพองหรือยุบนี่ ยิ่งไม่รู้กันไปใหญ่เลย
เพราะเวลาหายใจ ถ้าตั้งใจหายใจ โดยไม่รู้ตามธรรมชาติที่มันเป็น เวลาหายใจเข้า ท้องมันจะยุบ
เพราะต้องเกร็งเอาลมเข้าไปในท้อง แต่บางทีที่หายใจเข้า ท้องมันก็พอง เพราะเป็นธรรมดาที่ท้องจะพอง
พวกนักเรียนก็งง สงสัยไปตาม ๆ กัน
การได้คุยกับคนปฏิบัติธรรมด้วยกันมันดีอย่างนี้นี่เอง ถ้าเจอคนปฏิบัติได้ดีกว่า เค้าก็จะได้แนะแนวทางเรา
ถ้าเจอคนปฏิบัติยังไม่เท่าทัน ก็จะได้แนะนำเค้า ซ้ำยังได้เห็นขั้นตอนการพัฒนาที่เรามองข้ามไป รายละเอียดปลีกย่อย
ที่เอามาเป็น ข้อพิจารณา กายใจได้ หลาย ๆ อย่าง ซ้ำยังเกิดความอิ่มเอิบใจในการที่ได้เจอคนร่วมทาง
แล้วยิ่งเป็นคนในครอบครัวด้วยอย่างนี้ รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นพิเศษ
กลับไปบ้านคงต้องขน cd ธรรมะกลับไปให้แม่ฟังซะแล้ว เพราะเริ่มขึ้นสู่ขั้นที่สูงขึ้น
เราเองก็ยังไม่แตกฉานพอ ไม่กล้าที่จะสอนเสียด้วย อีกอย่างเผื่อจะได้ให้พ่อกับพี่ไปด้วยเลย
เพราะเห็นแม่เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้วันว่าง ๆ พ่อก็ไปวัดนั่งสมาธิเหมือนกัน ส่วนพี่ก็เริ่มมีวิสัยทางนี้บ้างแล้ว เห็นถามถึงอยู่เหมือนกัน
มีความสุขจริง ๆ กับการที่คนในบ้านหันมาปฏิบัติกัน เดี๋ยวนี้โทรคุยกันก็คุยกันแต่เรื่องว่าปฏิบัติเป็นอย่างไร
แม่มีท้าแข่งด้วยนะ ว่าใครจะบรรลุธรรมได้ก่อนกัน 555
นี่สินะ สุขอันเกิดจาก ธรรมทาน เวลาได้คุยกันจะรู้สึกมีปีติเกิดขึ้นในใจ เอ่อล้นเหมือนน้ำพุที่ไม่รู้จักแห้งเหือด
ชะโลมใจแห้ง ๆ อันเกิดจากความอยากก้าวหน้า ให้แช่มชื่น สมบูรณ์ และปล่อยสบายได้เยอะเลย
ธรรมรักษาผู้อยู่ในทางทุกคนครับ
เชิญชวนผู้ยังไม่เห็นทางให้มาลอง ... ของเค้าดีจริง
พอได้คุยแล้วถึงรู้ว่า เราโชคดีมาก ๆ ในการปฏิบัติ
เพราะแม่บอกว่าตอนแรกที่ทำนั่น ที่เราบอกว่าดูลมหายใจดู ว่าเข้าหรือออก
แม่บอกว่าตอนลองทำทีแรกนั่น ไม่รู้จริิง ๆ ว่ามันเข้าหรือออก
ตอนปฏิบัติีแรก ถึงกัับต้องใช้มือจับที่ท้อง เพื่อดูว่ากำลังเข้าหรืออก
เพราะไม่เห็นลมหายใจเลยจริง ๆ แล้วท้องพองรึยุบก็ไม่รู้
จริง ๆ คือไม่รู้อะไรเลย ว่าร่างกายตัวเองเป็นยังไง
เราก็ต้องถามไปเรื่อยว่าเห็นอะไรบ้าง
ถามว่าเห็นท้องพองยุบมั๊ย พอเห็นท้องพองยุบ อันนี้แรก ๆ แม่ต้องเอามือจับท้องไว้ถึงรู้ว่ามันพองหรือยุบ
ถามว่าเห็นลมผ่านที่ปลายจมูกมั๊ย หลังจากแม่เริ่มดูเป็น สักพักกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้
ถามว่าเห็นลมทอดยาวเข้าสู่ร่าง แล้วพอสุดก็ต้องออกเป็นธรรมดามั๊ย อันนี้แม่ยังทำไม่ได้
ฟังแรก ๆ ผมก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะผมสัมผัสลมหายใจได้ในครั้งแรกที่ได้ฟังว่าให้ดูลมหายใจ
พอได้ฟังแม่พูดก็นึกสงสัยว่าทำไมถึง ไม่เห็นก็เป็นกายของเราเองแท้ๆ เป็นอาการปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า
แม่ก็บอกว่า จริง ๆ มันก็เป็นแบบนี้แหละ เพราะไม่เคยได้ดู ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เลยไม่รู้
แม่บอกว่าแม่ลองเอาไปถามนักเรียนว่า รู้รึเปล่าว่ากำลังหายใจเข้าหรืออก
นักเรียนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาสักพักทีเดียวกว่าจะรู้ว่า หายใจเข้าหรือออก มีคนเคยทำสมาธิมาบ้าง ที่เห็นกันเร็วหน่อย
แต่ก็มีอีกส่วนที่ต้องจับดูเอาถึงจะรู้เหมือนกัน
แล้วตอนหายใจเข้าท้องมันพองหรือยุบนี่ ยิ่งไม่รู้กันไปใหญ่เลย
เพราะเวลาหายใจ ถ้าตั้งใจหายใจ โดยไม่รู้ตามธรรมชาติที่มันเป็น เวลาหายใจเข้า ท้องมันจะยุบ
เพราะต้องเกร็งเอาลมเข้าไปในท้อง แต่บางทีที่หายใจเข้า ท้องมันก็พอง เพราะเป็นธรรมดาที่ท้องจะพอง
พวกนักเรียนก็งง สงสัยไปตาม ๆ กัน
การได้คุยกับคนปฏิบัติธรรมด้วยกันมันดีอย่างนี้นี่เอง ถ้าเจอคนปฏิบัติได้ดีกว่า เค้าก็จะได้แนะแนวทางเรา
ถ้าเจอคนปฏิบัติยังไม่เท่าทัน ก็จะได้แนะนำเค้า ซ้ำยังได้เห็นขั้นตอนการพัฒนาที่เรามองข้ามไป รายละเอียดปลีกย่อย
ที่เอามาเป็น ข้อพิจารณา กายใจได้ หลาย ๆ อย่าง ซ้ำยังเกิดความอิ่มเอิบใจในการที่ได้เจอคนร่วมทาง
แล้วยิ่งเป็นคนในครอบครัวด้วยอย่างนี้ รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นพิเศษ
กลับไปบ้านคงต้องขน cd ธรรมะกลับไปให้แม่ฟังซะแล้ว เพราะเริ่มขึ้นสู่ขั้นที่สูงขึ้น
เราเองก็ยังไม่แตกฉานพอ ไม่กล้าที่จะสอนเสียด้วย อีกอย่างเผื่อจะได้ให้พ่อกับพี่ไปด้วยเลย
เพราะเห็นแม่เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้วันว่าง ๆ พ่อก็ไปวัดนั่งสมาธิเหมือนกัน ส่วนพี่ก็เริ่มมีวิสัยทางนี้บ้างแล้ว เห็นถามถึงอยู่เหมือนกัน
มีความสุขจริง ๆ กับการที่คนในบ้านหันมาปฏิบัติกัน เดี๋ยวนี้โทรคุยกันก็คุยกันแต่เรื่องว่าปฏิบัติเป็นอย่างไร
แม่มีท้าแข่งด้วยนะ ว่าใครจะบรรลุธรรมได้ก่อนกัน 555
นี่สินะ สุขอันเกิดจาก ธรรมทาน เวลาได้คุยกันจะรู้สึกมีปีติเกิดขึ้นในใจ เอ่อล้นเหมือนน้ำพุที่ไม่รู้จักแห้งเหือด
ชะโลมใจแห้ง ๆ อันเกิดจากความอยากก้าวหน้า ให้แช่มชื่น สมบูรณ์ และปล่อยสบายได้เยอะเลย
ธรรมรักษาผู้อยู่ในทางทุกคนครับ
เชิญชวนผู้ยังไม่เห็นทางให้มาลอง ... ของเค้าดีจริง
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
เราเห็นเจ้าแล้วมาร
"เราเห็นเจ้าแล้วมาร"
นึกชอบใจคำพูดนี้ของพระพุทธเจ้ามาก ๆ
ตอนได้อ่านได้ฟังที่แรก เราก็นึกว่ามารมาเป็นตัว ๆ เหาะลงมาจากฟ้า
มารบฟาดฟัน กับพระพุทธเจ้า ตอนนั้นก็นึกสงสัย ว่าทำไมพระพุทธเจ้านั่งเฉย ๆ แล้วชนะได้เนี่ย
มาคราวนี้เจอตัวมารเข้ากับตัว ก็รู้แจ้งแก่ใจเลย มารของเรามันไม่ได้มาเป็นตัว ๆ แบบในพระไตรปิฏก
แต่มันมาเป็นระรอก ๆ จากภายใน รู้สึกเร่าร้อนรุนแรง ปานจะเห็นเป็นตัวเป็นตนอยู่ตรงหน้า
พอเห็นมันเป็นตัว ๆ แล้วมีสติรู้ทัน ก็เกิดปีติในใจ อยากจะเอ่ยวาจาเดียวกันกับพระพุทธเจ้าบ้าง
"เราเห็นเจ้าแล้วมาร" 5555
ขอเวลา อิ่มเอมในใจ 5 นาที
กลับมา ๆ อย่าติดสุขนาน
แต่ระดับมันก็ต่างกันนิด ๆ หน่อย ๆ (จริง ๆ ก็ไม่นิดเท่าไหร่อะนะ )
ถ้าเปรียบมารของพระพุทธเจ้าเป็นกองทัพ Diablo
ของเราก็คงเป็นแค่ Imp เด็กตัวกระจ้อยหลงฝูงมาตัวเดียว มาท้าสู้
แต่ถึงจะเจอกับเจ้าตัวเล็กนี่ เราก็ยังสู้แทบหืดขึ้นคอ
ตอนเจอกันยกแรก นึกจะลองใช้วิธีพระพุทธเจ้าดู แค่รู้แค่ดู ไม่ได้ปรุงแต่ง แค่มองเห็น
แต่ดูเหมือนฐานสติเรายังไม่แกร่งพอ จะเผลอพลาดท่าเสียทีตามใจตัวเองเสียบ่อย
เห็นท่าจะไม่ดียกสอง จึงใช้วิธีเข้าตะลุมบอน ยื้อยุดฉุดกระชาก เอาให้ชนะให้ได้
แต่ก็เกิดความอึดอัด ขัดแค้นในใจ ดูไม่สบายเนื้อสบายตัวเอาซะเลย
ถึงแม้จะเอาชนะได้ในศึกนี้ แต่เห็นในขณะจิตนั้นเลยว่า เป็นการเอาชนะแค่ชั่วครั้งชั่วคราว
หาได้ชนะแบบเด็ดขาด มารน้อยตัวนั้นก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร เพียงแค่ล่าถอยไปชั่วครู่
เราซะอีก ที่ถึงกับสะบักสะบอม แถมยังมีความขุ่นในใจขึ้นมาให้เห็นอีกเป็นระลอก ๆ
คงต้องทำสมถะให้มากกว่านี้ จะได้มีฐานที่มั่นไว้สู้กับมารในยกหน้า
นึกชอบใจคำพูดนี้ของพระพุทธเจ้ามาก ๆ
ตอนได้อ่านได้ฟังที่แรก เราก็นึกว่ามารมาเป็นตัว ๆ เหาะลงมาจากฟ้า
มารบฟาดฟัน กับพระพุทธเจ้า ตอนนั้นก็นึกสงสัย ว่าทำไมพระพุทธเจ้านั่งเฉย ๆ แล้วชนะได้เนี่ย
มาคราวนี้เจอตัวมารเข้ากับตัว ก็รู้แจ้งแก่ใจเลย มารของเรามันไม่ได้มาเป็นตัว ๆ แบบในพระไตรปิฏก
แต่มันมาเป็นระรอก ๆ จากภายใน รู้สึกเร่าร้อนรุนแรง ปานจะเห็นเป็นตัวเป็นตนอยู่ตรงหน้า
พอเห็นมันเป็นตัว ๆ แล้วมีสติรู้ทัน ก็เกิดปีติในใจ อยากจะเอ่ยวาจาเดียวกันกับพระพุทธเจ้าบ้าง
"เราเห็นเจ้าแล้วมาร" 5555
ขอเวลา อิ่มเอมในใจ 5 นาที
กลับมา ๆ อย่าติดสุขนาน
แต่ระดับมันก็ต่างกันนิด ๆ หน่อย ๆ (จริง ๆ ก็ไม่นิดเท่าไหร่อะนะ )
ถ้าเปรียบมารของพระพุทธเจ้าเป็นกองทัพ Diablo
ของเราก็คงเป็นแค่ Imp เด็กตัวกระจ้อยหลงฝูงมาตัวเดียว มาท้าสู้
แต่ถึงจะเจอกับเจ้าตัวเล็กนี่ เราก็ยังสู้แทบหืดขึ้นคอ
ตอนเจอกันยกแรก นึกจะลองใช้วิธีพระพุทธเจ้าดู แค่รู้แค่ดู ไม่ได้ปรุงแต่ง แค่มองเห็น
