วันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

วันพ่อ 51 - สติยามคับขัน

ค่ำคืนวันพ่อ ที่ไหน ๆ ในกรุงเทพ ก็จัดงานฉลองกันเป็นปกติ
ผมกับเพื่อน ๆ นั่งทานข้าว อยู่ท้ายซอยข้าวสาร ที่ประจำที่เรานัดรวมตัวกันก่อนจะออกเที่้ยว
บ่อยครั้งที่ผมได้มาที่นี่ แต่วันนี้บรรยากาศดูแปลกตา 
ฝรั่งหลายคนยืนปะปนอยู่กับคนไทย หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเทียนในมือกันคนละเล่ม
แสงเทียนอุ่น ๆ วาดไปตามใบหน้า กลืนไปกับผมสีเหลืองทอง ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ใจนึงก็คิดนะว่า เขาจะรู้ความหมายของสิ่งที่อยู่ในมือเขาหรือเปล่านะ
แม้แต่คนไทยเองก็เถอะ เราถือเทียนแท่งนี้กันด้วยศรัทธาหรืออย่างอื่นกันแน่



สิ้นเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี เสียงไชโยดังขึ้นไปทั่ว สู้กับเสียงพลุที่ถูกจุดขึ้น ทั่วกรุงเทพฯ
ผมยืนแหงนหน้าดู การแสดงบนพื้นสีดำที่กว้างคลุมทุกอย่างไว้
แดง ส้ม เหลือง ม่วง น้ำเงิน สีสันของพลุที่วาดแผ่นฟ้าแทนดวงดาว 
เสียงตูมตามเป็นระยะ กลบเสียงเซ็งแซ่ของคนเดินถนน 
นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน บรรยากาศอย่างนี้ ถ้าได้ยืนดูกับคนที่รักเรา ... คืนนี้คงจะเร่าร้อนและอบอุ่น



ราวตี 2 ร้านต่าง ๆ ก็เริ่มปิด แวะไปทานข้าวมือสุดท้ายของวันกันที่ ผัดไทประตูผี
ผัดไทธรรมดาๆ ที่เวลากินจะรู้สึกอะไรขึ้น ถ้าได้มานั่งกินที่นี่เวลาอย่างนี้
ทานกันเสร็จก็แยกย้าย ผมกับเพื่อนอีกสองคนที่เหลือ 
เดินคุยกันไปเรื่อย ๆ เพื่อจะกลับไปขึ้นรถที่ถนนราชดำเนิน



สี่แยกราชดำเนิน เต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์ เสียงบรึ่ม บรึ่ม จากท่อที่ผ่านการตกแต่ง
รถกว่าร้อยคันจอดปิดสี่แยกไว้ เพื่อเปลี่ยนถนนให้กลายเป็นสนามประชันความเร็ว
คันที่เหลือแยกย้ายกันจับจองจุดเฝ้าชมการแข่งขัน ตามสองข้างทางของถนน
ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่อง เราเลยไปโบกรถแท๊กซี่ ที่ริมถนน
ขณะที่รถสีชมพู หักเข้ามาเพื่อจะได้รับผู้โดยสารขึ้นรถ
รถมอเตอร์ไซ ก็พุ่งสวนขึ้นมาจากทางด้านหลัง และกำลังจะถูกเบียดเข้าข้างทาง
ผมมองเห็นแววตา ตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูกของหนุ่มนักซิ่งคนนั้น
และแฟนสาวที่นั่งอยู่ด้านหลัง ก็ไม่มีสภาพไ่ม่ต่างกันมากนัก 
อาจจะเพราะเหตุการณ์ เกิดขึ้นเร็วมาก หรือความตกใจ กัดกินการตัดสินใจไปหมด
รถจึงวิ่งเสียดสีกับด้านข้างรถยนต์ จนปะทะเข้ากับกระจกมองหลัง 
เพื่อนเราสองคน กรี้ดออกมาเบาๆ และถอยออกมาไกลจากถนน
น้องสองคนนั้นเสียหลักในทันที และพุ่งมาทางทางเดิน เหมือนนกบินอยู่ถูกยิงเข้าที่ปีก
รถเสียหลัก พุ่งไปด้านหน้า และเริ่มเอียงไถลไปตามพื้นถนน
คนขับและคนซ้อนก็ ตกใจเกินกว่าจะทำอะไรได้ ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฏฟิสิกส์




