วันเสาร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ใกล้จะหมดละ

ตั้งแต่วันแรกที่ตั้้งใจจะปฏิบัติธรรม ในวันนั้นโดเมนเนมโดน hack ธุรกิจเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้มีเงินใช้ทุกวันนี้ ... ไม่ใช่ของเรา
ต่อมาไปซื้อของกับน้อง น้องฝากโน้ตบุ๊คมาแบ่ง partition งานง่าย ๆ ที่เคยทำมาไม่รู้กี่ครั้ง ครั้งนี้พอเริ่มแบ่ง partition ขึ้นจอฟ้า MBR ของ harddisk หายหมด ข้อมูลงานกับอื่น ๆ หายหมดเครื่องเลย น้องก็เศร้าไป เราสิเศร้ากว่า ต่อมาช่วงนี้ก็ไม่รู้ไปกินอะไร ร้อยวันพันปี ไม่เคยท้องเสีย ช่วงนี้ก็กินอะไรไม่ค่อยได้ ปวดท้องบ่อย ๆ ... กายไม่ใช่ของเรา
แล้วมาวันนี้สด ๆ ร้อน ๆ ก็โดนแฟนบอกเลิก วางโทรศัพท์เสร็จก็มาเขียน ... แม้แต่คนที่เรารัก ก็เป็นอนิจจัง


ถ้าคิดแบบทางโลก ก็คงคิดว่านี่จะหาอุปสรรค มาขวางให้ได้ใช่ไหม การพยายามดูจิตให้ได้ในสภาวะการณ์แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจะหลงไปอยู่เรื่อย นึกไปในใจว่า พึ่งจะคิดเริ่มปฏิบัติ ทำไมต้องให้บททดสอบขนาดนี้ด้วย

แต่ถ้ามาคิดดูอีกทาง สงสัยเกิดธรรมะจัดสรรเห็นว่าเราจะเดินไปในทาง เลยช่วยตัดเรื่องทางโลกให้หมดเลย เพราะตอนนี้นี่ ไม่มีงานให้ดูแลรึต้องทำเท่าไหร่ วัน ๆ ก็ว่าง น้องก็ไม่ได้ให้ช่วยไร เพราะทำโน้ตบุ๊คมันเจ๊งไปแล้ว ที่เคยคุยกะแฟน
เช้าเที่ยงเย็นก็ไม่มีแล้ว ตอนนี้เลยมีเวลาให้ปฏิบัติธรรมไป 24/7 เลย ไม่มีใครขัด ไม่มีใครกวน เสียอยู่อย่างเดียว
การเจอความสูญเสียขนาดนี้ในช่วงอาทิตย์เดียว มันโหดร้ายกับจิตใจมากเลยนะ อย่าว่าแต่ดูจิตเลย แค่อยู่ให้เป็นปกติก็ยากแล้ว

ก็คงต้องกัดฟันทำความเพียรให้ได้แหละ เพราะผ่านตรงนี้ไปได้ ก็ไม่มีอุปสรรคไหนจะขัดขวางอีกแล้ว ไม่มีอะไรตัดไม่ได้อีกแล้ว
(เพราะทุกห่วง ทุกของสำคัญโดนพรากไปจะหมดละ จะเหลือก็แต่ ตายก่อนจะรู้เห็นธรรมะนี่แหละ)


สู้ ว้ออออออออยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

วันศุกร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ธรรมะก็เหมือน"รสหวาน"

ใครสงสัยว่า ทำไมถึงไม่มีใครบอกจริง ๆ ว่าปฏิบัติธรรมแล้วเป็นยังไง
หรือแม้อธิบายให้ฟังแล้ว ก็เหมือนไม่มีอะไร

ด้วยภูมิความรู้เราตอนนี้ ขอลองเสี่ยงอธิบายว่า

ธรรมก็เหมือนรสหวาน การที่จะอธิบายให้คนที่ไม่เคยได้สัมผัสกับรสหวาน รู้ว่ารสหวานเป็นอย่างไรนั้น ต่อผู้อธิบาย
มีวาจาเลิศหรือแตกฉานในรสหวานเพียงไรก็คงไม่อาจอธิบายให้ผู้ไม่เคยสัมผัส ได้รู้อย่างแท้จริงว่ารสหวานเป็นอย่างไร
สิ่งที่จะทำได้ก็คงมีเพียงแค่หยิบยื่นโอกาสให้ เพราะเมื่อเคยรู้ว่ารสหวานเป็นอย่างไร ย่อมแนะนำได้ว่า นี้คือรสหวาน นี้ไม่ใช่
และให้ผู้ไม่รู้ได้ลิ้มลองรสหวานด้วยตัวเอง ผู้ไม่รู้นั้นจึงเข้าใจว่า แท้จริงรสหวานเป็นเช่นไร