แต่ดูเหมือนฐานสติเรายังไม่แกร่งพอ จะเผลอพลาดท่าเสียทีตามใจตัวเองเสียบ่อย
เห็นท่าจะไม่ดียกสอง จึงใช้วิธีเข้าตะลุมบอน ยื้อยุดฉุดกระชาก เอาให้ชนะให้ได้
แต่ก็เกิดความอึดอัด ขัดแค้นในใจ ดูไม่สบายเนื้อสบายตัวเอาซะเลย
ถึงแม้จะเอาชนะได้ในศึกนี้ แต่เห็นในขณะจิตนั้นเลยว่า เป็นการเอาชนะแค่ชั่วครั้งชั่วคราว
หาได้ชนะแบบเด็ดขาด มารน้อยตัวนั้นก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร เพียงแค่ล่าถอยไปชั่วครู่
เราซะอีก ที่ถึงกับสะบักสะบอม แถมยังมีความขุ่นในใจขึ้นมาให้เห็นอีกเป็นระลอก ๆ
คงต้องทำสมถะให้มากกว่านี้ จะได้มีฐานที่มั่นไว้สู้กับมารในยกหน้า
เล่นเกมเป็นบาป
หลังจากที่ช่วงนี้รู้สึกตัน ๆ กับการปฏิบัติ เลยว่าจะเล่นเกมให้หนำใจ
เล่นไปได้ ซักพัก ก็มีสติรู้ตัวขึ้นมาระหว่างเล่นเกม
เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร รู้ก็รู้ รู้ก็ดี ก็เล่นไปดูไป
ยังไงซะเล่นเกมก็ไม่ได้ใช้ความคิดอะไรมากมายเท่าไหร่
แต่เล่นไปซักพักก็ต้องชะงัก
เพราะพอมีสติรู้ทันอารมณ์แล้ว
ทำให้เราได้สังเกตุว่า ขณะที่เล่นอยู่นั้น
จิตเราเกิดแบบเดียวกับที่เราจะฆ่าสัตว์เล็กเลย
(กำลังเล่น alien shooter อยู่)
ปกติตอนเล่นเกมก็ไม่ได้เห็น เพราะมันแผ่ว ๆ
และคิดว่าการฆ่าในเกม ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร
แต่พอมาได้ดูยังงี้นี่
เห็นจิตละเอียดลงไป ก็เห็นเลยว่า
มันเป็นส่งจิตสังหารออกมาเบา ๆ เหมือนตอนตบยุง เหมือนตอนบี้มด
เจตนาฆ่าฟันอาจไม่ได้แรงเท่าฆ่าแมลงจริง ๆ แต่ที่ร้ายกว่าคือมันต่อเนื่อง
เป็นระลอกความปรารถนาที่จะฆ่า กระเพื่อมเป็นระลอก ๆ ติดต่อกัน
ซ้ำร้าย ยังมีความคิดปรุงแต่ง ในทางฆ่าฟันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
พอไปรู้เห็นจิตใจในขณะเล่นเกมเข้าก็ถึงกับเสียวสันหลังวูบ
ปกติไม่เคยรู้เลยนะเนี่ยว่ามันจะรุนแรง บ้าคลั่งขนาดนี้
เพราะตอนที่เล่นโดยไม่เห็นจิต ก็เห็นเล่นไปเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไร
ปล่อยตัวไป แค่กด ๆ ๆ มีรู้บ้างก็ความกรุ่น ๆ ในใจ ว่าไปก็แรงแค่หัวไม้ขีดเล็ก ๆ
แต่พอได้มาดูชัด ๆ แล้วถึงรู้ว่า ทุกคลิกนี่ เราบริกรรมว่า ตาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อยู่ตลอด
ถึงทางกายไม่แสดงออกมา แต่ในใจก็ลิงโลด กับการได้ฆ่าล้างสังหารฝ่ายตรงข้าม
-*- น่ากลัว ๆ
มิน่าเด็กที่เล่นเกมยังงี้ถึงได้ก้าวร้าวนัก ถ้าเล่นโดยรู้ใจตัวเอง
ก็จะเป็นการคิดแก้ปัญหาและวางแผนที่ดี (ถึงจะมีเจตนาฆ่าแฝงมาบ้างแต่ก็เบามาก)
แต่เล่นแล้วปล่อยตัวให้ไหลลงไปกับเกมด้วยหละก็ น่ากลัวมากทีเดียว
ตั้งแต่วันนี้เลยตั้งใจจะหลีกเลี่ยงเกมแนวนี้ให้มากที่สุด
มิน่าการปฏิบัติถึงไม่พัฒนาสักเท่าไหร่ ก็เล่นเช้านั่งสมาธิ เที่ยงฆ่า เย็นนั่งสมาธิ
มันจะไปได้อะไรขึ้นมา
เล่นไปได้ ซักพัก ก็มีสติรู้ตัวขึ้นมาระหว่างเล่นเกม
เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร รู้ก็รู้ รู้ก็ดี ก็เล่นไปดูไป
ยังไงซะเล่นเกมก็ไม่ได้ใช้ความคิดอะไรมากมายเท่าไหร่
แต่เล่นไปซักพักก็ต้องชะงัก
เพราะพอมีสติรู้ทันอารมณ์แล้ว
ทำให้เราได้สังเกตุว่า ขณะที่เล่นอยู่นั้น
จิตเราเกิดแบบเดียวกับที่เราจะฆ่าสัตว์เล็กเลย
(กำลังเล่น alien shooter อยู่)
ปกติตอนเล่นเกมก็ไม่ได้เห็น เพราะมันแผ่ว ๆ
และคิดว่าการฆ่าในเกม ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร
แต่พอมาได้ดูยังงี้นี่
เห็นจิตละเอียดลงไป ก็เห็นเลยว่า
มันเป็นส่งจิตสังหารออกมาเบา ๆ เหมือนตอนตบยุง เหมือนตอนบี้มด
เจตนาฆ่าฟันอาจไม่ได้แรงเท่าฆ่าแมลงจริง ๆ แต่ที่ร้ายกว่าคือมันต่อเนื่อง
เป็นระลอกความปรารถนาที่จะฆ่า กระเพื่อมเป็นระลอก ๆ ติดต่อกัน
ซ้ำร้าย ยังมีความคิดปรุงแต่ง ในทางฆ่าฟันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
พอไปรู้เห็นจิตใจในขณะเล่นเกมเข้าก็ถึงกับเสียวสันหลังวูบ
ปกติไม่เคยรู้เลยนะเนี่ยว่ามันจะรุนแรง บ้าคลั่งขนาดนี้
เพราะตอนที่เล่นโดยไม่เห็นจิต ก็เห็นเล่นไปเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไร
ปล่อยตัวไป แค่กด ๆ ๆ มีรู้บ้างก็ความกรุ่น ๆ ในใจ ว่าไปก็แรงแค่หัวไม้ขีดเล็ก ๆ
แต่พอได้มาดูชัด ๆ แล้วถึงรู้ว่า ทุกคลิกนี่ เราบริกรรมว่า ตาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อยู่ตลอด
ถึงทางกายไม่แสดงออกมา แต่ในใจก็ลิงโลด กับการได้ฆ่าล้างสังหารฝ่ายตรงข้าม
-*- น่ากลัว ๆ
มิน่าเด็กที่เล่นเกมยังงี้ถึงได้ก้าวร้าวนัก ถ้าเล่นโดยรู้ใจตัวเอง
ก็จะเป็นการคิดแก้ปัญหาและวางแผนที่ดี (ถึงจะมีเจตนาฆ่าแฝงมาบ้างแต่ก็เบามาก)
แต่เล่นแล้วปล่อยตัวให้ไหลลงไปกับเกมด้วยหละก็ น่ากลัวมากทีเดียว
ตั้งแต่วันนี้เลยตั้งใจจะหลีกเลี่ยงเกมแนวนี้ให้มากที่สุด
มิน่าการปฏิบัติถึงไม่พัฒนาสักเท่าไหร่ ก็เล่นเช้านั่งสมาธิ เที่ยงฆ่า เย็นนั่งสมาธิ
มันจะไปได้อะไรขึ้นมา
วันเสาร์ที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
นับ 1 ใหม่
มีสติรู้ลมหายใจอยู่บ่อย ๆ ไม่ได้มีเสียงพากษ์ในหัวแล้ว รู้ก็มีรู้ขึ้นมา
เผลอก็รู้สึกว่าเผลอ เป็นการรู้สึกแบบเงียบ ๆ ลมหายใจเข้าออก เป็นตัวดึง
ให้เห็นว่า สติกลับมาแล้ว สติหายไปแล้ว
มาถึงขั้นนี้ ได้สักพักแล้ว แต่ดูเหมือนไม่คืบหน้า
พิจารณาแล้ว น่าจะเป็นมีสติรู้ตัวแล้ว ขั้นต่อไปน่าจะเห็นกายว่าไม่ใช่ของเรา
แต่ก็ยังไม่เข้าใจลงไปถึงความรู้สึกจริง ๆ ว่า มันไม่ใช่ของเรา
ยังเป็นการรู้แบบคิดๆ ว่าบังคับมันไม่ได้ หน่วงไว้ไม่ได้ ไม่ใช่ของเรา
แต่ยังไม่รู้ลงไปถึงใจสักทีว่าที่ว่าไม่ใช่ของเรานั้น คืออย่างไร
จนบางทีชักนึกท้อขึ้นมาว่า รึเราจะมีบุญมาแค่นี้ แค่มีสติตื่นรู้ก็ยากแล้ว
แต่พอมานั่งอ่านที่บันทึกไว้ ก็มีแรงฮึดขึ้นมาอีกรอบ นับ 1 ใหม่อีกรอบ
คิดซะว่า คนที่ปฏิบัติธรรมมานั้น ตายไปแล้ว
เราเป็นคนใหม่แล้ว นับ 1 ใหม่ ทำใหม่ อีกที ...
แต่มันก็ยังมีความอยากที่จะก้าวหน้า อยากที่จะทำ แผ่ว ๆ ขึ้นมาให้เห็นอยู่เป็นระยะ
มันตามรู้ยากเหมือนอารมณ์อื่น ความอยากทำ อยากก้าวหน้าในการมีสติรู้เนี่ย
เพราะอารมณ์อื่น เวลามันเกิด อาการทางกาย อาการทางใจ ที่เกิด พอเราเอาจิตออกมา
มานั่งดูอาการ ที่มันเกิด ไม่ได้ไปปรุงแต่งเพิ่ม มันก็ดับไป
แต่ความอยากทำ อยากก้าวหน้านี่ เอาใจออกมาไม่ได้ เพราะการตามรู้ตามดู
คือเครื่องประกอบอารมณ์ คือสิ่งที่ไปกระพือความอยากตามรู้ อยากทำให้ แรงขึ้นไปอีก
ตอนนี้ใช้วิธีแก้คือ หาอารมณ์อื่นมาให้มันดู ... มันจะได้ไม่ไปจับจดกับการอยากพัฒนา
-*- ในช่วงสัปดาห์นี้ เหมือนเจอปัญหาหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติ
คงเป็นเพราะความไม่เข้าในในหลาย ๆ เรื่อง อีกทั้งเราได้แค่ตามรู้ไป
ไม่มีทั้ง KPI และ Milestone ในการปฏิบัติ ด้วยเข้าใจว่า พอทำได้แล้ว จะเห็นได้เอง
ทำให้พอไม่มีอะไรมาชี้วัด มันเลยเหมือนเคว้ง ๆ สงสัยตัวเอง ถามตัวเองบ่อย ๆ
พรุ่งนี้เลยตั้งใจไว้ว่า จะค้นคว้าเรื่องลำดับการพัฒนาทางจิต
ว่ามีขั้นตอนเป็นอย่างไร หรือมีอะไรมาใช้เป็นดัชนีชี้วัดได้บ้าง
เผื่อจะได้เอาเป็นหลักในธรรมวิจัยดูสภาวะที่เกิดขึ้น
เผลอก็รู้สึกว่าเผลอ เป็นการรู้สึกแบบเงียบ ๆ ลมหายใจเข้าออก เป็นตัวดึง
ให้เห็นว่า สติกลับมาแล้ว สติหายไปแล้ว
มาถึงขั้นนี้ ได้สักพักแล้ว แต่ดูเหมือนไม่คืบหน้า
พิจารณาแล้ว น่าจะเป็นมีสติรู้ตัวแล้ว ขั้นต่อไปน่าจะเห็นกายว่าไม่ใช่ของเรา
แต่ก็ยังไม่เข้าใจลงไปถึงความรู้สึกจริง ๆ ว่า มันไม่ใช่ของเรา
ยังเป็นการรู้แบบคิดๆ ว่าบังคับมันไม่ได้ หน่วงไว้ไม่ได้ ไม่ใช่ของเรา
แต่ยังไม่รู้ลงไปถึงใจสักทีว่าที่ว่าไม่ใช่ของเรานั้น คืออย่างไร
จนบางทีชักนึกท้อขึ้นมาว่า รึเราจะมีบุญมาแค่นี้ แค่มีสติตื่นรู้ก็ยากแล้ว
แต่พอมานั่งอ่านที่บันทึกไว้ ก็มีแรงฮึดขึ้นมาอีกรอบ นับ 1 ใหม่อีกรอบ
คิดซะว่า คนที่ปฏิบัติธรรมมานั้น ตายไปแล้ว
เราเป็นคนใหม่แล้ว นับ 1 ใหม่ ทำใหม่ อีกที ...