ผมเคยอ่าน เรื่องราวของคนอื่นเกี่ยวกับการเกิด สติ และสมาธิในเวลาคับขันมาก็มาก
แต่นี่พึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับตัว ในสถาณการณ์ที่มันคับขัน และรวดเร็วอย่างนี้
ตอนที่ได้ยินเสียงปัง!!! ของการปะทะจากรถทั้งสองคัน 
ผมเห็นตัวเองกระตุกเล็กน้อย จะด้วยความตกใจ หรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์
ที่อาจจะนำพาอันตรายมาให้ก็ไม่ทราบ แต่ในใจ เรากลับนิ่งอย่างประหลาด
การรับรู้ด้านเวลาของผมยังเหมือนเดิม เวลาไม่ได้เหมือนจะเดินช้าแบบ The Matrix
แต่เป็นสมองกับความคิดต่างหากที่เหมือนจะทำงานเร็วขึ้น
สิ่งแรกที่คิดถึง คือเพื่อนสองคนว่าจะเป็นยังไงบ้าง สายตาผมยังจับจ้องอยู่ที่เหตุการณ์ตรงหน้า
และมองเห็นรถที่กำลังพุ่งตรงมา แต่กลับรับรู้ว่าทั้งคู่กำลังจะหลุดออกไปจากกรอบการมองเห็น
รถจักรยานยนต์กำลังเอียงตัวลง ผมคำนวนจุดตกคร่าว ๆ ของรถว่า ถ้าล้มลงจะล้มลงตรงไหน
แล้วขยับตัวเล็กน้อย เพื่อจะไปยืนใกล้ ๆ ตรงนั้น ในใจตอนนั้นคิดว่า 
ถ้ารถล้มลงแล้วหัวน้องเค้าฟาดพื้นคงจะอันตรายนะ อย่างน้อยก็เอาขาไปกันฟุตบาทไว้หน่อย
โดน ADDA ถีบก็คงจะเจ็บน้อยกว่า ฟาดกับคอนกรีตแหละ 
รถพุ่งเข้ามาเร็วมาก และกำลังจะถึงตัว แต่กลับมีเวลาไปพิจารณาข้อมูลทีละอย่าง อย่างน่าแปลก
ดูสีหน้าของคนขับ ที่คิ้วขมวดจับจ้องไปที่พื้น แต่กลับไม่คิดขยับร่างกายเพื่อ แก้ไขสถานการณ์
เห็นคนซ้อน ที่มองหน้าคนขับเหมือนตั้งใจจะว่ากล่าว ในเวลาที่จะรอดรึเปล่ายังไม่รู้
เห็นรถที่ค่อย ๆ ล้มลง และพุ่งเข้ามา ผมเองก็ขยับตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อรับมือ
แต่ดูเหมือน ความรู้สึกว่า กำลังจะชนคน มีมากกว่าความตกใจ ทั้งคู่จึงเอียงตัวไปอีกด้าน
ทำให้ดึงรถที่กำลังจะล้ม ตั้งลำขึ้นไปใหม่ แต่สุดท้ายก็ปะทะเข้ากับทางเดินอยู่ดี และจอดสนิท


เหตุการณ์ดูเหมือนจะจบลงแล้ว ผมเลยรีบส่งเพื่อน ๆ ขึ้นรถกลับ
แต่ด้วยความที่รู้สึกว่าสมาธิยังคม อยู่นั้นเลยอยากจะพิจารณาสิ่งที่เกิดกับตัวเองเมื่อครู่ต่ออีกหน่อย
เลยเดิน ๆ ดูคนแข่งรถและแสงไฟอยู่แถวนั้นอีกสักพัก กว่าจะกลับถึงบ้านก็ตีสี่ตีห้าเลยทีเดียว


เป็นอีกวันที่ได้เห็นว่าชีวิตตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างจากการได้เจริญสติ