ด้วยเหตุเช่นนี้ช่วยผู้ไม่รู้ในรสหวานให้รู้ในรสหวาน ด้วยเหตุเช่นนี้ย่อมช่วยผู้ไม่รู้ในธรรมได้รู้ในธรรม

-----------------------------------------
อ่านแล้วก็ต้องไม่ลืมนึกถึง หลักกาลามาสูตร (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร )

งง ... ให้รู้ว่า ... งง

ก็ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ทั้งวัน ได้ผลดังคาด วันนี้เริ่มเห็นสภาพจิตชัดขึ้น จิตเผลอก็รู้ว่าเผลอ คิดก็รู้ว่าคิด อยากก็รู้ว่าอยาก
เวลาสุขมาก ๆ หรือทุกข์มาก ๆ นี่จะจับได้ทันทีทันใด ไม่ปล่อยให้หลงนาน
แต่ว่า สุขอ่อน ๆ ทุกอ่อน ๆ กิเลศอ่อนๆ จะยังไม่ค่อยรับรู้

อีกเรื่องที่สงสัยในวันนี้ คือ การเพ่งว่ารู้ การคิดว่ารู้ กับการมีสติรู้ ต่างกันยังไง
เพราะเวลา รู้สึกตัวขึ้นมาว่าเมื่อกี้รู้สึกอะไร มันก็เหมือนรู้สึกด้วย มีเสียงพากษ์ในหัวไปด้วยว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
ทำให้ไม่รู้ว่าตกลงเรามีสติรู้หรือเผลอไปคิด
แต่พอไปเปิดฟังเทปหลวงพ่อ มีคนถามท่านแบบนี้ ท่านก็ตอบว่า สงสัย ก็ให้รู้ว่าสงสัยนะ
เราก็เลยยิ่งงง ... ก็ให้รู้ว่างงนะ
แต่ก็ไม่ใช่่ว่าจะจับไม่ได้เลยซะทีเดียว ก็พอจะรู้สึกบ้างเหมือนกัน ว่าที่ถูกเป็นยังไง แต่มันยังไม่ละเอียดพอจะเห็นได้ชัด
เห็นแค่ลาง ๆ ถ้าให้เปรียบก็เหมือน เวลาปกติ ของหนองน้ำ มีกระเพิ่มบ้าง มากน้อย แต่เราก็เห็นเหมือนมันนิ่ง ๆ อยู่
จนมีอะไรมากระทบผิวน้ำ ถ้ามันกระทบแรง เราก็จะเห็นชัดเลย ว่าเป็นระลอกคลื่นสาดมา ให้เห็นชัด ๆ ทำให้พอจะเดาต้นทางได้
ว่าเกิดจากอะไรมาจากทางไหน เมื่อไหร่ ถึงแม้กว่าจะรุ้ตัวก็ช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่นานมากเหมือนตอนปฏิบัติแรก ๆ
แต่พวออารมณ์อ่อน ๆ อื่น ๆ ที่ตามมานี่สิ รับรู้ได้ยากมาก เหมือนคลื่นกระทบขอบสระแล้วสะท้อนไปมา
ก็เห็นอยู่ว่าจิตมันไหว แต่มันดูเหมือนฟุ้งๆ แล้วก็ต้องคิดพิจารณาว่า อ๋อ นี่คือสงสัยนะ นี่คือหลงไปคิดตามนะ นี่คือเพ่งนะ
มันไม่เหมือนตอนรู้สึกตัวเวลาเห็นสิ่งกระทบแรง ๆ เลยไม่รู้ว่าต้องดูอย่างไร
คงต้องฟังแล้วปฏิบัติตามไปอีกสักระยะถึงจะพอจับได้