แต่มันก็ยังมีความอยากที่จะก้าวหน้า อยากที่จะทำ แผ่ว ๆ ขึ้นมาให้เห็นอยู่เป็นระยะ
มันตามรู้ยากเหมือนอารมณ์อื่น ความอยากทำ อยากก้าวหน้าในการมีสติรู้เนี่ย
เพราะอารมณ์อื่น เวลามันเกิด อาการทางกาย อาการทางใจ ที่เกิด พอเราเอาจิตออกมา
มานั่งดูอาการ ที่มันเกิด ไม่ได้ไปปรุงแต่งเพิ่ม มันก็ดับไป
แต่ความอยากทำ อยากก้าวหน้านี่ เอาใจออกมาไม่ได้ เพราะการตามรู้ตามดู
คือเครื่องประกอบอารมณ์ คือสิ่งที่ไปกระพือความอยากตามรู้ อยากทำให้ แรงขึ้นไปอีก
ตอนนี้ใช้วิธีแก้คือ หาอารมณ์อื่นมาให้มันดู ... มันจะได้ไม่ไปจับจดกับการอยากพัฒนา
-*- ในช่วงสัปดาห์นี้ เหมือนเจอปัญหาหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติ
คงเป็นเพราะความไม่เข้าในในหลาย ๆ เรื่อง อีกทั้งเราได้แค่ตามรู้ไป
ไม่มีทั้ง KPI และ Milestone ในการปฏิบัติ ด้วยเข้าใจว่า พอทำได้แล้ว จะเห็นได้เอง
ทำให้พอไม่มีอะไรมาชี้วัด มันเลยเหมือนเคว้ง ๆ สงสัยตัวเอง ถามตัวเองบ่อย ๆ
พรุ่งนี้เลยตั้งใจไว้ว่า จะค้นคว้าเรื่องลำดับการพัฒนาทางจิต
ว่ามีขั้นตอนเป็นอย่างไร หรือมีอะไรมาใช้เป็นดัชนีชี้วัดได้บ้าง
เผื่อจะได้เอาเป็นหลักในธรรมวิจัยดูสภาวะที่เกิดขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
เริ่มจะชิน
ปฏิบัติมาได้จะสามสัปดาห์ ชักจะเริ่มชินกับอาการที่มีสติรู้ขึ้นมาว่าเผลอ
มันไม่ได้วูบ ๆ วาบ ๆ เหมือนตอนแรก รู้ก็รู้ขึ้นมาเบา ๆ ว่าเผลอ
ชั่วแวบก็เผลออีก ซักพักกว่าจะรู้ตัวเอง
เห็นลมหายใจก็สั้น ๆ ไม่กี่ลมหายใจ
แต่ด้วยความคิดที่ว่า รู้ก็รู้ ก็ดูไปเรื่อย ๆ
เลยกลายเป็นเหมือนกับว่า มันเคยชินกับสภาวะแบบนี้
เวลามีสติรู้ัตัวแล้ว มันเลยไม่ได้ไปเพ่ง ไม่ได้ตามดู
อารมณ์เกิดดับมั๊ยก็ไม่ทราบแน่ชัด เพราะมันเวลาที่มีสติ
รู้แวบขึ้นมา มันสั้น ๆ
จากเมื่อก่อน มีสติรู้ แล้วจะไปจับกับการรู้นั้น ว่าเมื่อกี้เราอยู่อารมณ์ไหน
คราวนี้ เลยเปลี่ยน จากมีสติรู้อารมณ์ แล้วเห็นอารมณ์เกิดดับ
กลายมาเป็น มีอารมณ์รู้สติ เห็นสติ เกิดดับเป็นพัก ๆ -*-
อย่างวันนี้ ตอนหิวๆ ก็ไปเดินหาของกิน
พออยากกินไปซักพัก ก็มีสติรู้ขึ้นมาว่าอยากกิน
แล้วเราก็ดูว่าสติเกิดแล้ว สติก็หายไป
ไปนั่งนึกต่อว่าอยากกิน กินไรดี
แล้วสติก็มาเกิดดับ ๆ เป็นแวบ ๆ ให้เห็น
-*- สงสัยเพราะเคยชินรึเปล่า การปฏิบัติมันถึงได้กลายเป็นยังงี้ไปได้
แอบสงสัย ว่าปกติเวลาสติเกิด อารมณ์เรามันจะแผ่วลง จนดับไป
แต่นี่ เรากลับมาเห็นว่าตัวสติมันเกิดดับ แต่ตัวอารมณ์มันกลับอยู่เหมือนเดิม
เหมือนตอนสติเกิดมันก็ hibernate ไว้ พอสติดับ ก็ restore เอามาใช้ใหม่
ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร พอดู ๆ ไปซักพัก ถึงได้เกิดสงสัยขึ้นมาว่ามันแปลก ๆ
มาพิจารณาดูก็เห็นว่า มันพิกล ๆ แต่ก็ไม่ได้แก้อะไร เพราะถือหลักเกิดอะไร
ก็ตามรู้ตามดูไปก่อน ดูไปเรื่อย ๆ
ตอนนี้เลยชักสับสนว่า ที่เห็นเราเห็นอะไรกันแน่
มันปนๆ ระหว่าง เห็นสติเกิดดับ กับเห็นอารมณ์เกิดดับ
งง
มันไม่ได้วูบ ๆ วาบ ๆ เหมือนตอนแรก รู้ก็รู้ขึ้นมาเบา ๆ ว่าเผลอ
ชั่วแวบก็เผลออีก ซักพักกว่าจะรู้ตัวเอง
เห็นลมหายใจก็สั้น ๆ ไม่กี่ลมหายใจ
แต่ด้วยความคิดที่ว่า รู้ก็รู้ ก็ดูไปเรื่อย ๆ
เลยกลายเป็นเหมือนกับว่า มันเคยชินกับสภาวะแบบนี้
เวลามีสติรู้ัตัวแล้ว มันเลยไม่ได้ไปเพ่ง ไม่ได้ตามดู
อารมณ์เกิดดับมั๊ยก็ไม่ทราบแน่ชัด เพราะมันเวลาที่มีสติ
รู้แวบขึ้นมา มันสั้น ๆ
จากเมื่อก่อน มีสติรู้ แล้วจะไปจับกับการรู้นั้น ว่าเมื่อกี้เราอยู่อารมณ์ไหน
คราวนี้ เลยเปลี่ยน จากมีสติรู้อารมณ์ แล้วเห็นอารมณ์เกิดดับ
กลายมาเป็น มีอารมณ์รู้สติ เห็นสติ เกิดดับเป็นพัก ๆ -*-
อย่างวันนี้ ตอนหิวๆ ก็ไปเดินหาของกิน
พออยากกินไปซักพัก ก็มีสติรู้ขึ้นมาว่าอยากกิน
แล้วเราก็ดูว่าสติเกิดแล้ว สติก็หายไป
ไปนั่งนึกต่อว่าอยากกิน กินไรดี
แล้วสติก็มาเกิดดับ ๆ เป็นแวบ ๆ ให้เห็น
-*- สงสัยเพราะเคยชินรึเปล่า การปฏิบัติมันถึงได้กลายเป็นยังงี้ไปได้
แอบสงสัย ว่าปกติเวลาสติเกิด อารมณ์เรามันจะแผ่วลง จนดับไป
แต่นี่ เรากลับมาเห็นว่าตัวสติมันเกิดดับ แต่ตัวอารมณ์มันกลับอยู่เหมือนเดิม
เหมือนตอนสติเกิดมันก็ hibernate ไว้ พอสติดับ ก็ restore เอามาใช้ใหม่
ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร พอดู ๆ ไปซักพัก ถึงได้เกิดสงสัยขึ้นมาว่ามันแปลก ๆ
มาพิจารณาดูก็เห็นว่า มันพิกล ๆ แต่ก็ไม่ได้แก้อะไร เพราะถือหลักเกิดอะไร
ก็ตามรู้ตามดูไปก่อน ดูไปเรื่อย ๆ
ตอนนี้เลยชักสับสนว่า ที่เห็นเราเห็นอะไรกันแน่
มันปนๆ ระหว่าง เห็นสติเกิดดับ กับเห็นอารมณ์เกิดดับ
งง
วันพุธที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
สิ่งที่ควรลด
หลังจากการสังเกตุมาสักพัก
ทำให้เราได้รู้้มาอีกอย่าง
จะทำผิดศีล ๕ หนึ่ง
การกินจนท้องอิ่ม หนึ่ง
การพูดมาก หนึ่ง
การนอนมาก หนึ่ง
การนอนน้อย หนึ่ง
การเสพอารมณ์ หนึ่ง
เหล่านี้ล้วนทำให้จิตไหลลงต่ำ
เจริญสติได้ยาก และมีผลต่อเนื่องไปทั้งวันทีเดียว
ถ้าทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
วันนั้นจะเฉื่อย ๆ เนือย ๆ สติหลงนาน
เป็นพฤติกรรมที่ต่อไปนี้ต้องพึงระวัง
ทำให้เราได้รู้้มาอีกอย่าง
จะทำผิดศีล ๕ หนึ่ง
การกินจนท้องอิ่ม หนึ่ง
การพูดมาก หนึ่ง
การนอนมาก หนึ่ง
การนอนน้อย หนึ่ง
การเสพอารมณ์ หนึ่ง
เหล่านี้ล้วนทำให้จิตไหลลงต่ำ
เจริญสติได้ยาก และมีผลต่อเนื่องไปทั้งวันทีเดียว
ถ้าทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
วันนั้นจะเฉื่อย ๆ เนือย ๆ สติหลงนาน
เป็นพฤติกรรมที่ต่อไปนี้ต้องพึงระวัง
วันอังคารที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
ดูไป
ไม่รู้จะเขียนอะไรเพราะยังไม่มีอะไรเขียน
ดูไป
ดูไป
ดูไป
ดูไป
จิตไหลลงต่ำ อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้ต้องคิดเรื่องงาน เรื่องหาเงิน
ก็เลยดูใจมันหนัก ๆ มัว ๆ ไป
ดูไป
ดูไป
ดูไป
ดูไป
จิตไหลลงต่ำ อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้ต้องคิดเรื่องงาน เรื่องหาเงิน
ก็เลยดูใจมันหนัก ๆ มัว ๆ ไป
วันจันทร์ที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
ดูเหมือนไม่ก้าวหน้า
เงียบ ๆ เนือย ๆ หนัก ๆ
รู้เพราะคิด
เหมือนความคิดเตรียมการไว้ให้รู้ตัว
อย่างเห็นคนทำกับข้าว
ก็เหมือนกำหนดไว้ว่า พอไปใกล้ ๆ จะต้องเผลอไปคิดว่าน่ากิน
แล้วพอตรงนั้นเผลอก็จะต้องรู้ตัวว่าเผลอไปคิด
แล้วก็จะดับลง
-*- ทำไมมันกลายเป็นอย่างนี้ไปซะแล้วหละเนี่ย
ไม่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะคิดอย่างนั้นนะ
แต่มันคิดไปเองของมัน
เหมือนพออยากเห็นจิต
มันเลยสร้างสถาวะหลอกขึ้นมาให้ดู
ตัน ๆ มาสองวันแล้วนะเนี่ย
ทำไงดีหว่า
อดทน ดูไป .... เดี๋ยวก็เห็น ....[--__--]a
รู้เพราะคิด
เหมือนความคิดเตรียมการไว้ให้รู้ตัว
อย่างเห็นคนทำกับข้าว
ก็เหมือนกำหนดไว้ว่า พอไปใกล้ ๆ จะต้องเผลอไปคิดว่าน่ากิน
แล้วพอตรงนั้นเผลอก็จะต้องรู้ตัวว่าเผลอไปคิด
แล้วก็จะดับลง
-*- ทำไมมันกลายเป็นอย่างนี้ไปซะแล้วหละเนี่ย
ไม่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะคิดอย่างนั้นนะ
แต่มันคิดไปเองของมัน
เหมือนพออยากเห็นจิต
มันเลยสร้างสถาวะหลอกขึ้นมาให้ดู
ตัน ๆ มาสองวันแล้วนะเนี่ย
ทำไงดีหว่า
อดทน ดูไป .... เดี๋ยวก็เห็น ....[--__--]a
วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
การรู้ กับ การคิดว่ารู้
พึ่งจะมานึกออก เรื่องของการรู้กับการคิดว่ารู้ ว่ามันต่างกันนิดหน่อย
ซึ่งเวลาที่มีสติรู้ทันนั่นน่าจะเป็นแบบรู้มากกว่าคิดว่ารู้
ที่ปฏิบัติมาจนถึงตอนนี้ ส่วนมากจะเป็นแบบคิดว่ารู้ จริง ๆ มันก็คือการรู้เหมือนกัน
แต่ว่าจะเป็นการรู้เบา ๆ ขึ้นมาให้รู้สึกตัวก่อน แล้วค่อยเกิดความคิดตามมาว่า เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
ซึ่งตรงนี้ความรู้สึกจะแตกต่างกัน และผลลัพธ์ที่ออกมาก็แตกต่างกัน
การรับรู้แบบรู้สึก จะทำให้เราเข้าใจ และมองเห็นทางที่จะไปข้างหน้าต่อได้
แต่การรับรู้แบบบคิด จะถูกกระตุ้นด้วยการรับรู้แบบรู้สึก แล้วตีความต่อด้วยการคิด
ทำให้การรับรู้แบบรู้สึก อาจจะรู้ว่ากำลังทำอะไร แต่เป็นการรู้ด้วยเหตุผล อาจจะเข้าใจหรือไม่ก็ได้
อธิบายแบบโลกตะวันตก การรับรู้แบบรู้สึกน่าจะเป็นอันเดียวกันกับสิ่งที่ Michael Polany
เรียกว่า Tacit knowledge (หรือภาษาไทยเรียกว่า "ความรู้แฝง")
" tacit knowledge is knowledge that people carry in their minds and is, therefore, difficult to access."
ส่วนการรับรู้แบบคิด คือ Explicit knowledge (หรือ "ความรู้ปฏิบัติ")
"Explicit knowledge is knowledge that has been or can be articulated, codified, and stored in certain media. It can be readily transmitted to others."
ลองนึกถึงเวลาที่เขียนโปรแกรม หรือ แก้โจทย์คณิตศาสตร์
ถ้าเป็นโจทย์ง่าย ๆ พอเราเห็น เราก็จะรู้คำตอบ หรือวิธีการได้มาซึ่งคำตอบ
แต่จริง ๆ แล้ว ในขณะที่ "รู้" ว่าจะได้คำตอบออกมายังไงนั้น เราไม่ได้"คิด"
เราแค่ "รู้สึก" ว่าถ้าทำยังงี้ก็จะได้คำตอบ หรือคำตอบน่าจะเป็นยังงี้
ส่วนถ้าเป็นโจทย์ที่ยาก ๆ หน่อย ถ้าคนเคยฝึกซ้อมมาดี จนจิตจำสภาวะได้
พอเห็นโจทย์ยาก ๆ ถ้าเป็นแบบคิด ความรู้สึก จะเป็นตัวบอกว่า น่าจะเริ่มจากตรงไหน
แล้วก็ใช้วิธีคิดไปทีละส่วนจนได้คำตอบออกมาว่า คำตอบคืออะไร
แต่ถ้าเป็นแบบรู้สึก พออ่านโจทย์จบก็จะรู้สึกขึ้นมาเลยว่า ทำประมาณนี้น่าจะออก
พอเริ่มทำก็ทำได้ต่อเนื่องจนจบกระบวนการเลย ไ่ม่ต้องเสียเวลาคิดมากอีก
แต่ทั้ง ๆ ที่จริง ตอนที่รู้สึกว่าทำยังไงนั่น ก็ไม่ได้มีความคิดอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้
รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าทำยังไง แค่รู้ว่ามันน่าจะออกได้ โดยการนำของความรู้สึกแบบนี้
การรับรู้แบบรู้สึกนี่น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าจิตจำสภาวะได้ และก็จิตถึงฐานที่ทางพุทธเีรียกกัน
พอมาวิเคราะห์ดูแบบนี้แล้ว ความรู้สึกตรงนี้อาจจะต่างกัน แต่น่าจะเป็นการรับรู้บแบบเดียวกัน
เพราะงั้นการที่เราก็น่าจะประยุกต์ใช้ การฝึกตัวเองในการทำ Problem Solve มาช่วยในการฝึกจิต
แล้วอีกอย่าง เรายังไม่รู้ว่าการรู้สึกตัว ที่เป็นจุดที่สติตื่นขึ้นมา มันหน้าตาเป็นไง ถ้าใช้วิธีนี้ก็คงจะทำให้รู้จักเร็วขึ้น
เพราะรู้แล้วว่าต้องเริ่มยังไง ดูตรงไหน และที่ถูกน่าจะรู้สึกยังไง
- เวลาแก้ปัญหาโจทย์ เราจะเริ่มจากโจทย์ง่าย ๆ ทีเห็นคำตอบง่าย ๆ ไม่ว่าจะด้วยการคิดหรือการรู้ และเป็นพื้นฐาน
+ หรือก็คืออารมณ์ที่เข้ามากระทบแรง ๆ อย่างโกรธ รัก คิดถึง เผลอไปคิด อยากได้ อะไรพวกนั้น
- พอแก้โจทย์จนชำนาญแล้ว ก็จะเริ่มแก้โจทย์ที่ยากขึ้น ละเอียดขึ้นได้
+ ก็คือเมื่อดูบ่อย ๆ ก็จะเห็นอารมณ์ได้ละเอียดขึ้น ถี่ขึ้น เร็วขึ้น มีความคิดประกอบน้อยลง มีความเข้าใจมากขึ้น
จริง ๆ หลวงพ่อปราโมทย์ท่านก็สอนแบบนี้นะ ท่านก็ให้ดูไป รู้ไป แล้วมันก็จะตื่นขึ้นมา
แต่เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเอง เพราะไม่รู้ว่าต้องดูตรงไหน ถึงได้มัวแต่คิด ตีความสภาวะ
ถึงจะบอกตัวเองว่า ไม่ต้องคิดต่อ แค่รู้ แต่นั่นมันก็เป็น การหลงไปคิดต่อเหมือนกัน มีเสียงพากษ์ขึ้้นมา
พอมารู้ยังงี้แล้ว ก็เหมือนได้ที่ดู เห็นจุดที่ต้องรู้สึก ตอนนี้เสียงพากษ์ก็ยังมี ไม่ใช่ว่าไม่มี
แต่จากที่เมื่อก่อนเสียงในหัวร่ายยาวว่าเป็นไงเกิดเมื่อไรตรงไหน ตอนนี้ก็เหลือแค่อ๋อ
อ๋อมันเป็นอย่างนี้ ...
ซึ่งเวลาที่มีสติรู้ทันนั่นน่าจะเป็นแบบรู้มากกว่าคิดว่ารู้
ที่ปฏิบัติมาจนถึงตอนนี้ ส่วนมากจะเป็นแบบคิดว่ารู้ จริง ๆ มันก็คือการรู้เหมือนกัน
แต่ว่าจะเป็นการรู้เบา ๆ ขึ้นมาให้รู้สึกตัวก่อน แล้วค่อยเกิดความคิดตามมาว่า เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
ซึ่งตรงนี้ความรู้สึกจะแตกต่างกัน และผลลัพธ์ที่ออกมาก็แตกต่างกัน
การรับรู้แบบรู้สึก จะทำให้เราเข้าใจ และมองเห็นทางที่จะไปข้างหน้าต่อได้
แต่การรับรู้แบบบคิด จะถูกกระตุ้นด้วยการรับรู้แบบรู้สึก แล้วตีความต่อด้วยการคิด
ทำให้การรับรู้แบบรู้สึก อาจจะรู้ว่ากำลังทำอะไร แต่เป็นการรู้ด้วยเหตุผล อาจจะเข้าใจหรือไม่ก็ได้
อธิบายแบบโลกตะวันตก การรับรู้แบบรู้สึกน่าจะเป็นอันเดียวกันกับสิ่งที่ Michael Polany
เรียกว่า Tacit knowledge (หรือภาษาไทยเรียกว่า "ความรู้แฝง")
" tacit knowledge is knowledge that people carry in their minds and is, therefore, difficult to access."