ภาพเบลอ ๆ หน่อยเพราะถ่ายจากกล้องมือถือ ในสภาพแสงไม่พอ



ปิดถนน และแข่งรถกันที่ถนนราชดำิเนินตอนราวตีสามกว่า ๆ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

การเลือกอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะกับจริต

เป็นคำถามที่มักจะโดนถามบ่อย ๆ 
หรือมักจะต้องให้คำแนะนำ 
ไม่เก่งพอจะตอบคำถามได้ตรงใจ
เลยยกเอาพระไตรปิฏกมาเลยก็แล้วกัน 
เอาไว้จะได้ตอบได้ถูก

               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐานว่ามี ๔ ไม่หย่อนไม่ยิ่ง. 
               ตอบว่า ก็เพราะจะทรงให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เวไนยสัตว์. 
               แท้จริง ในจำพวกเวไนยสัตว์ที่เป็นตัณหาจริต ทิฏฐิจริต ผู้เป็นสมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน) และวิปัสสนายานิก (ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน) ที่เป็นไปโดยส่วนทั้งสอง คือ ปัญญาอ่อน และปัญญากล้า 
               กายานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์หยาบเป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญาอ่อน. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์ละเอียด เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญากล้า. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานที่มีอารมณ์ไม่แยกออกมากนัก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญาอ่อน. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานที่มีอารมณ์แยกออกมาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญากล้า. 
               อนึ่ง สติปัฏฐานข้อ ๑ ที่มีนิมิตอันจะพึงบรรลุได้โดยไม่ยาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิก มีปัญญาอ่อน. สติปัฏฐานข้อที่ ๒ เพราะไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์อย่างหยาบ จึงเป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิก มีปัญญากล้า. สติปัฏฐานข้อที่ ๓ มีอารมณ์ที่แยกออกไม่มากนัก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิก มีปัญญาอ่อน. สติปัฏฐานข้อที่ ๔ มีอารมณ์ที่แยกออกมาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิกมีปัญญากล้า. 
               เพราะเหตุดังนั้น จึงกล่าวว่า สติปัฏฐานมี ๔ เท่านั้น ไม่หย่อนไม่ยิ่ง. 
               อีกอย่างหนึ่ง ที่ตรัสว่า สติปัฏฐานมี ๔ ก็เพื่อละเสียซึ่งวิปัลลาสความสำคัญผิดว่างาม สุข เที่ยง และเป็นตัวตน. แท้จริง กายเป็นอสุภะ ไม่งาม แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังสำคัญว่างาม ในกายนั้น. ด้วยทรงแสดงความไม่งามในกายนั้นแก่สัตว์เหล่านั้น จึงตรัสสติปัฏฐานข้อที่ ๑ เพื่อละวิปัลลาสนั้นเสีย. และในเวทนาเป็นต้น ที่สัตว์ยึดถือว่าสุข เที่ยง เป็นตัวตน เวทนาก็เป็นทุกข์ จิตไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา. แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังสำคัญว่าสุข เที่ยง เป็นตัวตน ในเวทนา จิต ธรรมนั้น ด้วยทรงแสดงความเป็นทุกข์เป็นต้นในเวทนา จิต ธรรมนั้นแก่สัตว์เหล่านั้นจึงตรัสสติปัฏฐาน ๓ ที่เหลือเพื่อละวิปัลลาสเหล่านั้นเสีย เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่าที่ตรัสว่า สติปัฏฐาน ๔ ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ก็เพื่อละความสำคัญผิดว่างาม สุข เที่ยงและตัวตนเสีย ดังที่กล่าวมานี้. มิใช่เพื่อละวิปัลลาสอย่างเดียวเท่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ที่ตรัสสติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อละ โอฆะ โยคะ อาสวะ คัณฐะ อุปาทาน และอคติ อย่างละ ๔ ด้วย เพื่อกำหนดรู้อาหาร ๔ อย่างด้วย พึงทราบในที่มาในปกรณ์ (บาลี) เท่านี้ก่อน.