ปฏิบัติวันนี้ ที่เห็นชัดเพราะต้องออกไปข้างนอก ไปซื้อของกับลูกแล้วก็เพื่อนลูก (เรียกว่า่ลูกแต่จริง ๆ ก็เป็นน้องแค่ปีสองปี
แต่ความสัมพันธ์ มันมากกว่าแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง แต่เป็นแบบพ่อลูกแทน 555)
เวลาเดินห้าง แล้วเจอเด็กน่ารัก ๆ เยอะแยะนี่ คงจะเป็นเพราะสันดานเก่า ทำให้จิตฟุ้ง ปรุงแต่งไปสารพัดทีเดียว เกิดสัญญาขึ้นมา
ในจิตมากมาย คนนั้นน่ารัก ใส่ชุดยังงั้นดี หน้าตาดี แต่ดีที่เป็นอารมณ์ที่รุนแรง เลยเห็นง่าย ดับง่าย แต่ก็เกิดความอยาก
เห็นอีก ขึ้นมาแทน ดูจิตวันนี้เลยดูง่าย เพราะเหมือนโดนค้อนฟาดใส่ทั้งวัน บางทีก็ดูเฉย ๆ บางทีก็สู้กับตัวเอง
แล้วพวกน้อง ๆ นี่ก็ตัวแสบ ไปซื้อของกันด้วยความสนิทกัน มันก็มีใกล้ชิดกันบ้าง นี่ก็ทำเอาจิตส่งออกนอกบ่อย ๆ เหมือนกัน
-*- ไม่รู้ว่ามีเครื่องสอบจิต อย่างนี้จะดี หรือไม่ดีนะเนี่ย มันทำให้เห็นจิตง่าย แต่มันก็ดังให้หลงออกนอกทางง่ายเหมือนกัน


----------------------------------------------------------------------
เห็นบอยเขียนเรื่องที่ชวนเพื่อนมาปฏิบัติธรรมแล้วไม่มีใครสนใจ
เราว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อก่อนเราเองก็เป็นเหมือนกัน คิดว่าวิทยาศาสตร์ของตัวเองนี้แหละเป็นสุดยอดแล้ว
ปัญญาทุกอย่างที่ได้มาอย่างวิทยาศาสตร์ คือสิ่งที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ แต่ความเป็นวิทยาศาสตร์ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของเรา
ทำให้ปัญญาถูกบดบัง เพราะเราคิดกันไปเองว่า มันมีอยู่อย่างนี้ เหตุผลอย่างนี้ แล้วก็สรุปเอาด้วยความรู้แค่หางอึ่งว่า จริงๆ มันก็มีเท่านี้
โดยไม่ได้ลองปฏิบัติ ทดสอบดูให้รู้แน่่ ศาสนาอื่นอาจจะพิสูจน์ยาก แต่ศาสนาพุทธเราท้าให้อย่าเชื่อ แต่จงพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง
ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องลองพิสูจน์ดู ปฏิบัติดู ถ้าปฏิบัติตามแล้วไม่เห็นจริงตามว่า จึงค่อยสรุปว่าจริงหรือไม่จริง
เพราะเมื่อก่อนเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน จนได้ลองทำดูจริง ๆ ถึงรุ้ว่า อ๋อ เมื่อก่อน เราเอากะลาครอบศีรษะไว้
ความรุ้ที่แท้จริง มันเลยเจาะเข้ามาไม่ถึงสมอง แต่ถึงจะเห็นด้วยตาแล้ว จะไปอธิบายใครก็คงยังไม่ได้อยู่ดี
เพราะอย่างที่เคยพูดไปแล้วว่าธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตัว อย่างตอนนี้ด้วยการปฏิบัติเท่านี้เราก็รู้แค่ว่า จิต คือระดับของการรับรู้ขั้นสูง
ความรู้สึกคือข้อมูล ที่สื่ออกมาด้วยภาษาธรรมชาติที่ใช้กันในสรรพชีวิต การคิดคือการสื่อสารอย่างหยาบ ที่เป็นเพียงแค่การพยายาม
นำสัญลักษณ์ มาอธิบายเศษเสี้ยวของความรู้สึก แต่เราไปยึดติดกับ ภาษากับความคิดมากเกินไป อะไรที่ตีออกมาเป็นคำพูด
หรือภาษาไม่ได้ เราก็เลยพาลจะไม่เข้าใจไป ฝึกสติ คือการให้เรากลับไปเรียนรู้ภาษาแห่งสรรพชีวิตอีกครั้ง
ทำให้เราตีความและเห็นเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดและรวดเร็วขึ้น
ถ้าจะให้เปรียบ ความคิด คงเหมือนภาษากายของผึ้ง ที่ต้องบินเป็นท่าทางเพื่อสื่อสารกัน ส่วนความรู้สึกเหมือนภาษาที่มนุษย์ใช้กัน
การเข้าใจธรรมะโดย ความคิด ก็เหมือนการใช้ภาษาผึ้งแก้สมการไดนามิคหกสิบสี่ตัวแปรนั่นแหละ
ต่อให้ใช้ความคิดมหาศาลก็คงจะไม่เห็นคำตอบ เพราะแม้แต่ความรู้เราก็ยังแก้ได้ยาก
ก็เหมือนธรรมะที่ถึงแม้ปฏิบัติก็ใช่ว่าจะเห็นทางโดยง่าย แต่อย่างน้อยก็ได้รู้วิถีที่ถูกว่า แ้กยังไง