ส่วนการรับรู้แบบคิด คือ Explicit knowledge (หรือ "ความรู้ปฏิบัติ")
"Explicit knowledge is knowledge that has been or can be articulated, codified, and stored in certain media. It can be readily transmitted to others."
ลองนึกถึงเวลาที่เขียนโปรแกรม หรือ แก้โจทย์คณิตศาสตร์
ถ้าเป็นโจทย์ง่าย ๆ พอเราเห็น เราก็จะรู้คำตอบ หรือวิธีการได้มาซึ่งคำตอบ
แต่จริง ๆ แล้ว ในขณะที่ "รู้" ว่าจะได้คำตอบออกมายังไงนั้น เราไม่ได้"คิด"
เราแค่ "รู้สึก" ว่าถ้าทำยังงี้ก็จะได้คำตอบ หรือคำตอบน่าจะเป็นยังงี้
ส่วนถ้าเป็นโจทย์ที่ยาก ๆ หน่อย ถ้าคนเคยฝึกซ้อมมาดี จนจิตจำสภาวะได้
พอเห็นโจทย์ยาก ๆ ถ้าเป็นแบบคิด ความรู้สึก จะเป็นตัวบอกว่า น่าจะเริ่มจากตรงไหน
แล้วก็ใช้วิธีคิดไปทีละส่วนจนได้คำตอบออกมาว่า คำตอบคืออะไร
แต่ถ้าเป็นแบบรู้สึก พออ่านโจทย์จบก็จะรู้สึกขึ้นมาเลยว่า ทำประมาณนี้น่าจะออก
พอเริ่มทำก็ทำได้ต่อเนื่องจนจบกระบวนการเลย ไ่ม่ต้องเสียเวลาคิดมากอีก
แต่ทั้ง ๆ ที่จริง ตอนที่รู้สึกว่าทำยังไงนั่น ก็ไม่ได้มีความคิดอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้
รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าทำยังไง แค่รู้ว่ามันน่าจะออกได้ โดยการนำของความรู้สึกแบบนี้
การรับรู้แบบรู้สึกนี่น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าจิตจำสภาวะได้ และก็จิตถึงฐานที่ทางพุทธเีรียกกัน
พอมาวิเคราะห์ดูแบบนี้แล้ว ความรู้สึกตรงนี้อาจจะต่างกัน แต่น่าจะเป็นการรับรู้บแบบเดียวกัน
เพราะงั้นการที่เราก็น่าจะประยุกต์ใช้ การฝึกตัวเองในการทำ Problem Solve มาช่วยในการฝึกจิต
แล้วอีกอย่าง เรายังไม่รู้ว่าการรู้สึกตัว ที่เป็นจุดที่สติตื่นขึ้นมา มันหน้าตาเป็นไง ถ้าใช้วิธีนี้ก็คงจะทำให้รู้จักเร็วขึ้น
เพราะรู้แล้วว่าต้องเริ่มยังไง ดูตรงไหน และที่ถูกน่าจะรู้สึกยังไง
- เวลาแก้ปัญหาโจทย์ เราจะเริ่มจากโจทย์ง่าย ๆ ทีเห็นคำตอบง่าย ๆ ไม่ว่าจะด้วยการคิดหรือการรู้ และเป็นพื้นฐาน
+ หรือก็คืออารมณ์ที่เข้ามากระทบแรง ๆ อย่างโกรธ รัก คิดถึง เผลอไปคิด อยากได้ อะไรพวกนั้น
- พอแก้โจทย์จนชำนาญแล้ว ก็จะเริ่มแก้โจทย์ที่ยากขึ้น ละเอียดขึ้นได้
+ ก็คือเมื่อดูบ่อย ๆ ก็จะเห็นอารมณ์ได้ละเอียดขึ้น ถี่ขึ้น เร็วขึ้น มีความคิดประกอบน้อยลง มีความเข้าใจมากขึ้น
จริง ๆ หลวงพ่อปราโมทย์ท่านก็สอนแบบนี้นะ ท่านก็ให้ดูไป รู้ไป แล้วมันก็จะตื่นขึ้นมา
แต่เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเอง เพราะไม่รู้ว่าต้องดูตรงไหน ถึงได้มัวแต่คิด ตีความสภาวะ
ถึงจะบอกตัวเองว่า ไม่ต้องคิดต่อ แค่รู้ แต่นั่นมันก็เป็น การหลงไปคิดต่อเหมือนกัน มีเสียงพากษ์ขึ้้นมา
พอมารู้ยังงี้แล้ว ก็เหมือนได้ที่ดู เห็นจุดที่ต้องรู้สึก ตอนนี้เสียงพากษ์ก็ยังมี ไม่ใช่ว่าไม่มี
แต่จากที่เมื่อก่อนเสียงในหัวร่ายยาวว่าเป็นไงเกิดเมื่อไรตรงไหน ตอนนี้ก็เหลือแค่อ๋อ
อ๋อมันเป็นอย่างนี้ ...
วันศุกร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
ไม่ใช่รู้อย่างเดียว ต้องคิดด้วย
ก่อนหน้านี้ เวลาดู เราก็ดู ๆ ไป ความเกิด ความดับของอารมณ์ แต่พวกอารมณ์ อื่น ๆ นี่ยังไม่เท่าไหร่
แต่อย่างความหิว ความง่วง หรือความอยากทางกายอื่น ๆ มันไม่เหมือนความโกรธ ความเครียด ฯลฯ
เพราะมันเป็นอารมณ์ ที่ต้องได้รับการตอบสนอง แต่การที่เราดูมันเฉย ๆ มันก็จะดับไปเฉย ๆ
ทีแรกก็งง ๆ ว่า ตกลงต้องทำยังไงดี แค่รู้ไปเฉย ๆ คงไม่ได้ ยิ่งใช้ชีวิตแบบเรา กิน นอน ไม่เป็นเวลาด้วย
เพราะปกติ จะกินเมื่ออยาก จะนอนเมื่ออยาก ทำให้เกิดผลในทางกลับกันด้วยว่า ถ้าไม่อยากก็ไม่กิน
ถ้าไม่อยากก็ไม่นอน การที่ดูความอยากแล้วมันดับไป เลยทำให้ไม่รู้จะนอนหรือไม่นอนดี กินหรือไม่กินดี
จนร่างกายจะไม่ไหว หัวมึน ๆ วิ๊ง ๆ ถึงรู้ว่า อ่อนี่มันคงต้องนอนแล้ว หรือรู้สึกที่ท้องขึ้นมา เห็นมันบีบตัว
ถึงรู้ว่า นี่มันต้องกินแล้ว ... ปกติก็ใช้ชีวิตลำบากแล้ว แต่ยังมีความอยากเรื่อย ๆ เลยไม่ต้องมาคอยดูว่า
ต้องทำอะไร เพราะกว่าจะอยากกินจริง ๆ มันก็ได้กินเพราะความอยากไปแล้ว พอไม่ได้ทำตามใจ
ก็เลยลำบากขึ้นจริง ๆ ...
่พึ่งได้ฟังในเทปหลวงพ่อปราโมทย์ ปกติท่านจะสอนแค่ ก็ให้รู้ให้ดูไป เห็นมันเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ
ตามรู้ตามดูจิตใจไป แต่วันนี้ได้ฟังประโยคนึง ท่านบอกว่า พอเห็นอารมณ์เกิดดับไปแล้ว มันหมดกิเลศ
กำกับแล้ว ค่อยตัดสินใจในเรื่องนั้น ๆ ด้วยเหตุผล .... เรานี่ช่างโง่จริง ๆ
เมื่อก่อนความคิดมันก็เกิดนะ แต่ไม่ได้สนใจ ไม่ได้ปรุงแต่ง แค่ดู ๆ ไปว่ามันเกิด ก็เลยไม่รู้ต้องทำไง
แต่คราวนี้รู้แล้วว่า พอความอยากเกิดขึ้น แล้วความอยากหายไป ก็ต้องมาคิดด้วยว่า ความอยากเมื่อกี้
คืออะไร เกิดเวทนาทางกายบ้างหรือเปล่า พิจารณา ด้วยเหตุด้วยผล เพราะอารมณ์ มันหมดไปก่อนแล้ว
ก่อนจะคิดตัดสินใจ
เริ่มเข้าใจเรื่องการดูจิตขึ้นมาอีกนิดแล้ว
แต่อย่างความหิว ความง่วง หรือความอยากทางกายอื่น ๆ มันไม่เหมือนความโกรธ ความเครียด ฯลฯ
เพราะมันเป็นอารมณ์ ที่ต้องได้รับการตอบสนอง แต่การที่เราดูมันเฉย ๆ มันก็จะดับไปเฉย ๆ
ทีแรกก็งง ๆ ว่า ตกลงต้องทำยังไงดี แค่รู้ไปเฉย ๆ คงไม่ได้ ยิ่งใช้ชีวิตแบบเรา กิน นอน ไม่เป็นเวลาด้วย
เพราะปกติ จะกินเมื่ออยาก จะนอนเมื่ออยาก ทำให้เกิดผลในทางกลับกันด้วยว่า ถ้าไม่อยากก็ไม่กิน
ถ้าไม่อยากก็ไม่นอน การที่ดูความอยากแล้วมันดับไป เลยทำให้ไม่รู้จะนอนหรือไม่นอนดี กินหรือไม่กินดี
จนร่างกายจะไม่ไหว หัวมึน ๆ วิ๊ง ๆ ถึงรู้ว่า อ่อนี่มันคงต้องนอนแล้ว หรือรู้สึกที่ท้องขึ้นมา เห็นมันบีบตัว
ถึงรู้ว่า นี่มันต้องกินแล้ว ... ปกติก็ใช้ชีวิตลำบากแล้ว แต่ยังมีความอยากเรื่อย ๆ เลยไม่ต้องมาคอยดูว่า
ต้องทำอะไร เพราะกว่าจะอยากกินจริง ๆ มันก็ได้กินเพราะความอยากไปแล้ว พอไม่ได้ทำตามใจ
ก็เลยลำบากขึ้นจริง ๆ ...
่พึ่งได้ฟังในเทปหลวงพ่อปราโมทย์ ปกติท่านจะสอนแค่ ก็ให้รู้ให้ดูไป เห็นมันเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ
ตามรู้ตามดูจิตใจไป แต่วันนี้ได้ฟังประโยคนึง ท่านบอกว่า พอเห็นอารมณ์เกิดดับไปแล้ว มันหมดกิเลศ
กำกับแล้ว ค่อยตัดสินใจในเรื่องนั้น ๆ ด้วยเหตุผล .... เรานี่ช่างโง่จริง ๆ
เมื่อก่อนความคิดมันก็เกิดนะ แต่ไม่ได้สนใจ ไม่ได้ปรุงแต่ง แค่ดู ๆ ไปว่ามันเกิด ก็เลยไม่รู้ต้องทำไง
แต่คราวนี้รู้แล้วว่า พอความอยากเกิดขึ้น แล้วความอยากหายไป ก็ต้องมาคิดด้วยว่า ความอยากเมื่อกี้
คืออะไร เกิดเวทนาทางกายบ้างหรือเปล่า พิจารณา ด้วยเหตุด้วยผล เพราะอารมณ์ มันหมดไปก่อนแล้ว
ก่อนจะคิดตัดสินใจ
เริ่มเข้าใจเรื่องการดูจิตขึ้นมาอีกนิดแล้ว
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
ตาสองชั้น
วันนี้ไปส่งของที่ไปรษณีย์ เนื่องจากได้คิวยาวมาก เราก็เลยไปนั่งรอ
แล้วก็ทำกิจวัตรที่ทำประจำในช่วงนี้เวลาที่ว่าง นั่นคือการนั่งดูลมหายใจ
ปกติเรานั่งดุลมหายใจ เราจะดูในอริยบทนั้น ๆ เลย อย่างยืนอยู่ ถ้าว่างก็ดูต่อเลย
ไม่ได้หาที่สงบ หรือ หลับตา แต่อย่างใด แต่คราวนี้ ที่ไปรษณืย์ มันคนเยอะมาก (ทำให้คิวยาว)
บรรยากาศก็วุ่นวาย ๆ นั่งไปสักพัก ดูเหมือนจิตมันจะแวบไปนู่นไปนี่บ่อยไปหน่อย
ไม่ค่อยได้ตามลมหายใจ เราก็เลยนั่งหลับตาลง ค่อย ๆ ดูลมหายเข้าออก ไปเรื่อย ๆ
พอทำสมาธิไปสักพัก ก็รู้สึกเหมือนกับมีอีกตาหนึ่งที่จะหลับลงมา
ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่เหมือนกับเรามีเปลือกตาอยู่สองชั้น ชั้นแรกที่หลับลงมา
คือเปลือกตามที่เราใช้มาทั้งชีวิต บังคับมันหลับบ้าง มันกระพริบเองบ้าง
แต่เปลือกอีกอัน อันนี้เราจำได้ว่า เคยรู้สึกยังงี้ ตอนก่อนจะหลับไป
ลองสังเกตุดูก็ได้ ตอนเวลานอน เราจะเริ่มจากปิดเปลือกตาก่อน
แต่ตอนนั้นเราจะยังไม่ได้นอนหลับไป แล้วมันจะมีอีกอันปิดลงมา ซึ่งถ้าอันนี้ปิดลงมา เราจะหลับไปเลย
สติจะหายไป แล้วกลายเป็นนอนหลับไปเลย ปกติมันจะเป็นชั่วแวบเดียว มันปิดลงแว็บเดียว
สติเราก็แว๊บหายไปด้วย ที่เราเคยเห็นเพราะเวลาต้องอดนอนนาน ๆ แต่ยังมีสติตื่นตัวอยู่ เวลาจะงีบไป
ทั้ง ๆ ที่กำลังเพ่งกับอะไรสักอย่างอยู่ มันจะเห็นตาใจ (ต่อไปนี้จะเรียกเปลือกตาว่าตากายแล้วตาอีกอันว่าตาใจละกัน)
กำลังจะหลับลง นึกภาพเวลาเขียนหนังสือไปพร้อม ๆ กับกำลังจะสัปหงก มันเป็นตาแบบนั้นแหละ
แต่คราวนี้ ตอนนั่งสมาธิในไปรษณีย์ พอตานี้จะปิดลงเราก็นึกว่าเราจะเผลอหลับไป แต่ว่าพอมันปิดลงมา มันกลับไม่ได้ขาดผึงไปเหมือนทุกที กลับมีสติรู้ตัวอยู่จนมันปิดลงมาสนิท แสงนีออนที่แยงผ่านเปลือกตามา
ก็เหมือนจะหายไป เสียงรอบ ๆ ก็เหมือนไกลตัวออกไป รู้ตัวไปทั้งตัว เป็นความนิ่งที่รู้สึกดีมาก ๆ เลย
แต่ตอนรอคิวมันมีขานเบอร์เรียกไปเรื่อย ๆ พอได้ยินเสียง ตาใจปิดไปแว๊บก็เปิดขึ้นมาอีก กลับมาอยู่ในสภาพวุ่นวาย
เราก็ติดใจกับความรู้สึกนั้น ก็พยายาม รวบรวมสติ ให้มันปิดตาใจลงมาอีก นั่งดูกองลมไปสักพัก มันก็ปิดลงมาอีก
วนไปวนมาอยู่ยังงี้ หลัง ๆ เริ่มเห็นตอนปิดลงชัดขึ้น เวลาปิดลงก็สบาย นิ่ง ทั้งที่ตื่นเต้น และแปลกใจกับเหตุการณ์
แต่ก็ดูเหมือนใจมันนิ่ง ๆ เย็น ๆ สบายตัว
มาค้น ๆ ดู ก็ไม่เห็นใครอธิบายไว้ ว่าอาการยังงี้มันเป็นอะไร อาจจะเป็นเราเคลิ้ม ๆ หลับเป็นงีบ ๆ แต่รู้สึกตัว
หรือจะเหมือนกับคนที่วิปัสสนามาดี แล้วรู้ตัวแม้แต่ตอนนอน ก็จะรู้สึกยังงี้รึเปล่า หรืออันนี้เป็นความสุขในสมาธิ
เป็นการติดในสมถะ มันคืออันนี้ไหม ถ้ามันเป็นการติดสมถะก็คงจะสมควร เพราะมันรู้สึกดีจริง ๆ นี่ถ้าไม่ได้
เจอสภาวะนี้ ตอนรอคิวอยู่ คงนั่งไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดเป็นแน่ เพราะตอนนั้นก็ติดใจจริง ๆ และคิดในใจว่าอยากจะดู