ขยายความศัพท์
ตัณหาจริต - พวกโลภมาก พวกอยากได้ รักความสุข แสวงหาความสุข
ทิฏฐิจริต - คิดมาก ชอบตีค่า เจ้าความคิด ชอบวิจารณ์ เจ้าลัทธิ เจ้าอุดมการณ์
ปัญญากล้า - คือสติปัญญาแตกฉาน แยกแยะ และเห็นความจริงได้
ปัญญาอ่อน - ไม่ได้แปลว่าโง่ แค่ยังไม่เห็นความจริง

ว่าโดยย่อเท่านี้ก่อน

วันจันทร์ที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ไปวัดมา

เมื่อปลายเดือนตุลาคม

ใช้เวลาวันหยุด นั่งรถไปที่ยโสธร ... วัดป่าคำม่วง วัดสาขาวัดหนองป่าพง

ทีแรกเห็นว่า พระอาจารย์ โรเบิร์ต สุเมโธ จะมา

เคยฟัง file เสียงท่านมาแล้ว ชอบที่ท่านเทศน์เหมือนกัน แนวคิดและการเล่าเรื่องแบบตะวันตก

แต่เอามาเล่าในวิถีพุทธ ให้ความแตกต่างทางแนวคิดดีเหมือนกัน



แต่ท่านก็ไม่ได้มา 5555



ไม่เป็นไร เพราะยังไง ก็ได้กราบหลวงตาชู กับพระจากวัดพรหมประปา พระอาจารย์เรืองฤทธิ์

เราก็ได้สอบถามเรื่องการปฏิบัติ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

หลวงตาชู สอนว่า "ให้มีอุเบกขากับอารมณ์ ไม่ีมีดี ไม่มีร้าย ให้ใช้อุเบกขา ในการรับรู้"



ส่วน พระอาจารย์เรืองฤทธิ์ นั้นสอนว่า "ที่เรายังตัดกิเลศไม่ได้ เป็นเพราะเราเห็นว่ามันเป็นของดี มีของดีอยู่ใกล้ ก็เลยไปหยิบไปคว้ามันไว้ ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อปัญญาแก่รอบขึ้น ก็จะเห็นว่ามันเป็นของไม่ดี ของสกปรก เมื่อนั้นเราจะวางมันลงเอง และไม่อยากหยิบมันขึ้นมาอีกหรอก"

ตอนท้ายเราต้องรีบลากลับก่อน ท่านยังบอกอีกว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก".



เอ๊ะยังไง 5555 ก็งง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามท่่านอีก กราบลาแล้วก็รีบกลับกรุงเทพมาเลย

ไปต่างจังหวัดแล้วดีมาก ๆ บรรยากาศเค้าดีจริง สงบ ร่มใจ แค่อยู่ในวัด ใจก็นิ่ง มีสติเกิดถี่แล้ว



ขอบพระคุณพระอาจารย์ทั้งสองท่ามาก ๆ ครับ

วันอังคารที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

กิจแห่ง อริยสัจ ๔

จากหนังสือเล่มเดิมครับ "ปฏิปัตติปฺจฉาวิสัชนา" ไปแอบอ่านมาอีกนิดนึง
ลึกล้ำมากเกิน ผมอ่านได้ทีละนิด 55555

Q. อริยสัจ ๔ นั้น มีกิจจะต้องทำอะไรบ้าง

A. ตามแบบที่มีมาในธรรมจักร มีกิจ ๓ อย่างใน ๔ อริยสัจรวมเป็น ๑๒ คือ สัจญาณ รู้ว่าทุกข์ กิจญาณ รู้ว่าจะต้องกำหนด กรญาณ รู้ว่ากำหนดเสร็จแล้วแลรู้ว่าทุกข์สมุทัยจะต้องละ แลได้ละเสร็จแล้ว และรู้ว่าทุกขนิโรธจะต้องทำให้แจ้งแลได้ทำให้แจ้งเสร็จแล้ว แลรูว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา จะต้องเจริญแลได้เจริญเสร็จแล้ว นี่แหละเรียกว่ากิจในอริยสัจทั้ง ๔