ถ้าตอนนี้ต้องไปอธิบายให้ใครเชื่อเรื่องศาสนานี้ คงบอกได้แค่ว่า ธรรมะก็เหมือน"รสหวาน"นั่นแหละ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ทางแคบ

"เพศฆราวาสเป็นทางแคบ เป็นที่มาของฝุ่นละออง ไม่ได้มีหน้าที่ทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งเหมือนเพศบรรพชิต"

พึ่งจะเข้าใจกับคำนี้จริง ๆ ก็วันนี้ ตอนได้ยินทีแรก ก็คิดว่าคงจะลำบากบ้าง
แต่
การดูจิต ในเวลาทำงาน ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาพูด ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาคิด ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาอ่าน ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาฟัง ทำได้ยาก

อย่างวันนี้ ช่วงที่ต้องติดต่องาน ก็ละการดูจิตไปจึงทำงานได้
แต่พอลองดูตามความคิดในเวลางานบ้าง
ยามคิดจะพูด พอเห็นว่าตัวเองอยากจะพูด มันก็ดับลง ไปคิดว่านี่เราอยากพูดนี่นา ทำให้คำพูดกลับลงคอ
ยามคิดจะทำงาน พอเห็นว่าตัวเองเผลอไปคิด ความคิดก็ดับลง กลายเป็นรู้ว่ากำลังคิด
ช่วงแรก ๆ ที่ดูจิตอยู่แล้วจะมาทำงาน เลยทำไม่ค่อยได้ ยังปรับตัวไม่ทัน
เพราะได้ภาวนาไว้ว่า ทุกลมหายใจเข้า ขอให้ข้าพเจ้ามีสติตื่นรู้
และก็ดูเหมือนจะได้ผลดีเสียด้วย ในหลายครั้งที่หายใจเข้า ก็จะมีสติขึ้นมา ว่าเมื่อกี้เผลอไปในอารมณ์ไหน
แต่กลับกลายเป็นว่าทำงานไม่ได้ ในเวลาที่ทำงานอยู่แล้วบังเอิญสติไปรู้ลมหายใจ ทำให้้ห้วงความคิด หลุดหาย
คิดงานต่อไปออก เพราะความคิดดับลงแล้ว หรืออย่างตอนคุย กำลังพูดแล้วไปรู้อารมณ์
ก็เผลอไปดูว่าตัวเองอยู่ไหนอารมณ์ไหน จนกลายเป็นคำพูดแทบจะไม่หลุดออกจากปากไปเสียอย่างนั้น

แต่ช่วงดึก เริ่มจับทางได้
ถ้าเราจะทำงาน เราก็ต้อง เพ่งสติไปที่การทำงาน บอกให้รู้ตัวเองว่ากำลังทำงาน จะได้ไม่เผลอไปดูจิต
ทำไปซักพักก็พอจะปรับตัวได้บ้าง ความคิดไม่ถูกขัดจังหวะเหมือนเดิม

และจากการสังเกตพบว่า ในขณะที่เราทำงาน เราไม่ได้มีสติอยู่กับการทำงานตลอดเวลาจริง ๆ
บ้างทีก็ไปเงี่ยฟังเสียงด้านนอก บ้างก็เอาตาไปสัมผัสรูป บ้างก็เหม่อลอย บ้างก็คิดนอกเรื่อง
มิน่าเล่า คนที่มีสมาธิดี ถึงสามารถสำเร็จการงาน ได้อย่างดี เพราะมีสติรู้อยู่กับกิจการนั้น ๆ ตลอดเวลา
ทำให้ได้ใช้สักยภาพในการคิดอย่างเต็มที่กับงานนั้น ๆ จึงทำให้เข้าใจในงานและผลออกมาดี

การปฏิบัติวันนี้เปลี่ยนแนวนิดหน่อย เพราะจากประสบการณ์เมื่อวาน การปฏิบัติแบบดูกายคงไม่ใช่ทางที่เหมาะกับจริตเรา
เลยเอาเทป อ.ปราโมทย์ มาเปิดฟังอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูความรู้ในการปฏิบัติแบบดูจิตแทน เพราะครั้งก่อนที่ฟัง และปฏิบัติตาม
ดูแนวทางการปฏิบัติแบบนี้้จะเหมาะกับพวกคิดมากแบบเราเสียมากกว่า
(ใครอยากฟังการดูจิตของหลวงพ่อปราโมทย์มีให้โหลดฟังในเว็บ พระธรรมเทศนา ณ.ศาลากาญจนาภิเษก กับ พระธรรมเทศนา ณ สวนสันติธรรม)
ดูจิตแบบนี้ คือให้เรามีสติรู้ขึ้นมาว่า เมื่อกี้สติเราไปทำอะไรมา เป็นการรู้ลงปัจจุบัน ไม่หลงนาน
... "เผลอไปคิดแล้วรู้มั๊ย" ... คำนี้ชอบมาก
เนื่องจากธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะคน ต้องปฏิบัติและเห็นด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ แค่ความรู้ ยังไม่ใช่ทาง
จึงต้องลงมือปฏิบัติและมีความเพียรเท่านั้นจึงจะได้เห็น ใจที่ไม่ติดในอารมณ์