ให้มันหนำใจไปเลย มันช่างสุข ช่างสบายเหลือเกิน การปฏิบัติเองแบบไม่มีครูคอยดูให้ มันก็ไม่ดีตรงนี้แหละ เวลา
เจออะไรแปลก ๆ ก็ไม่มีคนดูให้ ไม่มีคนคอยชี้ทาง ก็ใช้วิธีพยายามค้นข้อมูลเยอะ ๆ แล้วก็วิเคราะห์ดูเอา
อีกอย่าง ตั้งแต่มาเขียนบันทึก ก็มีสหายธรรมหลายคนเข้ามาอ่าน ใครพอแนะนำได้ ก็ช่วยเป็นธรรมทานด้วยก็ดีนะครับ
เอกสารต่าง ๆ หรือแม้แต่พระไตรปิฏกเอง จะไม่ค่อยพูดถึงสภาวะต่าง ๆ โดยละเอียด จะพูดถึงเป็นทางไว้เฉย ๆ
ที่เคยได้ยินในเทปหลวงพ่อปราโมทย์ ก็มีพวก เห็นอารมณ์เป็นก้อน ๆ ตัวลอย ขนลุก อะไรพวกนั้นก็ไม่เหมือนกับอันนี้
จริง ๆ เราก็รู้ทางปฏิบัติต่อนะว่า ถึงจะเจอแบบนี้ ก็ให้รู้ให้ดูไปเฉย ๆ แล้วสักวันจิตมันจะตื่นขึ้น แต่ยังไงก็ยังอยากได้
ความรู้มาประกอบอยู่ดี (อย่างนี้เรียกจิตมีโลภะใช่ไหม่เนี่ย)
อันนี้พึ่งเจอพึ่งเคยเห็นเลยรู้สึกแปลกหูแปลกตา อยากค้นหาอีก อยากรู้สึกอีก จงเกิดขึ้นให้มาก จงเกิดขึ้นให้บ่อย
จงให้เราดูมากๆ จงให้เรารู้สึกมาก ๆ -*- ทำไปแวบเดียว กิเลศเกิดเต็มเลย แย่จริง ๆ แต่ถ้าตามรุ้ตามดูไปเฉย ๆ สักพักพอมันรู้มันเห็นมากเข้า ๆ โดยไม่ปรุงแต่ง จิตมันคงวางลงเอง
... มั๊ง
แล้วก็ทำกิจวัตรที่ทำประจำในช่วงนี้เวลาที่ว่าง นั่นคือการนั่งดูลมหายใจ
ปกติเรานั่งดุลมหายใจ เราจะดูในอริยบทนั้น ๆ เลย อย่างยืนอยู่ ถ้าว่างก็ดูต่อเลย
ไม่ได้หาที่สงบ หรือ หลับตา แต่อย่างใด แต่คราวนี้ ที่ไปรษณืย์ มันคนเยอะมาก (ทำให้คิวยาว)
บรรยากาศก็วุ่นวาย ๆ นั่งไปสักพัก ดูเหมือนจิตมันจะแวบไปนู่นไปนี่บ่อยไปหน่อย
ไม่ค่อยได้ตามลมหายใจ เราก็เลยนั่งหลับตาลง ค่อย ๆ ดูลมหายเข้าออก ไปเรื่อย ๆ
พอทำสมาธิไปสักพัก ก็รู้สึกเหมือนกับมีอีกตาหนึ่งที่จะหลับลงมา
ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่เหมือนกับเรามีเปลือกตาอยู่สองชั้น ชั้นแรกที่หลับลงมา
คือเปลือกตามที่เราใช้มาทั้งชีวิต บังคับมันหลับบ้าง มันกระพริบเองบ้าง
แต่เปลือกอีกอัน อันนี้เราจำได้ว่า เคยรู้สึกยังงี้ ตอนก่อนจะหลับไป
ลองสังเกตุดูก็ได้ ตอนเวลานอน เราจะเริ่มจากปิดเปลือกตาก่อน
แต่ตอนนั้นเราจะยังไม่ได้นอนหลับไป แล้วมันจะมีอีกอันปิดลงมา ซึ่งถ้าอันนี้ปิดลงมา เราจะหลับไปเลย
สติจะหายไป แล้วกลายเป็นนอนหลับไปเลย ปกติมันจะเป็นชั่วแวบเดียว มันปิดลงแว็บเดียว
สติเราก็แว๊บหายไปด้วย ที่เราเคยเห็นเพราะเวลาต้องอดนอนนาน ๆ แต่ยังมีสติตื่นตัวอยู่ เวลาจะงีบไป
ทั้ง ๆ ที่กำลังเพ่งกับอะไรสักอย่างอยู่ มันจะเห็นตาใจ (ต่อไปนี้จะเรียกเปลือกตาว่าตากายแล้วตาอีกอันว่าตาใจละกัน)
กำลังจะหลับลง นึกภาพเวลาเขียนหนังสือไปพร้อม ๆ กับกำลังจะสัปหงก มันเป็นตาแบบนั้นแหละ
แต่คราวนี้ ตอนนั่งสมาธิในไปรษณีย์ พอตานี้จะปิดลงเราก็นึกว่าเราจะเผลอหลับไป แต่ว่าพอมันปิดลงมา มันกลับไม่ได้ขาดผึงไปเหมือนทุกที กลับมีสติรู้ตัวอยู่จนมันปิดลงมาสนิท แสงนีออนที่แยงผ่านเปลือกตามา
ก็เหมือนจะหายไป เสียงรอบ ๆ ก็เหมือนไกลตัวออกไป รู้ตัวไปทั้งตัว เป็นความนิ่งที่รู้สึกดีมาก ๆ เลย
แต่ตอนรอคิวมันมีขานเบอร์เรียกไปเรื่อย ๆ พอได้ยินเสียง ตาใจปิดไปแว๊บก็เปิดขึ้นมาอีก กลับมาอยู่ในสภาพวุ่นวาย
เราก็ติดใจกับความรู้สึกนั้น ก็พยายาม รวบรวมสติ ให้มันปิดตาใจลงมาอีก นั่งดูกองลมไปสักพัก มันก็ปิดลงมาอีก
วนไปวนมาอยู่ยังงี้ หลัง ๆ เริ่มเห็นตอนปิดลงชัดขึ้น เวลาปิดลงก็สบาย นิ่ง ทั้งที่ตื่นเต้น และแปลกใจกับเหตุการณ์
แต่ก็ดูเหมือนใจมันนิ่ง ๆ เย็น ๆ สบายตัว
มาค้น ๆ ดู ก็ไม่เห็นใครอธิบายไว้ ว่าอาการยังงี้มันเป็นอะไร อาจจะเป็นเราเคลิ้ม ๆ หลับเป็นงีบ ๆ แต่รู้สึกตัว
หรือจะเหมือนกับคนที่วิปัสสนามาดี แล้วรู้ตัวแม้แต่ตอนนอน ก็จะรู้สึกยังงี้รึเปล่า หรืออันนี้เป็นความสุขในสมาธิ
เป็นการติดในสมถะ มันคืออันนี้ไหม ถ้ามันเป็นการติดสมถะก็คงจะสมควร เพราะมันรู้สึกดีจริง ๆ นี่ถ้าไม่ได้
เจอสภาวะนี้ ตอนรอคิวอยู่ คงนั่งไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดเป็นแน่ เพราะตอนนั้นก็ติดใจจริง ๆ และคิดในใจว่าอยากจะดู
ให้มันหนำใจไปเลย มันช่างสุข ช่างสบายเหลือเกิน การปฏิบัติเองแบบไม่มีครูคอยดูให้ มันก็ไม่ดีตรงนี้แหละ เวลา
เจออะไรแปลก ๆ ก็ไม่มีคนดูให้ ไม่มีคนคอยชี้ทาง ก็ใช้วิธีพยายามค้นข้อมูลเยอะ ๆ แล้วก็วิเคราะห์ดูเอา
อีกอย่าง ตั้งแต่มาเขียนบันทึก ก็มีสหายธรรมหลายคนเข้ามาอ่าน ใครพอแนะนำได้ ก็ช่วยเป็นธรรมทานด้วยก็ดีนะครับ
เอกสารต่าง ๆ หรือแม้แต่พระไตรปิฏกเอง จะไม่ค่อยพูดถึงสภาวะต่าง ๆ โดยละเอียด จะพูดถึงเป็นทางไว้เฉย ๆ
ที่เคยได้ยินในเทปหลวงพ่อปราโมทย์ ก็มีพวก เห็นอารมณ์เป็นก้อน ๆ ตัวลอย ขนลุก อะไรพวกนั้นก็ไม่เหมือนกับอันนี้
จริง ๆ เราก็รู้ทางปฏิบัติต่อนะว่า ถึงจะเจอแบบนี้ ก็ให้รู้ให้ดูไปเฉย ๆ แล้วสักวันจิตมันจะตื่นขึ้น แต่ยังไงก็ยังอยากได้
ความรู้มาประกอบอยู่ดี (อย่างนี้เรียกจิตมีโลภะใช่ไหม่เนี่ย)
อันนี้พึ่งเจอพึ่งเคยเห็นเลยรู้สึกแปลกหูแปลกตา อยากค้นหาอีก อยากรู้สึกอีก จงเกิดขึ้นให้มาก จงเกิดขึ้นให้บ่อย
จงให้เราดูมากๆ จงให้เรารู้สึกมาก ๆ -*- ทำไปแวบเดียว กิเลศเกิดเต็มเลย แย่จริง ๆ แต่ถ้าตามรุ้ตามดูไปเฉย ๆ สักพักพอมันรู้มันเห็นมากเข้า ๆ โดยไม่ปรุงแต่ง จิตมันคงวางลงเอง
... มั๊ง
วันอังคารที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
ทางเสื่อม
ช่วงนี้ไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย เพราะเสพแต่ทางเสื่อม
มิน่าเล่าพระพุทธเจ้าถึงได้ให้ สุรา และเพศตรงข้าม เป็นข้อห้ามสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม
ทั้ง ๆ ที่สองสามวันก่อนหน้านี้ การปฏิบัติดีขึ้นมากแล้ว แต่สองวันก่อน ที่ไม่ค่อยได้เขียนเพราะ
วันหนึ่งไปเที่ยวผับ อีกวันหนึ่ง ไปหัวหินกับน้อง สองวันนี้ แทบจะไม่เห็นจิตที่เผลอไปเลย
ผ่านไปทั้งวัน เห็นแค่ครั้งสองครั้ง แต่ข้อดีของการเสื่อมลง คือ ก่อนที่เราเห็นว่า การปฏิบัติไม่พัฒนามาก
แต่พอมันเสื่อมแล้วถึงได้เห็นชัดขึ้น เพราะจิตจำสภาวะ เมื่อตอนปฏิบัติได้ ว่ารู้ตัวอย่างไร มีสติอย่างไร
พอมันเสื่อมแล้วจะกลับมาปฏิบัติ ถึงได้ข้อเปรียบเทียบ อารมณ์กระทบแรง ๆ เราไม่นับ เพราะมันแรงจนเห็นได้
แต่อารมณ์อ่อน ๆ นั้น ตอนนี้จะเห็นได้เหมือน ยามพระอาทิตย์กำลังเคลื่อน ต้องผ่านไปซักพักเราถึงรู้ว่าสภาวะตอนนี้แตกต่างกับสถาวะอื่น ทั้ง ๆ ที่จริง มันก็เคลื่อนตลอดเวลา
ก่อนหน้านี้ ที่ปฏิบัติมา มันเหมือน เห็นพระอาทิตย์ตอนกำลังจะขึ้น หรือกำลังจะตก ชั่วเวลาไม่นานที่มันเปลี่ยน
เราก็เห็นว่ามันเปลี่ยน ในชั่วเดี๋ยวนั้น หรือห่างกันก็ไม่ช้าไม่นาน และมีจิตแอบรู้เป็นแวบ ๆ ว่า ที่จริงมันหนีไปคิด
เยอะกว่านั้นแต่สติเรายังรู้ไม่ละเอียด แล้วเวลารู้ตัว ตอนแวบ ๆ นี่แหละ แปลกมาก มันเงียบ เป็นความรู้สึกว่ารู้
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเสียงพากษ์ ไม่มีความคิด แต่รู้แวบเข้ามา เราทึกทักเอาเองว่าสภาวะนี้ คือการมีจิตรู้ที่แท้จริง
คงจะเป็นความรู้สึกรู้แบบนี้แหละ แต่ตอนรู้สึกนั้นตอนนั้น แค่รู้ เพราะไม่ได้คิดต่อ ไม่ได้ปรุงแต่ง เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
แต่ตอนนี้ที่จิตเสื่อมลง พอจะมาปฏิบัติอีกครั้ง พอมีสติรู้ตัว มันก็ระลึกได้ไปถึงตอนนั้น ทำให้เห็นสภาวะที่มันต่างกัน
ให้เปรียบเทียบ ให้ดูกันชัด ๆ
สองสามวันมานี้จึงไม่ได้อะไรซักเท่าไหร่ แต่็้ได้รู้ว่าสภาวะของจิตเป็นอย่างไร แต่สติมันไม่เกิดเอง จึงไปกำหนดให้มัน
เห็นไม่ได้ แต่เนื่องจากรู้สภาวะรู้สึกนั้น พอกลับมาปฏิบัตอีกที เลยเห็นสภาวะง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่ก็คงต้องพยายามหลีกเลี่ยงทางเสื่อมแบบนี้อีก เพราะกว่าจะกลับมาปฏิบัติได้อีกครั้งก็ไม่ใช่ง่าย
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. มีคนมาทักเราเรื่องการใช้คำผิด ในคำจำกัดความต่าง ๆ ทั้งคำที่บัญญัติไว้ใช้กับความเป็นต่าง ๆ และคำศัพท์ทางพุทธ เลยของออกตัวไว้ตรงนี้ละกันว่า นี่เป็นการบันทึก เพื่อไว้ดูความก้าวหน้าของตนเอง ถ้าบทความไหนที่ไม่ได้อ้างอิงอะไรไว้ นั่นคือเขียนขึ้นสด ๆ จากความจำได้หมายรู้ ให้ถือว่าบทความนั้น เป็นบทความที่อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยคำศัพท์และความเข้าใจของผู้เขียนเอง บางอย่างอาจไม่ตรง หรือใช้คำผิดความหมาย อย่างที่ควรจะใช้ และบทความไหน ที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาวิจัยแล้ว บทความนั้นจะมีอ้างอิง และแหล่งที่มาหรือแหล่งที่ใช้อ้างอิงถึง กำกับในบทความนั้นเสมอ ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังที่อ้าง และเหตุของธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตน จึงอยากให้ผู้อ่าน อ่านบทความนี้เพื่อประกอบความรู้ ไม่ควรใช้อ้างอิง และไม่ควรใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม แต่ควรศึกษาและปฏิบัติตาม จากแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้แน่นอน และถูกต้องด้วยตัวเอง ตัวผู้เขียนเอง ศึกษาหลักๆ จากสองแห่งคือ wimutti.net(สำหรับปฏิบัติ) และ 84000.org (สำหรับอ้างอิง)
มิน่าเล่าพระพุทธเจ้าถึงได้ให้ สุรา และเพศตรงข้าม เป็นข้อห้ามสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม
ทั้ง ๆ ที่สองสามวันก่อนหน้านี้ การปฏิบัติดีขึ้นมากแล้ว แต่สองวันก่อน ที่ไม่ค่อยได้เขียนเพราะ
วันหนึ่งไปเที่ยวผับ อีกวันหนึ่ง ไปหัวหินกับน้อง สองวันนี้ แทบจะไม่เห็นจิตที่เผลอไปเลย
ผ่านไปทั้งวัน เห็นแค่ครั้งสองครั้ง แต่ข้อดีของการเสื่อมลง คือ ก่อนที่เราเห็นว่า การปฏิบัติไม่พัฒนามาก