ร้ายกาจ ... ห้าวหาญโคตร ... ธรรมะยังงี้ จะได้ฟัง ได้อ่านที่ไหนก็แสนยาก
จะหาฟังได้ง่ายก็หลวงพ่อปราโมทย์นี่แหละ 5555 ... อนุโมทนา สาธุ
เห็นอริยสัจในมุมมองใหม่ขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ก็ฟังหลวงพ่อปราโมทย์มา ก็ฟังไปเรื่อย
ไม่เคยคิดถึงอริยสัจในมุมของการตามรู้ตามดู แบบนี้บ้าง ... ท่านถกกันได้พิสดารจริง ๆ

วันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ไม่ใช่หมาย ไม่ใช่คิด

เดือนนี้ติดเรื่อง การเห็นไตรลักษณ์ จริง ๆ ไม่ใช่เดือนนี้หรอก ก็ติดแต่แรก
ตอนไป พบคุณดังตฤณ ท่านก็ชี้ข้อนี้มาทีนึงแล้ว ลองปฏิบัติตามไปแล้ว
แต่ก็ยังไม่เห็นอยู่ดี(สงสััยทำไม่ถูก 555) ก็ถามเพื่อนไปแล้วว่า ทำยังไงถึงจะรู้ได้
เพื่อนก็บอกว่า ให้รู้ไปเฉย ๆ พอปัญญาแก่รอบขึ้นแล้วมันจะเห็นเอง เหมือนเป็นอีก level
แต่ก็เหมือนใจมันยังไม่ยอมรับอีกอยู่ดี 5555 ยังแอบคิดอยู่อีก
ก็แหม ติดตรงนี้มาถ้านับตั้งแต่ที่รู้ว่าติดข้อนี้นี่ก็สองเดือนครึ่งแล้วนะ
ฟังหลวงพ่อ ท่านก็ว่าถ้าถูกทางไม่เนิ่นช้านี่นา เลยสงสัยไปว่าตัวเองจะทำอะไรไม่ถูกรึเปล่า ถึงติดอยู่นาน
(เป็นพวกคิดมาก ให้ศรัทธาเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเหตุผลตรงจริต ใจมันถึงยอมรับ 555)

ได้โอกาสก็เลยไปที่ห้องสมุดบ้านอารีย์ เดินโต๋เต๋หาหนังสือ เผื่อจะได้คำตอบให้ตัวเองบ้าง
ไปสะดุดเล่มหนึ่งเข้า "ปฏิปัตติปฺจฉาวิสัชนา" ของ พระธรรมเจดีย์(จูม พนฺธโล) vs หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถร
เป็นถามตอบข้อปฏิบัติ เลยหยิบมาอ่านดู เปิดไปก็เจอ


Q. วิธีสังเกตอาการขันธ์ ที่สิ้นไป เสื่อมไปนั้น หมายเอาหรือคิดเอา
A. หมายเอาก็เป็นสัญญา คิดเอาก็เป็นเจตนา เพราะฉะนั้น ไม่ใช่หมาย ไม่ใช่คิด
ต้องเข้าไปเห็นความจริง ที่ปรากฏเฉพาะหน้า ถึงจะเป็นปัญญาได้

Q. ถ้าเช่นนั้นจะดูความสิ้นไปเสื่อมไปของขันธ์ มิต้องตั้งพิธีทำใจให้เป็นสมาธิทุกคราหรือ
A. ถ้ายังไม่เคยเห็นความจริง ก็ต้องตั้งพิธีเช่นนี้ร่ำไป
ถ้าเคยเห็นความจริงเสียแล้วก็ไม่ต้องตั้งพิธีทำใจให้เป็นสมาธิทุกคราวก็ได้ แต่พอมีสติขึ้น
ความจริงก็ปรากฏเพราะเคยเห็นแลรู้จักความจริงเสียแล้ว เมื่อมีสติรู้ตัวขึ้นมาเวลาใด
ก็เป็นสมถวิปัสสนากำกับกันไปทุกคราว


โอว ... โดน ... แจ่มแจ้งแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ได้ต่างกับที่เพื่อนบอกเท่าไหร่
แต่ว่าอ่านแล้ว มันเข้าใจ ใจมันยอมรับได้ขึ้นมาซะงั้น 5555
พอจะรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งต่อไป จะไปทางไหนยังไง ... จิตตื่นขึ้นมาอีกนิดนึง