-----------------------------------------------------
ได้กลอนมาตามกำลัง search พระไตรปิฏกเรื่องการปฏิบัติของฆราวาสแล้วไปเจอมา
เลยเอามาลงเก็บไว้อ่าน

จันทราเอ๋ย เจ้าจง ส่งดวงจิต
ฟังบัณฑิต บอกกล่าว ก้าวพ้นทุกข์
ฆราวาส ทางแคบ แบบกลียุกต์
ไม่อาจสุข ในธรรม นำมรรคา

เพราะเป็นทาง สร้างธุลี ที่หมักหมม
ให้จันทร์จม ติดหล่มใหญ่ ในสังสาร์
การออกบวช เป็นมุนี ชื่นชีวา
สุขอุรา อิสระ และเสรี

บัณฑิตใด ตัดใจ จากลาภยศ
เอามือปลด หัวโขน โยนได้นี่
เขาผู้นั้น มั่นจิตน้อม พร้อมบารมี
เป็นเถรี ที่ถึงพร้อม น้อมพากเพียร

ขออวยพร ให้จันทรา ปัญญาเกิด
เป็นผู้เลิศ ในธรรม นำสิ้นเสี้ยน
อกุศล เจ้าจงปราบ ได้ราบเตียน
คุณความเพียร จงนำเจ้า เข้านิพพาน ฯลฯ

via : http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/view.php?No=263

วันพุธที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เฉื่อย

เมื่อวานนี้ไม่ได้เขียน เพราะเน็ตเจ๊งเลยมาอัพเช้านี้แทน

เช้าวันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อมานั่งสมาธิดูลมหายใจ แต่ดูเหมือนเราจะไม่เหมาะกับการปฏิบัติแบบการหลับตา
เพราะตอนที่ลืมตาตื่นอยู่นั้น ดูเหมือนจิตจะอยู่ในตัว ไหวน้อย ๆ ไปตามการรับรู้ในร่างต่าง ๆ เห็นภาพก็แค่รับรู้ว่าเห็น
แต่พอลองปฏิบัติโดยกานหลับตา กลับกลายเป็นว่า มองเห็นว่าจิตตัวเองนั้นฟุ้งซ่านไปทั่ว เหมือนน้ำที่โดนกวน จนโคลนฟุ้งไปทั่ว
ความคิดเกิดขึ้นมากมาย ทั้งจิตที่ตามรู้ความคิด ความคิดส่งออกนอก ความคิดพิจารณากาย ผสมปนเปไปหมดจนไม่รู้อะไรเป็นอะไร
เลยเปลี่ยนวิธี ยังยึดตามหลักมหาสติปฐาน4 โดยเริ่มจากการพิจารณากายในกาย โดยเอาลมหายใจเป็นที่ตั้ง
แต่ไม่ได้พยายามที่จะตั้งใจให้เป็นสมาธิ เพียงแต่ดูให้เห็นลมหายใจ ให้รู้สึกถึงลมหายใจอยู่เสมอ
การที่พยายามจะดูลมหายใจ จึงทำให้จิตดูจะตกตะกอนนอนก้น เฉื่อย ๆ ไม่มีแรง ไ่ม่รับรู้ ดูไปคงไม่ใช่ทางที่ถูกแน่
ช่วงบ่ายจึงเปลี่ยนแนวปฏิบัติใหม่ เปลี่ยนเป็นไม่ได้พยายามจะดู แต่แค่ให้รับรู้ไว้เฉย ๆ
ดูเหมือนจะดีขึ้น จิตสบายขึ้น แต่พอมีความสบาย ก็เผลอบ่อยขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็วูบวาบรุนแรงว่า อ๋อเมื่อกี้เราเผลอไป
เปรียบไป ก็เหมือนนั่งอยู่หัวโค้งถนน นอกเมือง ทุกอยากมืดไปนาน จนพอจิตรู้ ก็เหมือนมีรถผ่านเข้ามาสาดแสงมาให้ได้เห็น
ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาในวูบนั้นอย่างรุนแรงว่า เอ เมื่อกี้เราเผลอไป เผลอตั้งแต่ตอนไหนไม่ทราบ นานเท่าใดก็ไม่ทราบ
พอรู้สึกตัวได้ไม่กี่ลมหายใจ สติก็เผลอไปอีกตอนไหนไม่ทราบ วันนี้จึงดูเหมือนไม่ก้าวหน้าสักเท่าไหร่ เหมือนติดสมถะ