แต่พอมันเสื่อมแล้วถึงได้เห็นชัดขึ้น เพราะจิตจำสภาวะ เมื่อตอนปฏิบัติได้ ว่ารู้ตัวอย่างไร มีสติอย่างไร
พอมันเสื่อมแล้วจะกลับมาปฏิบัติ ถึงได้ข้อเปรียบเทียบ อารมณ์กระทบแรง ๆ เราไม่นับ เพราะมันแรงจนเห็นได้
แต่อารมณ์อ่อน ๆ นั้น ตอนนี้จะเห็นได้เหมือน ยามพระอาทิตย์กำลังเคลื่อน ต้องผ่านไปซักพักเราถึงรู้ว่าสภาวะตอนนี้แตกต่างกับสถาวะอื่น ทั้ง ๆ ที่จริง มันก็เคลื่อนตลอดเวลา
ก่อนหน้านี้ ที่ปฏิบัติมา มันเหมือน เห็นพระอาทิตย์ตอนกำลังจะขึ้น หรือกำลังจะตก ชั่วเวลาไม่นานที่มันเปลี่ยน
เราก็เห็นว่ามันเปลี่ยน ในชั่วเดี๋ยวนั้น หรือห่างกันก็ไม่ช้าไม่นาน และมีจิตแอบรู้เป็นแวบ ๆ ว่า ที่จริงมันหนีไปคิด
เยอะกว่านั้นแต่สติเรายังรู้ไม่ละเอียด แล้วเวลารู้ตัว ตอนแวบ ๆ นี่แหละ แปลกมาก มันเงียบ เป็นความรู้สึกว่ารู้
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเสียงพากษ์ ไม่มีความคิด แต่รู้แวบเข้ามา เราทึกทักเอาเองว่าสภาวะนี้ คือการมีจิตรู้ที่แท้จริง
คงจะเป็นความรู้สึกรู้แบบนี้แหละ แต่ตอนรู้สึกนั้นตอนนั้น แค่รู้ เพราะไม่ได้คิดต่อ ไม่ได้ปรุงแต่ง เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
แต่ตอนนี้ที่จิตเสื่อมลง พอจะมาปฏิบัติอีกครั้ง พอมีสติรู้ตัว มันก็ระลึกได้ไปถึงตอนนั้น ทำให้เห็นสภาวะที่มันต่างกัน
ให้เปรียบเทียบ ให้ดูกันชัด ๆ
สองสามวันมานี้จึงไม่ได้อะไรซักเท่าไหร่ แต่็้ได้รู้ว่าสภาวะของจิตเป็นอย่างไร แต่สติมันไม่เกิดเอง จึงไปกำหนดให้มัน
เห็นไม่ได้ แต่เนื่องจากรู้สภาวะรู้สึกนั้น พอกลับมาปฏิบัตอีกที เลยเห็นสภาวะง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่ก็คงต้องพยายามหลีกเลี่ยงทางเสื่อมแบบนี้อีก เพราะกว่าจะกลับมาปฏิบัติได้อีกครั้งก็ไม่ใช่ง่าย
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. มีคนมาทักเราเรื่องการใช้คำผิด ในคำจำกัดความต่าง ๆ ทั้งคำที่บัญญัติไว้ใช้กับความเป็นต่าง ๆ และคำศัพท์ทางพุทธ เลยของออกตัวไว้ตรงนี้ละกันว่า นี่เป็นการบันทึก เพื่อไว้ดูความก้าวหน้าของตนเอง ถ้าบทความไหนที่ไม่ได้อ้างอิงอะไรไว้ นั่นคือเขียนขึ้นสด ๆ จากความจำได้หมายรู้ ให้ถือว่าบทความนั้น เป็นบทความที่อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยคำศัพท์และความเข้าใจของผู้เขียนเอง บางอย่างอาจไม่ตรง หรือใช้คำผิดความหมาย อย่างที่ควรจะใช้ และบทความไหน ที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาวิจัยแล้ว บทความนั้นจะมีอ้างอิง และแหล่งที่มาหรือแหล่งที่ใช้อ้างอิงถึง กำกับในบทความนั้นเสมอ ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังที่อ้าง และเหตุของธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตน จึงอยากให้ผู้อ่าน อ่านบทความนี้เพื่อประกอบความรู้ ไม่ควรใช้อ้างอิง และไม่ควรใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม แต่ควรศึกษาและปฏิบัติตาม จากแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้แน่นอน และถูกต้องด้วยตัวเอง ตัวผู้เขียนเอง ศึกษาหลักๆ จากสองแห่งคือ wimutti.net(สำหรับปฏิบัติ) และ 84000.org (สำหรับอ้างอิง)
วันเสาร์ที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
ทางยาก
ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยาก ... แต่เค้าบอกว่าต้องคิดว่ามันง่าย
ช่วงนี้เสียงพากษ์เต็มหัว คงเป็นแบบที่เรียกว่า จิตยังไม่มีกำลังพอ
รู้สึกเหมือนสมัยก่อน เพราะเมื่อก่อน จะเป็นคนคิดมาก ในหัวจะมีเสียง
ถก เถียง ถาม ไป ๆ มา ๆ อยู่ในหัวตัวเองตลอดเวลา แตกต่างกับตอนนี้ก็ตรงที่
เมื่อก่อนเป็นเรื่องที่คิด มีประเด็น เราเอามาปรุง แต่งเติม เสริม ให้ได้ข้อสรุปที่พอใจ
แต่ตอนนี้ในหัวเหมือนเล่นบาสี
เลี้ยง ส่ง เลี้ยง ส่ง ส่ง ส่ง โดนฝ่ายตรงข้ามแย่ง แย่งกลับมา ส่ง ส่ง เลี้ยง ส่ง โดนแย่ง แย่งกลับมา เลี้ยง ส่ง ส่ง โดนแย่ง แย่งกลับมา ส่ง ส่ง ส่ง ไ่ม่ได้ชูตเสียที แต่ก็ยังดีที่เล่นกันอยู่ในสนาม
เมื่อวานถามเพื่อน ได้วิธีคือให้ทำสมถะ เพื่อเสริมกำลังจิตให้เข้มแข็ง จะได้มีเครื่องมือไปสู้กับกิเลศได้ คงต้องหัดเพ่งบ่อย ๆ ซะแล้วหละ เผื่อจะได้มีกำลังกับเค้าบ้าง
ช่วงนี้เสียงพากษ์เต็มหัว คงเป็นแบบที่เรียกว่า จิตยังไม่มีกำลังพอ
รู้สึกเหมือนสมัยก่อน เพราะเมื่อก่อน จะเป็นคนคิดมาก ในหัวจะมีเสียง
ถก เถียง ถาม ไป ๆ มา ๆ อยู่ในหัวตัวเองตลอดเวลา แตกต่างกับตอนนี้ก็ตรงที่
เมื่อก่อนเป็นเรื่องที่คิด มีประเด็น เราเอามาปรุง แต่งเติม เสริม ให้ได้ข้อสรุปที่พอใจ
แต่ตอนนี้ในหัวเหมือนเล่นบาสี
เลี้ยง ส่ง เลี้ยง ส่ง ส่ง ส่ง โดนฝ่ายตรงข้ามแย่ง แย่งกลับมา ส่ง ส่ง เลี้ยง ส่ง โดนแย่ง แย่งกลับมา เลี้ยง ส่ง ส่ง โดนแย่ง แย่งกลับมา ส่ง ส่ง ส่ง ไ่ม่ได้ชูตเสียที แต่ก็ยังดีที่เล่นกันอยู่ในสนาม
เมื่อวานถามเพื่อน ได้วิธีคือให้ทำสมถะ เพื่อเสริมกำลังจิตให้เข้มแข็ง จะได้มีเครื่องมือไปสู้กับกิเลศได้ คงต้องหัดเพ่งบ่อย ๆ ซะแล้วหละ เผื่อจะได้มีกำลังกับเค้าบ้าง
วันพฤหัสบดีที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
เมตตา
วันนี้ ได้เห็นกับตาแล้วว่า การปฏิบัติแบบดูจิตนั้น เราไม่ต้องพยายาม แค่รู้แค่ดูไปให้ต่อเนื่อง
กิเลศมันก็จะหมดไปเอง ในเรื่องของความนึกคิด อันนี้เห็นจริงมาแล้วว่าพอรู้ทันแล้ว ความคิดมันก็ดับไปเอง
แต่พึ่งมาเห็นเดี๋ยวนี้เองว่า มันได้เปลี่ยนวิธีการคิดของเราไปด้วย
เหตุคือวันนี้ขณะกำลังอาบน้ำอยู่ มีุยุงบินวนเวียนอยู่ในห้องน้ำกับเรา ถ้าเป็นธรรมดาแล้ว
เมื่อเรามองเห็นมันบินผ่านเข้ามาใกล้ ในเวลาอยู่ในห้องน้ำยังงี้ ยุงตัวนั้นคงจะตายไปก่อน
ที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อกี้เราฆ่าไปชีวิตนึง แต่วันนี้พอเห็นยุงเราก็ระลึกขึ้นมาทันที
เห็นยุงแล้วก็เกิดสงสารมันที่เกิดมาเป็นยุง แล้วก็นึกเสียใจกับตัวเองที่เมื่อก่อนฆ่ามันแบบไม่ทันคิด
ไม่รู้เหมือนกันว่าอารมณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่จู่ ๆ ก็เหมือนมีความเศร้ารุมเร้าเข้ามา
พยายามใช้วิธีดูจิตเพื่อดับทุกข์ เพื่อไม่คิด แต่ก็เหมือนมันแน่นขึ้นมากลางอก
รู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดไปมาก ๆ .... พอเสร็จธุระ เลยขอขมายุงตัวนั้นเพื่อให้ตัวเองสบายใจ
ผลคือเป็นประสบการณ์แค่ชั่วแวบ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่มีผลมาก ๆ กับระบบความคิดเรา
รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปข้างในหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ที่เห็นชัด ๆ คงจะไป ไม่กลัว ไม่โกรธ ไม่เพ่งโทษ ในสัตว์ต่าง ๆ
พอเป็นอย่างนี้ถึงพึ่งจะมารู้ตัวว่าลึก ๆ แล้ว เวลาเรามองดู สัตว์ เราก็ปรุงแต่งเรื่องราวไปสารพัด
อย่างเวลาเห็นสุนัขเข้ามาใกล้ ถ้ามันทำหน้าเหมือนสงสัย เราก็จะคิดไปว่า มันจะกัดไหม จะเ่ห่าไหม
จะเข้ามาทำอะไรเราไหม ทั้ง ๆ ที่มันก็แค่เห็นเราเดินผ่าน แต่ตั้งแต่เห็นยุงตัวนั้น พอเห็นสุนัข ก็ไม่ได้เกิด
ความปรุงแต่งอย่างนั้นขึ้นมาอีก กลับรู้สึกมี เมตตาสงสารมันเสียอย่างนั้น
... แปลกดี ...
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตั้งแต่ปฏิบัติธรรมมา ก็รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกแฟนตาซี ทั้งที่เป็นโลกใบเดิมแท้ ๆ
แต่ยิ่งทำ ยิ่ง level up ขึ้น ก็เหมือนจะเห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้ดูให้สนุกได้เรื่อย ๆ
อย่างงี้เค้าเรียกติดสุขรึเปล่าเนี่ย แต่ก็ดี รู้สึกมีกำลังใจในการทำ
เพราะอยากรู้ว่าพอปฏิบัติได้ดีกว่านี้แล้ว จะได้มุมมองอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกบ้าง
กิเลศมันก็จะหมดไปเอง ในเรื่องของความนึกคิด อันนี้เห็นจริงมาแล้วว่าพอรู้ทันแล้ว ความคิดมันก็ดับไปเอง
แต่พึ่งมาเห็นเดี๋ยวนี้เองว่า มันได้เปลี่ยนวิธีการคิดของเราไปด้วย
เหตุคือวันนี้ขณะกำลังอาบน้ำอยู่ มีุยุงบินวนเวียนอยู่ในห้องน้ำกับเรา ถ้าเป็นธรรมดาแล้ว
เมื่อเรามองเห็นมันบินผ่านเข้ามาใกล้ ในเวลาอยู่ในห้องน้ำยังงี้ ยุงตัวนั้นคงจะตายไปก่อน
ที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อกี้เราฆ่าไปชีวิตนึง แต่วันนี้พอเห็นยุงเราก็ระลึกขึ้นมาทันที
เห็นยุงแล้วก็เกิดสงสารมันที่เกิดมาเป็นยุง แล้วก็นึกเสียใจกับตัวเองที่เมื่อก่อนฆ่ามันแบบไม่ทันคิด
ไม่รู้เหมือนกันว่าอารมณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่จู่ ๆ ก็เหมือนมีความเศร้ารุมเร้าเข้ามา
พยายามใช้วิธีดูจิตเพื่อดับทุกข์ เพื่อไม่คิด แต่ก็เหมือนมันแน่นขึ้นมากลางอก
รู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดไปมาก ๆ .... พอเสร็จธุระ เลยขอขมายุงตัวนั้นเพื่อให้ตัวเองสบายใจ
ผลคือเป็นประสบการณ์แค่ชั่วแวบ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่มีผลมาก ๆ กับระบบความคิดเรา
รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปข้างในหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ที่เห็นชัด ๆ คงจะไป ไม่กลัว ไม่โกรธ ไม่เพ่งโทษ ในสัตว์ต่าง ๆ
พอเป็นอย่างนี้ถึงพึ่งจะมารู้ตัวว่าลึก ๆ แล้ว เวลาเรามองดู สัตว์ เราก็ปรุงแต่งเรื่องราวไปสารพัด
อย่างเวลาเห็นสุนัขเข้ามาใกล้ ถ้ามันทำหน้าเหมือนสงสัย เราก็จะคิดไปว่า มันจะกัดไหม จะเ่ห่าไหม
จะเข้ามาทำอะไรเราไหม ทั้ง ๆ ที่มันก็แค่เห็นเราเดินผ่าน แต่ตั้งแต่เห็นยุงตัวนั้น พอเห็นสุนัข ก็ไม่ได้เกิด
ความปรุงแต่งอย่างนั้นขึ้นมาอีก กลับรู้สึกมี เมตตาสงสารมันเสียอย่างนั้น
... แปลกดี ...