ขอบพระคุณบ้านอารีย์กับหนังสือเล่มนี้มาก ๆ

ปล. จริง ๆ หนังสือเล่มนี้เนื้อหาดีมาก อ่านแล้วได้อะไรหลายอย่าง แต่ด้วยความเข้มข้น
ของเนื้อหา หนังสือเล่มบาง ๆ นี่ ใช้เวลาอ่านนานมาก ๆ กว่าจะเข้าใจแต่ละย่อหน้า แต่ละบรรทัดได้
อ่านไปได้ ซํกครึ่งเล่มก็ยอมแพ้ 5555 หลัง ๆ เริ่มเข้มข้นขึ้น ภูมิธรรมเราไม่ถึงพอจะเข้าใจแจ่มแจ้ง
เอาไว้เข้าใจอะไรมากขึ้นกว่านี้จะกลับไปอ่านใหม่ คงอ่านไ้ด้มากหน้าขึ้นกว่าเดิม 555
แนะนำมาก ๆ เล่มนี้ เล่มสีเหลืองๆ อยู่ชั้นแนะนำของห้องสมุดบ้านอารีย์

วันอาทิตย์ที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เบื่อ เบื่อ เบื่อ

ตั้งแต่ปฏิบัติธรรมมานี่ เดี๋ยวนี้ชักจะดูหนังไม่สนุก
เล่นเกมก็เบื่อง่าย ฟังเพลงก็ไม่ซึ้งใจเหมือนแต่ก่อน
กินข้าวก็ไม่อร่อยลิ้น ไม่ว่าจะไปสรรหาของแพงมากินแค่ไหนมันก็งั้น ๆ

-*- ถ้าตามหลักเราควรจะดีใจ แต่ยังไงก็รู้สึกเศร้า ๆ อยู่ดี
เศร้าเพราะ สิ่งที่เคยทำให้มีความสุข ทำแล้วมันไม่สุขเหมือนเดิมนี่สิ
ช่วงไหนมีสติรู้กายรู้ใจก็ดี ยังมีปีติ ยังมีอะไรให้ได้เล่นบ้าง
แต่ถ้าตอนไหนสติไม่เกิดนี่ ... ดูอะไร ๆ มันก็น่าเบื่อไปหมด

เมื่อไหร่ จิตมันจะเบื่อกาย เหมือนที่เราเบื่อโลกอย่างงี้มั่งน้า
ใกล้จะถึงไตรมาสแรกของการปฏิบัติ ดูเหมือนแต่ละเดือน ก็เป็นคนละอย่างคนละอารมณ์

เดือนแรกที่ปฏิบัติ ดูอะไร ๆ ก็จะตื่นตาตื่นใจไปหมด
เพราะไม่เคยได้รู้ไม่เคยได้เห็น สนุกกับทางโลกก็ยังสนุกอยู่
สนุกกับทางธรรม ก็เป็นการรู้เห็นของใหม่ ๆ อยู่เสมอ

พอเดือนที่สองก็เหมือนเป็นyoyo effect
กลับไปเสื่อม กว่าตอนไม่ปฏิบัติธรรมอีก 5555
แต่ก็ยังดี ที่ยังมีสติรู้ลมเป็นพัก ๆ
กลับไปอ่านที่บันทึกไว้ เดือนสองนี่เห็นแต่เรื่องท้อ
กับนับหนึ่งใหม่

พอมาถึงเดือนนี้ สติเกิดบ้าง ศีลยังไม่สมบูรณ์ สมาธิน้อย ปัญญาน้อย 5555
ความเบื่อก็มาเป็นอารมณ์อยู่ประจำ ทำอะไรได้สักพัก ก็จะรู้สึกว่า มันก็เท่านั้น แล้วก็วาง
ถ้าตอนไหนจิตเป็นกุศลก็ดีไป พอเบื่อ ๆ ก็จะคิดว่าทำสมาธิดีกว่า หาอะไรให้ใจได้ทำงาน
แต่ถ้าตอนไหนจิตเป็นอกุศล เวลาเบื่อนี่ มันจะเที่ยววิ่งไปควานหา เรื่องมาให้ได้คิด
ดีบ้างร้ายบ้าง เรื่องอดีตบ้าง เรื่องอนาคตบ้าง เรื่องคนอื่นบ้าง เอามาปรุงแต่งสร้างภพ
สนุกอยู่คนเดียวกับความคิดของตัวเอง -*-
ถ้ามีสติรู้ขึ้นมาก็บึ้มภพนั้นทิ้ง มานั่งเบื่อใหม่ แล้วก็วน ๆ อยู่ยังงี้