แต่สิ่งที่ก้าวหน้าในวันนี้คือความรู้สึกอิ่มเอมในลมหายใจที่เต็มที่ เห็นมันเข้าจนเต็มแล้วก็ออกจนสุด เหมือนตอนหลับสนิท
แล้วก็ได้รู้อีกอย่างว่า ปกติ เวลาที่เราหายใจตอนที่ไม่ได้ดูการหายใจนั้น พอแอบดูแ้ล้วเห็นว่าเป็นการหายใจที่ผิด
สั้น ห้วน ไม่มีพลัง อย่างนี้อย่าว่าแต่เจริญสติเลย แค่จะให้มีสุขภาพดี ก็เป็นไปได้ยากแล้ว

วิธีหายใจอย่างถูกต้อง (นอกจากทำให้สุขภาพดีแล้วยังช่วยยืดอายุด้วย)
วิธีหายใจให้ดูจากท้องเป็นหลัก ถ้าอยากดูอย่างถูกต้องให้ดูตอนสภาวะนอน เพราะแต่ละคนอาจจะต่างกัน
ในช่วงต้นลมเข้า หน้าอกจะยกตัวขึ้น ท้องยุบลมเล็กน้อย เพราะโดนกระบังลมดึง
ในช่วงกลางลมเข้า หน้าอกจะขยายขึ้นจนสุดและมีแรงดันไปที่กระบังลม ดันหน้าท้อง
ในช่วงปลายลมเข้า ท้องจะพองออก เพราะโดนกระบังลมดันขึ้นมา
ในช่วต้นลมออก ท้องจะค่อย ๆ ยุบลง หน้าอกและกระบังลมยังขยายเท่าเดิม ลมออกจะเริ่มจากแผ่วและแรงขึ้น
ในช่วงกลางลมออก หน้าท้องยุบลงได้ครึ่งหนึ่ง แล้วจากนั้น หน้าอกและหน้าท้องจะเริ่มยุบลงพร้อมกัน ลมจะออกเร็วขึ้น
ในช่วงปลายลมออก หน้าอกยุบลง กลับมาสู่สภาพเดิม กล้ามเนื้อไหล่ผ่อนคลาย
แรก ๆ ตอนเริ่มหายใจแบบถูกวิธี จะรู้สึกเหนื่อย แล้วก็รู้สึกว่าหายใจยาก นั่นก็เพราะเราหายใจผิดมาชั่วชีวิตนี่เอง
ช่วงนี้ถ้าว่างก็จะฝึกหัดหายใจแบบถูกวิธีไว้ หัดไปสักพักคงเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น

วันจันทร์ที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ติดสุข

เนื่องจากเมื่อวานผจญกับความเครียด จนแทบจะนอนไม่หลับ
ก่อนนอน ก็เลยนอนดูลมหายใจตัวเอง ไปเรื่อย ๆ
ไม่รู้หลับไปตอนไหน