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตั้งแต่ปฏิบัติธรรมมา ก็รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกแฟนตาซี ทั้งที่เป็นโลกใบเดิมแท้ ๆ
แต่ยิ่งทำ ยิ่ง level up ขึ้น ก็เหมือนจะเห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้ดูให้สนุกได้เรื่อย ๆ
อย่างงี้เค้าเรียกติดสุขรึเปล่าเนี่ย แต่ก็ดี รู้สึกมีกำลังใจในการทำ
เพราะอยากรู้ว่าพอปฏิบัติได้ดีกว่านี้แล้ว จะได้มุมมองอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกบ้าง
วันพุธที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
นอกทาง
วันนี้แอบไปใช้ชีวิตทางโลก น้องอยากกินเหล้า ก็เลยไปเป็นคนดูแล แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ดื่มด้วยจนได้
(ผิดศีล 5 ไปซะแล้ว ถึงจะเป็นแค่เหล้าปั่นไม่กี่แก้วก็เถอะ)
พึ่งเห็นว่าความสุขทางโลก ชักจะไม่ใช่เรื่องง่ายซะแล้ว
เพราะตอนแรก พอมันเห็นจิต ก็รู้สึก นิ่งเฉย ไม่ได้มีอารมณ์ร่วม กับบรรยากาศโดยรอบ
เราเลยรู้ว่า ปกติแล้ว เราต้องปล่อยใจให้ได้ปรุงแต่ง ให้เกิดสัญญา ให้จิตตก จิตหลง ส่งจิตออกนอก
จึงจะทำให้หาความสุขกับชีวิตแบบโลก ๆ ได้ จากก่อนหน้านี้เป็นพยายามจะดูจิต
เลยเปลี่ยนมาเป็น พยายามจะไม่ดูจิต ให้เกิดสัญญาปรุงแต่งเยอะ ๆ
แต่โดยธรรมดา สติ ไม่ใช่ของจะบังคับได้ คราวอยากเห็นก็เห็นยาก คราวไม่อยากเห็นก็มากันจัง
แต่ไม่รู้จะโชคดีหรือโชคร้าย ที่จิตมีธรรมชาติ ไหลลงต่ำ มักแสวงหาอบาย
ผ่านไปไม่นานก็สามารถกลับมาสนุกกับเรื่องทางโลกได้ตามธรรมดา
กลับมาก็เริ่มเห็นตัวเองว่า เอ หรือเราจะติดสุขทางโลกหนอ
วิปัสนา มาจะเป็นอาทิตย์ แทนที่จะเห็นว่า กายนี้ไม่ใช่ของเรา กายนี้เป็นทุกข์
กลับกลายเป็นว่าการปฏิบัติทำให้ มองโลกแบบวางเฉยขึ้น
จะทำอะไรก็หาความสุขไปได้เสียหมด เพราะไม่ได้ยึดติดกับอะไรมากนัก
มานึกก็ตกใจว่า ตายแล้ว แทนที่การปฏิบัติจะช่วยให้เห็นมรรคเห็นทาง
กลับเอาไปใช้ในการเสพสุขทางโลกให้เหนือธรรมดา ไปเสียอย่างนั้น
เช้านี้กลับมาก็กลับมานั่งดูตัวเอง ดูลมหายใจใหม่อีกครั้ง
ดูมันจะแย่ลง ไม่ค่อยเห็น ไม่รู้ว่าจิตเผลอ เห็นกิเลศเกิดนาน ๆ ครั้ง
ดูเหมือนแค่ผ่านไปวันเดียว เราก็เดินออกมานอกทางเสียไกล
... แย่แล้ว
(ผิดศีล 5 ไปซะแล้ว ถึงจะเป็นแค่เหล้าปั่นไม่กี่แก้วก็เถอะ)
พึ่งเห็นว่าความสุขทางโลก ชักจะไม่ใช่เรื่องง่ายซะแล้ว
เพราะตอนแรก พอมันเห็นจิต ก็รู้สึก นิ่งเฉย ไม่ได้มีอารมณ์ร่วม กับบรรยากาศโดยรอบ
เราเลยรู้ว่า ปกติแล้ว เราต้องปล่อยใจให้ได้ปรุงแต่ง ให้เกิดสัญญา ให้จิตตก จิตหลง ส่งจิตออกนอก
จึงจะทำให้หาความสุขกับชีวิตแบบโลก ๆ ได้ จากก่อนหน้านี้เป็นพยายามจะดูจิต
เลยเปลี่ยนมาเป็น พยายามจะไม่ดูจิต ให้เกิดสัญญาปรุงแต่งเยอะ ๆ
แต่โดยธรรมดา สติ ไม่ใช่ของจะบังคับได้ คราวอยากเห็นก็เห็นยาก คราวไม่อยากเห็นก็มากันจัง
แต่ไม่รู้จะโชคดีหรือโชคร้าย ที่จิตมีธรรมชาติ ไหลลงต่ำ มักแสวงหาอบาย
ผ่านไปไม่นานก็สามารถกลับมาสนุกกับเรื่องทางโลกได้ตามธรรมดา
กลับมาก็เริ่มเห็นตัวเองว่า เอ หรือเราจะติดสุขทางโลกหนอ
วิปัสนา มาจะเป็นอาทิตย์ แทนที่จะเห็นว่า กายนี้ไม่ใช่ของเรา กายนี้เป็นทุกข์
กลับกลายเป็นว่าการปฏิบัติทำให้ มองโลกแบบวางเฉยขึ้น
จะทำอะไรก็หาความสุขไปได้เสียหมด เพราะไม่ได้ยึดติดกับอะไรมากนัก
มานึกก็ตกใจว่า ตายแล้ว แทนที่การปฏิบัติจะช่วยให้เห็นมรรคเห็นทาง
กลับเอาไปใช้ในการเสพสุขทางโลกให้เหนือธรรมดา ไปเสียอย่างนั้น
เช้านี้กลับมาก็กลับมานั่งดูตัวเอง ดูลมหายใจใหม่อีกครั้ง
ดูมันจะแย่ลง ไม่ค่อยเห็น ไม่รู้ว่าจิตเผลอ เห็นกิเลศเกิดนาน ๆ ครั้ง
ดูเหมือนแค่ผ่านไปวันเดียว เราก็เดินออกมานอกทางเสียไกล
... แย่แล้ว
วันอังคารที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
อารมณ์ที่ใช้ดู
ตอนดูจิตไป เดี๋ยวนี้ก็รู้แค่ เผลอไปเพราะรู้จักอารมณ์น้อย จิตจำสภาวะอะไรไม่ค่อยได้ เพราะไม่ได้ปฏิบัติมาก่อน เลยต้องหา ราวเกาะให้กับจิต เอาไว้เป็นวิหารธรรม ไว้ดูจิตตัวเอง เลยไปค้นๆ ดูในพระไตรปิฏกว่าพระพุทธเจ้า
สอนเรื่องดูจิตไว้ว่าอย่างไร หลักที่เราปฏิบัติเราจะยึดเอา มหาสติปัฏฐาน 4 เพราะงั้นก็คงต้องค้นในสติปัฏฐานสูตร ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน โดยย่อ ส่วนที่เราให้ความสนใจก็คงเป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า
อ่านจบก็ซาบซึ้งขึ้นมาทีเดียว ตอนเราดูเอง เราก็เห็นแต่ หลงแล้ว เผลอไปคิดแล้ว พอได้มาอ่านแล้วถึงได้เข้าใจ ว่ามีอะไรให้ดูอีกตั้งเยอะนี่นา แต่กว่าจะเห็นจิตในจิต คงไปเร่งรัดให้เห็นไม่ได้ ก็แอบดูไปเรื่อย ๆ ก่อนละกัน
กล่าวโดยสรุป จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ให้รู้อารมณ์ของจิต ว่าจิตเป็นยังไง [2]กำหนดรู้ไว้ มี 15 ข้อ คือว่า
ส่วนศัพท์ับัญญัติ ที่ต้องรู้ เพราะใช้บ่อยในหมวดนี้คือ [3] [4]
โลภะ โลภะมีอันยึดซึ่งอารมณ์ เป็นลักษณะดุจลิงติดตัง มีความข้องเฉพาะเป็นรสดุจชิ้นเนื้ออันเขาทิ้งไปที่กระเบื้องร้อน มีอันไม่สละเป็นเครื่องปรากฏ ดุจน้ำย้อมเจือน้ำมันสำหรับหยอด มีอันเห็นความแช่มชื่นในสังโยชนิยธรรมเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่าเมื่อโลภะเจริญอยู่โดยความเป็นแม่น้ำ คือ ตัวตัณหาย่อมพาไปสู่อบายถ่ายเดียว ดุจแม่น้ำมีกระแสเชี่ยวพัดพาไปสู่มหาสมุทรฉะนั้นฯ
คนส่วนมากรู้ว่าเป็นโลภะก็ต่อเมื่อเป็นโลภะที่แรงกล้า แต่ไม่รู้เมื่อเป็นโลภะที่ไม่รุนแรง
เช่น เราอาจจะรู้ว่าเป็นโลภะเมื่ออยากจะรับประทานอาหารที่อร่อยมาก ๆ หรือขณะที่อยากดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ เรามีความผูกพันยึดมั่นในบุคคล และเป็นทุกข์เมื่อผู้เป็นที่รักตายจากไป เมื่อนั้นเราก็จะรู้ว่าความผูกพันทำให้เกิดความทุกข์ บางครั้งความผูกพันยึดมั่นก็เห็นได้ชัด แต่โลภะก็มีหลายระดับขั้น โดยมากเราไม่รู้ว่าเรามีโลภะ

โทสะ โทสะมีหลายขั้น อาจเป็นความขุ่นใจเล็กน้อยหรือรุนแรงขึ้นจนถึงกับโกรธเคือง เรารู้จักโทสะขั้นหยาบ แต่เรารู้จักโทสะอย่างบางเบาบ้างไหม การศึกษาพระอภิธรรมทำให้รู้ลักษณะของโทสะมากขึ้น โทสะ เป็น อกุศลเจตสิก เกิดร่วมกับอกุศลจิต จิตที่มีโทสะเป็นมูล ภาษาบาลีเรียกว่า โทสมูลจิต ลักษณะของโทสะต่างจากลักษณะของโลภะ
โทสะเกิดขึ้นได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ โทสะเกิดได้เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่น่ายินดีพอใจ ได้ยินเสียงหยาบกระด้าง ได้กลิ่นที่ไม่ดี ลิ้มรสที่ไม่ถูกปาก กระทบสัมผัสสิ่งที่ทำให้กายเจ็บปวด และคิดนึกเรื่องที่ไม่พอใจ เมื่อใดที่รู้สึกไม่สบายใจไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ก็แสดงว่าขณะนั้นเป็นโทสะ โทสะอาจจะเกิดบ่อยเมื่อกระทบอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เช่น อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป เมื่อมีความรู้สึกที่ไม่สบายกายเพียงนิดเดียว โทสะก็เกิดได้แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
โลภะ เกิดขณะใด จิตพอใจอารมณ์ขณะนั้น แต่ โทสะ เกิดขณะใด จิตไม่พอใจอารมณ์ขณะนั้น
โมหะ โมหมูลจิตดวงที่สองเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนาประกอบด้วยอุทธัจจะ โดยศัพท์ อุทธัจจะ หมายถึง สภาพไม่สงบ หรือ ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเกิดกับอกุศลจิต ทุกประเภท (ดวง) ขณะใดที่จิตมีอุทธัจจะขณะนั้นไม่มี สติ สติเกิดกับโสภณจิตทุกดวง สติระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม สติไม่ได้เกิดเฉพาะกับวิปัสสนาเท่านั้น ขณะให้ทาน รักษาศีล ศึกษาพระธรรม แสดงพระธรรม หรือเจริญสมถภาวนานั้น สติก็เกิดร่วมด้วย แต่สติในการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม
โมหะเป็นโทษเพราะเป็นมูลของอกุศลธรรมทั้งปวงเมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง อกุศลก็จะสะสมมากขึ้น โมหะเป็นปัจจัยให้เกิดให้เกิดโลภ เมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็ย่อมเพลิดเพลินไปในอารมณ์ทั้งหลายที่ปรากฏทางทวารต่างๆ โมหะเป็นปัจจัยให้เกิดโทสะด้วย เมื่อไม่รู้สภาพธรรมก็ย่อมจะโกรธเมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ โมหะเกิดกับอกุศลจิตทุกดวง และเป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมบถ 10 ทางกาย วาจา ใจ ขณะใดที่สติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใดใน 6 ทวารเท่านั้น ปัญญาจึงจะเจริญขึ้นจนสามารถดับโมหะได้เป็นสมุจเฉท
อ้างอิง
[1] พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๐. สติปัฏฐานสูตร ๑๔๐.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - พุทธภาษิต
[2] จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน 15 ข้อ
[3] ลักษณะของ โลภะ โทสะ โมหะ
[4] ลักษณะประการต่างๆของจิต
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. อันนี้ยาวมาก ๆ เพราะข้อมูลประกอบ การปฏิบัติอย่างเดียว ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่การปฏิบัติด้วยความรู้ที่ถึงพร้อมยังไงก็คงจะดีกว่า อีกอย่าง พระไตรปิฏกนี่ ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดนะ พอมีพื้นความรู้ที่จะเข้าใจในสิ่งที่เขียนแล้ว อ่านไปก็สนุกดี เพราะอ่านไปแล้วก็อ๋อ ไปเรื่อย ๆ ตรงนี้แหละที่สนุก
สอนเรื่องดูจิตไว้ว่าอย่างไร หลักที่เราปฏิบัติเราจะยึดเอา มหาสติปัฏฐาน 4 เพราะงั้นก็คงต้องค้นในสติปัฏฐานสูตร ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน โดยย่อ ส่วนที่เราให้ความสนใจก็คงเป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า
[1]ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า? ภิกษุในธรรมวินัยนี้
จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ชัด
ว่า จิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ หรือจิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมี
โมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่ หรือ
จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหรคต จิตไม่เป็นมหรคต
ก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหรคต จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มี
ธรรมอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า จิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น หรือจิตไม่ตั้งมั่น
ก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่
หลุดพ้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตภาย
นอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิต
บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อม
ในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อนึ่ง สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย
ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว แล้วไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่.