พอทำสมาธิก่อนนอน แบบนี้ แล้วมีการกำหนดสติไว้
คืนนี้พอเริ่มฝัน จึงนึกขึ้นมาได้ในฝันว่า ตัวเองกำลังฝันอยู่นี่นา
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงเล่นสนุกเพลิดเพลินไปกับความฝันนั้น เพราะนอกจากจะมีเนื้อเรื่องแปลกประหลาด หวือหวา
แล้วเรายังสามารถกำหนดให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างใจคิด เป็นเรื่องสนุกไม่กี่เรื่องที่ทำในเมื่อก่อน
(แนะนำว่า ถ้าใครรู้ตัวว่าฝัน อย่าติดอยู่ในฝันนานนัก เพราะเวลาในฝันกับโลกความจริงนั้นต่างกัน
ในฝันชั่วเวลาไม่นาน แต่ในโลกความจริงอาจจะผ่านไปนานมาก หรือเร็วมากก็ไ้ด้
อีกทั้งถ้าหาก ติดอยู่ในฝันนานเกินไป เวลาตื่นจะรู้สึกเมื่อยและเหนื่อย เหมือนนอนไม่เต็มอิ่มทั้งที่นอนนาน)
มาคราวนี้ จึงจะลองนึกดูว่า ถ้าหากได้กรรมฐานชั้นต้นจะรู้สึกอย่างไร
จึงลองนั่งสมาธิในฝันดู แล้วจินตนาการไปว่าตัวเอง รับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้รอบตัว ทั้งที่หลับตาอยู่
พอหลับตาเท่านั้นก็สับสนไปทีเดียว ไม่รู้ว่ากำลังรู้สึกตัวและหลับตาอยู่ หรือกำลังหลับตาอยู่ในฝัน
แต่พอผ่านไปซักพัก เริ่มเหมือนรู้สึกได้ถึงสิ่งรอบ ๆ ตัว เหมือนเห็นด้วยตา แต่มันละเอียดกว่านั้น
นึกไม่ออก ว่าจะอธิบายความรู้สึกที่เห็นได้นั้นอย่างไร
เหมือนการพยายามให้คนที่ไม่เคยได้กินน้ำตาล หรือผลไม้ใด ๆ ได้รับรู้ว่ารสหวานเป็นอย่างไรด้วยการอธิบาย
เหมือนการนึกภาพว่าจะเห็นภาพอย่างไรถ้าเรามองเห็นคลื่นได้กว้างกว่าตอนนี้ มองเห็น infrared และ UV
ซึ่งปกติเราก็รู้ว่ามี แต่รับรู้ด้วยการแปลงเป็นขาวและดำด้วยเครื่องมือ ถ้าหากเรารับคลื่นเหล่านี้ได้พร้อมกันกับช่วงของแสง
ภาพที่ได้จะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าไม่เคยได้สัมผัส ก็คงบอกได้แค่ว่า สุดจินตนาการที่จะบอกได้จริง ๆ
เนื่องจากเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ จึงสนุกและติดอยู่กับการรับรู้นั้นไปนานมาก
หลับไปได้ไม่ถึงชั่วโมง จิงก็ปลุก บอกต้องไปทำเรื่องเอาโดเมนคืน แต่เนื่องจากเมื่อกี้มัวแต่สนุก จึงรู้สึกเหมือนยังไม่ได้
นอนเลย เลยต้องขอตัวนอนต่อ น่าแปลกว่าพอล้มตัวลงทำนั้น ก็กลับไปสู่สภาวะนั้นได้อีก เอ หรือต้องบอกว่า
ฝันเรื่องเดิมต่อได้อีกก็ไม่ทราบ แรก ๆ ก็รู้สึกถึงรอบ ๆ ห้อง แล้วก็ค่อย ๆ ขยายออกไปเรื่อย ๆ คิดว่าผ่านไป
แค่แป๊ปเดียวเท่านั้น แต่พอตื่นมารับโทรศัพท์ กลายเป็นว่าเกือบจะ ห้าโมงเย็นแล้ว -*- สมองเราทำงานช้าจริง ๆ

เป็นความรู้สึกแปลกใหม่และเป็นสุขมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะพอได้เห็นเรื่องใหม่ ๆ สารเดโพรมีนเลยหลั่งมากไปหน่อย
แล้วก็ทึกทักเอาเองว่า ถ้าบำเพ็ญไปถึงระดับนึง คงจะเห็นได้อย่างที่เห็นในฝันครั้งนี้เป็นแน่

โดยรวมวันนี้จึงไม่ได้อะไรมาก ก็นอนไปเสียหมดวัน แต่ประสบการณ์ีที่เห็นในฝันคราวนี้เป็นกำลังใจที่ดีทีเดียวในการที่จะปฏิบัติต่อ

วิตก

ตอนที่มาเขียนไว้ที่นี่ (sodasaga) ก็เพื่อที่จะเอาไว้ทำเป็น diary
เพื่อจะได้สำรวจตัวเองในแต่ละวัน และจะได้ บันทึกแนวทางและความรู้ต่าง ๆ เหมือนเช่นที่คุณดังตฤณทำ
โดยไม่ได้คิดว่า จะไปโผล่ที่ multiply ด้วย เพราะทึกทักเอาเองว่า เราคงทำ cross bloging ไว้แค่ที่ thegu แต่ที่ไหนได้
ทำ cross ไว้ทั้ง account เสียอย่างนั้น อะไรที่โพสที่นี่ จึงไปขึ้นที่ multiply ด้วยเสียหมด

แวบแรกที่เข้าไปเปิด multiply แล้วเห็นคนมา comment ก็รู้สึกตกใจ จิตตกไปเยอะว่า
"แย่เสียแล้วเรา มรรคผลยังไม่เห็นทางสักเสี้ยว จะทำไปรอดหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจตัวเอง
คนอื่นรู้กันแล้วแบบนี้ เกิดเราทำไม่สำเร็จจะทำอย่างไร"

แต่พอนึกได้ ก็คิดว่าก็ดีเหมือนกัน จะได้เอาไว้สอบจิต อีกทั้งการที่มีคนทักคนถาม
ก็คงจะช่วยเป็นแรงบีบคั้น ให้มีความเพียรมากขึ้นไปด้วยอีกทางหนึ่ง

จะไปรอดไหมหนอ

พึ่งเริ่มปฏิบัติก็เจอเข้ากับอุปสรรคเสียแล้ว

วันนี้ลืมลมหายใจบ่อยมาก หลงไปนานกว่าจะกลับมาสัมผัสลมหายใจได้
แต่สัมผัสได้ไม่นานก็ลืมอีก จิตดูเหมือนจะฟุ้งซ่านเสียมาก
รู้อารมณ์ แต่ก็รู้แต่ทางทฤษฎี ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง
ทำไมถึงรู้ว่ารู้แต่ทฤษฎี นะหรือ ก็เพราะเมื่อครั้งดูจิตตามหลวงพ่อปราโมทย์
เคยไปถึงระดับที่จิตรู้อยู่ตลอดเวลา มองเห็นจิตเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง เกิดดับ
แต่ตอนนี้แค่รู้ แต่ไม่อาจเข้าใจได้เลย
ตอนดูจิตคราวนั้น พอรู้ว่าจิตทำอะไร มันก็ดับลง
แต่คราวนี้ มาัตั้งใจปฏิบัติกับดูงุ่มง่าม รู้ว่าจิตทำอะไร แต่ก็ไม่เหมือนรู้ทันคราวนนั้น
รู้ว่ามันคิด มันก็ยังคิดอยู่ ไม่เห็นจะดับลงเช่นคราวก่อน

ปัญหาใหญ่ของวันนี้เลยคือเรื่องกามคุณ พอตั้งใจว่าจะต้องตัดต้องเลิกแล้ว ความอยากยิ่งกลับทวีคูณ

คำสอนของพระโคดม ช่างประเสริฐนัก สอนได้ตรงจุดรู้ง่าย แต่เมื่อไหร่หนอที่เราจะเข้าใจ

วันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

First Impact

หลังจากตั้งใจว่าจะบำเพ็ญเพียร ได้ไม่กี่ชั่วโมง
ก็ต้องเจอเข้ากับบททดสอบที่ยากแสนยาก

gushare โดน hack domain !!!

โคตรจะเศร้าเลย เป็นงี้นี่หมดตัวเลยนะเนี่ย
สติฟุ้งซ่านแตกกระจาย กระเซ็นซ่าน รวมไม่ได้ เหมือนเล่นเครื่องร่อนกลางพายุ
ไม่ว่าจะพยายามประคองอย่างไร สติก็กระเด็นกระดอนไปตามกระแสความคิดเชี่ยวกราด

อีกทั้งยังต้องมาคิด เกี่ยวกับเรื่องงานที่จะทำเพื่อให้เลี้ยงชีพรอด ทดแทนงานที่แทบจะล้มละลายไปนั้นอีก
ไม่ง่ายเลย ไม่ง่ายเลย

แค่ก้าวแรกก็ยากถึงเพียงนี้ซะแล้ว

ปฐมบท

วันนี้เป็นวันแรก ของวันที่เหลือในการเดินทางสู่ทางอันเป็นมรรคผล

หลังจากฟัง 7 เดือนบรรลุธรรม กับ วรภัทร แล้วก็วิธีดูจิต ของหลวงพ่อปราโมทย์มาพอสมควรแล้ว
คิดว่าได้ฤกษ์ในการเริ่มจริงจังกับการปฏิบัติธรรมเสียที

ส่วนวิธีปฏิบัติหลังจากเลือกแล้ว คงเลือกที่จะทำตามทาง "มหาสติปฐานสี่" เป็นหลัก
โดยการปฏิบัตินับแต่นี้ คือ
- ยึดศีล 5 อย่างเคร่งครัด
- ดูจิต แบบหลวงพ่อ ปราโมทย์ แต่ประยุกต์วิธีของดังตฤณ คือเอา ลมหายใจเป็นตัวกำหนดรู้สติ โดยจะดูลมหายใจเข้าออก ถ้าหากเผลอไปก็ให้รู้ว่าเผลอ แล้วก็กลับมาดูลมหายใจต่อ ดูจนเชี่ยวชาญ
- นับแต่นี้จะเขียน การปฏิบัติในแต่ละวัน ผล ความคืบหน้า ประเมินตนเอง ให้ได้ทุกวัน
- ศึกษาหลักธรรม และคำสอนที่จำเป็น (เริ่มจาก มหาสติปฐานสี่ก่อนเป็นเรื่องแรก) อ่านและสรุปความที่จับได้มาเขียน

สี่ข้อใหญ่ ๆ ที่จะต้องทำให้ได้ก่อนในขั้นแรกนี้