อ่านจบก็ซาบซึ้งขึ้นมาทีเดียว ตอนเราดูเอง เราก็เห็นแต่ หลงแล้ว เผลอไปคิดแล้ว พอได้มาอ่านแล้วถึงได้เข้าใจ ว่ามีอะไรให้ดูอีกตั้งเยอะนี่นา แต่กว่าจะเห็นจิตในจิต คงไปเร่งรัดให้เห็นไม่ได้ ก็แอบดูไปเรื่อย ๆ ก่อนละกัน
กล่าวโดยสรุป จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ให้รู้อารมณ์ของจิต ว่าจิตเป็นยังไง [2]กำหนดรู้ไว้ มี 15 ข้อ คือว่า
- รู้อยู่ว่าจิตมีราคะ
- รู้อยู่ว่าเวลานี้จิตของเราปราศจากราคะ คือ ไม่ต้องการความสวยสดงดงามใด ๆ
- รู้อยู่ว่าจิตมีโทสะ คือความโกรธ ความไม่ชอบใจ
- รู้ว่าจิตของเราปราศจากโทสะ ว่าเวลานี้เราว่าง เราไม่ได้โกรธ ไม่พยาบาทปองร้ายใคร
- รู้อยู่จิตมีโมหะ คือความหลงความชั่วยึดนั่นยึดนี่ว่าเป็นเราเป้นของเรา ร่างกายก็ของเรา ทรัพย์สินก็ของเรา ลูกเมีย ผัว ตัว เมีย ลูก หลาน เป็นของเรา โมหะเป็นความโง่
- รู้ว่าจิตของเราปราศจากโมหะ คือว่าเวลานี้จิตของเรามีปัญญารู้ว่าร่างกายเรามันจะตาย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันจะสลายตัว มันไม่มีอะไรทรงสภาพมันเป็นอนิจจังไม่เที่ยงทุกขัง อนัตตา สลายไปในที่สุด เป็นคนฉลาด
- รู้อยู่ว่าจิตของเราหดหู่ คือมันเหี่ยวมันแห้งไม่มีกำลังใจ
- รู้ว่าจิตของเราฟุ้งซ่าน คิดสร้างวิมานในอากาศ คิดส่งเดชหาเหตุหาผลไม่ได้ หาสิ่งที่เป็นสาระไม่ได้
- รู้อยู่ว่าจิตมีอารมณ์ใหญ่ จิตคิดสร้างบ้านสร้างเมือง อยากมีผัวมีเมีย อยากมีลูก อยากมีทรัพย์สิน อยากมีอำนาจวาสนาว่ากันจิปาถะ หาจุดจบไม่ได้คิดเรื่อยเปื่อยไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีเหตุมีผลที่จะเป็นไปได้
- รู้ว่าจิตไม่มีอารมณ์ใหญ่ หมายความว่าเวลานี้จิตของเราอยู่ในวงแคบคิดในวงของร่างกายอย่างเดียว
- รู้อยู่ว่าอารมณ์อย่างอื่นเยี่ยมกว่า มีอารมณ์อย่างอื่นเยี่ยมกว่า นี้หมายความว่าตามธรรมดา เราเป็นคนเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เวลานี้ซิกลับมีความปรารถนาอยากจะเป็นคนดีมีศีล อยากจะเป็นคนมีสมาธิ อยากจะเป็นคนวิปัสสนาญาณแจ่มใส คิดว่าอัตตภาพร่างกายหรือความเป็นอยู่มันไม่คงทนถาวรต่อไป ไม่ช้ามันก็ตายไม่ช้ามันก็สลายตัวเราอยากจะไปพระนิพพานดีกว่า นี่เป็นอารมณ์ที่เยี่ยมกว่า อารมณ์ธรรมดา หวังพระนิพพานเป็นอารมณ์
- รู้อยู่ว่าเราไม่มีอารมณ์ที่เยี่ยมกว่า คือยามปกติมันเกิดอารมณ์ขึ้นอีกทางหนึ่งบอกอย่าไปมันเลยนิพพาน ไปทำไม อยู่ในโลกนี้ดีกว่า มีโขน มีละคร มีหนัง มีความรัก เรียกว่าไม่มีอารมณ์ที่เยี่ยมกว่าอามรณ์ปกติ
- รู้อยู่ว่าเวลานี้มีจิตตั้งมั่น หมายความว่าอามรณ์ส่ายที่เป็นอุทธัจจะกุกกุจจะมันไม่มี อารมณ์นอกเหนือจากสมาธิที่เราตั้งใจไว้ไม่มี คือเราตั้งใจไว้ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งคืออานาปานสติกรรมฐาน อารมณ์ตั้งอยู่โดยเฉพาะไม่สอดส่ายไปในอารมณ์อื่น ๆ ยิ่งไปกว่านี้ นี่เรียกว่าอารมณ์จิตตั้งมั่น
- รู้ว่าในขณะนี้เรามีอารมณ์จิตไม่ตั้งมั่น นี่ขณะใดที่จิตมันส่ายออกนอกลู่นอกทางนอกจากอารมณ์ของมหาสติปัฏฐานสูตรหรือความดีใด ๆ ที่เราตั้งใจจะทรงไว้ แต่มันก็แลบออกไปเสียแล้วอย่างนี้เรารู้อยู่ ท่านเรียกว่ารู้อยู่จิตไม่ตั้งมั่น
- รู้อยู่ว่าเวลานี้จิตเราหลุดพ้น รู้อยู่จิตหลุดพ้น
- รู้อยู่ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ส่วนศัพท์ับัญญัติ ที่ต้องรู้ เพราะใช้บ่อยในหมวดนี้คือ [3] [4]
คนส่วนมากรู้ว่าเป็นโลภะก็ต่อเมื่อเป็นโลภะที่แรงกล้า แต่ไม่รู้เมื่อเป็นโลภะที่ไม่รุนแรง
เช่น เราอาจจะรู้ว่าเป็นโลภะเมื่ออยากจะรับประทานอาหารที่อร่อยมาก ๆ หรือขณะที่อยากดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ เรามีความผูกพันยึดมั่นในบุคคล และเป็นทุกข์เมื่อผู้เป็นที่รักตายจากไป เมื่อนั้นเราก็จะรู้ว่าความผูกพันทำให้เกิดความทุกข์ บางครั้งความผูกพันยึดมั่นก็เห็นได้ชัด แต่โลภะก็มีหลายระดับขั้น โดยมากเราไม่รู้ว่าเรามีโลภะ
โทสะ โทสะมีหลายขั้น อาจเป็นความขุ่นใจเล็กน้อยหรือรุนแรงขึ้นจนถึงกับโกรธเคือง เรารู้จักโทสะขั้นหยาบ แต่เรารู้จักโทสะอย่างบางเบาบ้างไหม การศึกษาพระอภิธรรมทำให้รู้ลักษณะของโทสะมากขึ้น โทสะ เป็น อกุศลเจตสิก เกิดร่วมกับอกุศลจิต จิตที่มีโทสะเป็นมูล ภาษาบาลีเรียกว่า โทสมูลจิต ลักษณะของโทสะต่างจากลักษณะของโลภะ
โทสะเกิดขึ้นได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ โทสะเกิดได้เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่น่ายินดีพอใจ ได้ยินเสียงหยาบกระด้าง ได้กลิ่นที่ไม่ดี ลิ้มรสที่ไม่ถูกปาก กระทบสัมผัสสิ่งที่ทำให้กายเจ็บปวด และคิดนึกเรื่องที่ไม่พอใจ เมื่อใดที่รู้สึกไม่สบายใจไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ก็แสดงว่าขณะนั้นเป็นโทสะ โทสะอาจจะเกิดบ่อยเมื่อกระทบอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เช่น อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป เมื่อมีความรู้สึกที่ไม่สบายกายเพียงนิดเดียว โทสะก็เกิดได้แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
โลภะ เกิดขณะใด จิตพอใจอารมณ์ขณะนั้น แต่ โทสะ เกิดขณะใด จิตไม่พอใจอารมณ์ขณะนั้น
โมหะเป็นโทษเพราะเป็นมูลของอกุศลธรรมทั้งปวงเมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง อกุศลก็จะสะสมมากขึ้น โมหะเป็นปัจจัยให้เกิดให้เกิดโลภ เมื่อไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็ย่อมเพลิดเพลินไปในอารมณ์ทั้งหลายที่ปรากฏทางทวารต่างๆ โมหะเป็นปัจจัยให้เกิดโทสะด้วย เมื่อไม่รู้สภาพธรรมก็ย่อมจะโกรธเมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ โมหะเกิดกับอกุศลจิตทุกดวง และเป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมบถ 10 ทางกาย วาจา ใจ ขณะใดที่สติระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใดใน 6 ทวารเท่านั้น ปัญญาจึงจะเจริญขึ้นจนสามารถดับโมหะได้เป็นสมุจเฉท
อ้างอิง
[1] พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๐. สติปัฏฐานสูตร ๑๔๐.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - พุทธภาษิต
[2] จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน 15 ข้อ
[3] ลักษณะของ โลภะ โทสะ โมหะ
[4] ลักษณะประการต่างๆของจิต
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. อันนี้ยาวมาก ๆ เพราะข้อมูลประกอบ การปฏิบัติอย่างเดียว ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่การปฏิบัติด้วยความรู้ที่ถึงพร้อมยังไงก็คงจะดีกว่า อีกอย่าง พระไตรปิฏกนี่ ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดนะ พอมีพื้นความรู้ที่จะเข้าใจในสิ่งที่เขียนแล้ว อ่านไปก็สนุกดี เพราะอ่านไปแล้วก็อ๋อ ไปเรื่อย ๆ ตรงนี้แหละที่สนุก
วันจันทร์ที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
เห็นทุกข์
ช่วงนี้มีทุกข์มาก ๆ เลยมีโอกาสได้ดูชัด ๆ ว่าที่จริง แล้วทุกข์มันเกิดยังไง มายังไงดับยังไง
เวลาที่เรามีความทุกข์มาก ๆ มันจะแน่นในหน้าอก แต่ตอนนั้น ถึงจะคิดเรื่องที่ทุกข์รึไม่มันก็ยังแน่นอยู่ดี
เสร็จแล้ว ถ้าหากเราเผลอไปเมื่อไหร่ จิตมันจะเอาเรื่องต่าง ๆ มาผูกกัน ให้เกิดความนึกถึงในเรื่องที่นึก
อย่างได้ยินเพลง ก็เอาไปคิดต่อ เห็นรูปก็เอาไปคิดต่อ พอคิดไปซักพัก ก็เหมือนความรู้สึกมันอยากที่จะ
คิดให้มาก เศร้าให้มาก อยากซ้ำเติมตัวเอง เรียกง่าย ๆ ว่า ธรรมชาติของทุกข์มันต้อง build
ถ้า build ไม่ขึ้นมันก็ไม่ได้ทุกข์สักเท่าไหร่ ก็แค่ความรู้สึกอย่างนึง ก็แค่เรื่องหนึ่งที่ผ่านมาเท่านั้น
แต่อย่าเผลอให้มันได้build เชียว จะรู้สึกทุกข์หนัก เป็นทุกข์มาก เสียใจมาก
เนื่องจากฝึกสติมาได้สักพัก เลยเห็นทันว่าตัวเองเผลอไปคิด เผลอไปbuild เมื่อไหร่บ้าง
ทีแรกก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน ตอนที่เห็นว่าเผลอเป็นต้องคิด ในเรื่องที่จะโยงไปหาทุกข์อยู่เรื่อย
พอดูทันมันก็ดับลง เผลออีกก็สั่งสมอารมณ์ขึ้นใหม่อีก ผ่านไปซักพัก ก็เริ่มชิน มันไม่ได้เศร้าหรอกนะ
เพราะมันไม่มีโอกาสได้สั่งสมความเศร้า แต่มันก็ขึ้นมาไม่หยุดเสียที
พอเริ่มชินแล้วก็เห็นเป็นเรื่องสนุกไปเสียอย่างนั้น ได้แอบดูมันขึ้น ๆ ลง ๆ
คนเรานี่ก็แปลกดี รู้ทั้งรู้ว่าทำอย่างนี้แล้วจะทุกข์ แต่ก็เหมือนร่างกายพยายามทำให้ตัวเองทุกข์
เสียอย่างนั้น มิน่า พระพทุธเจ้าถึงได้กล่าวว่า กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ของเรา
ตอนนี้การก็รู้แล้วว่าการรับมือกับความทุกข์และความเครียดนั้นก็ง่ายแสนง่าย
ก็แค่อย่าbuild(อย่าสั่งสมอารมณ์อันเดียวกันกับทุกข์นั้น) พอเริ่มไปคิดก็ให้เห็นว่ากำลังคิด
แล้วก็ดับมันลงซะ พอมันไปคิดอีก ก็ดูให้ทันแล้วดับซะ คราวนี้ไม่ว่าทุกข์แค่ไหน ก็เป็นได้แค่
เสียงยุงหวิ่ง ๆ ใกล้ ๆ หูเท่านั้นแหละ สร้างความรำคาญนิดหน่อย แล้วก็ไป มันก็จะวน ๆ อยู่อย่างนั้น
ไล่ตบมัน เราก็เหนื่อยเปล่า มันมาก็ปัด มันมาก็ปัด ก็จบแล้ว ความเศร้าความเครียด มันก็แค่นี้เอง
เวลาที่เรามีความทุกข์มาก ๆ มันจะแน่นในหน้าอก แต่ตอนนั้น ถึงจะคิดเรื่องที่ทุกข์รึไม่มันก็ยังแน่นอยู่ดี
เสร็จแล้ว ถ้าหากเราเผลอไปเมื่อไหร่ จิตมันจะเอาเรื่องต่าง ๆ มาผูกกัน ให้เกิดความนึกถึงในเรื่องที่นึก
อย่างได้ยินเพลง ก็เอาไปคิดต่อ เห็นรูปก็เอาไปคิดต่อ พอคิดไปซักพัก ก็เหมือนความรู้สึกมันอยากที่จะ
คิดให้มาก เศร้าให้มาก อยากซ้ำเติมตัวเอง เรียกง่าย ๆ ว่า ธรรมชาติของทุกข์มันต้อง build
ถ้า build ไม่ขึ้นมันก็ไม่ได้ทุกข์สักเท่าไหร่ ก็แค่ความรู้สึกอย่างนึง ก็แค่เรื่องหนึ่งที่ผ่านมาเท่านั้น
แต่อย่าเผลอให้มันได้build เชียว จะรู้สึกทุกข์หนัก เป็นทุกข์มาก เสียใจมาก
เนื่องจากฝึกสติมาได้สักพัก เลยเห็นทันว่าตัวเองเผลอไปคิด เผลอไปbuild เมื่อไหร่บ้าง
ทีแรกก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน ตอนที่เห็นว่าเผลอเป็นต้องคิด ในเรื่องที่จะโยงไปหาทุกข์อยู่เรื่อย
พอดูทันมันก็ดับลง เผลออีกก็สั่งสมอารมณ์ขึ้นใหม่อีก ผ่านไปซักพัก ก็เริ่มชิน มันไม่ได้เศร้าหรอกนะ
เพราะมันไม่มีโอกาสได้สั่งสมความเศร้า แต่มันก็ขึ้นมาไม่หยุดเสียที
พอเริ่มชินแล้วก็เห็นเป็นเรื่องสนุกไปเสียอย่างนั้น ได้แอบดูมันขึ้น ๆ ลง ๆ
คนเรานี่ก็แปลกดี รู้ทั้งรู้ว่าทำอย่างนี้แล้วจะทุกข์ แต่ก็เหมือนร่างกายพยายามทำให้ตัวเองทุกข์
เสียอย่างนั้น มิน่า พระพทุธเจ้าถึงได้กล่าวว่า กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ของเรา
ตอนนี้การก็รู้แล้วว่าการรับมือกับความทุกข์และความเครียดนั้นก็ง่ายแสนง่าย
ก็แค่อย่าbuild(อย่าสั่งสมอารมณ์อันเดียวกันกับทุกข์นั้น) พอเริ่มไปคิดก็ให้เห็นว่ากำลังคิด
แล้วก็ดับมันลงซะ พอมันไปคิดอีก ก็ดูให้ทันแล้วดับซะ คราวนี้ไม่ว่าทุกข์แค่ไหน ก็เป็นได้แค่
เสียงยุงหวิ่ง ๆ ใกล้ ๆ หูเท่านั้นแหละ สร้างความรำคาญนิดหน่อย แล้วก็ไป มันก็จะวน ๆ อยู่อย่างนั้น
ไล่ตบมัน เราก็เหนื่อยเปล่า มันมาก็ปัด มันมาก็ปัด ก็จบแล้ว ความเศร้าความเครียด มันก็แค่นี้เอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)