เหอะ ๆ

บอกไม่ถูกว่าใจเรานี่มันเจริญลงหรือเสื่อมขึ้นกันแน่
สงสัยเพราะมีคำว่าเราเยอะเกินไป มันเลยเป็นยังงี้
มีตัวเรามาก ๆ เข้าก็เลยยอากหาความสุขให้ "เรา" มาก ๆ
ถ้ามันขี้เบื่อยังงี้จนเบื่อ "เรา" ไปด้วยคงจะดี จะได้วาง ๆ มันซะ

วันอังคารที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

หลงทาง

ผ่านจากสัปดาห์ที่ยุ่งวุ่นวายไป
พึ่งจะได้มีโอกาสมาสำรวจจิตใจ ของตัวเองจริง ๆ จัง ๆ อีกครั้ง
ก็เห็นว่าตอนนี้ สติป้อแป้มาก ๆ หลุดยาว หายนาน ใจมันก็ขุ่น ๆ อีก

-*-

เกิดอะไรขึ้นหว่า

พอลองมองย้อนกลับไปก็พึ่งจะสังเกตเห็น
ที่ใจมันขุ่น ๆ คงเป็นเพราะ ต้องไปติดต่อลูกค้าบ่อย ต่อรองงานทีก็ต้องตอแหลบ้าง
แม้จะไม่ถึงกับโกหก แต่ก็คลุมเครือซะจน ตีความให้จริงหรือเท็จก็ได้
กับทั้งการเจริญสติ ก็ทำแบบขาด ๆ เกิน ๆ
ดูจิตบ้าง ดูเท้ากระทบบ้าง ดูลมบ้าง อะไรแวบมาให้เห็นก็เห็น
เห็นแล้วก็ทิ้งเลย เพราะทำงานอยู่ แถมยังนึกในใจว่า รู้แล้วก็ดี
ถ้าไม่รู้ก็ช่างมันไปก่อน

อะไรทำให้คิดไปได้อย่างนั้นเนี่ย

วันนี้พึ่งจะมารู้สึกตัว
ว่าแม้แต่ในเวลาว่าง เรายัง คิดฟุ้งซ่านเลย
จากที่เดือนก่อน ถ้าไม่ต้องคิดหมกมุ่นเรื่องงาน
ใจมันก็จะไปรู้ลมของมันเอง โดยอัตโนมัติ
แต่นี่ ถ้าไม่ตั้งใจดูลม ก็จะไม่เห็นเลยทั้งวัน ...

ดูจะหลุดทางไปไกลนะเนี่ย

แถมงานที่เราทำก็เป็นงานคอมซะอีก มีเรื่องให้คิดฟุ้งยุ่งได้ทั้งวัน
ถ้ามัวแต่คิดว่า รู้เท่าที่รู้ ไป ๆ มา ๆ คงกลายเป็นไม่รู้อะไรเลย แบบตอนนี้



ดูท่าว่าจะต้องกลับมานับหนึ่งใหม่อีกรอบ
เริ่มปฏิบัติใหม่ตั้งแต่ การปฏิบัติในรูปแบบไปเลย
มาตั้งฐานสติกันใหม่ ... เหอะ ๆ
ดีนะที่รู้ตัวทันว่าชักหลงทางไปไกล

"Good bye, old friend. May the Equanimity be with you."


ปล. ที่เคยบอกว่าจะหาซื้อพระไตรปิฏก ไปเจอขายอยู่เซ็ตนึง 19000!!!!! แพงโคตร อ่านในเน็ตก็ได้ T-T
ปล2. พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า "ท่านผู้มีอายุ เมื่อใด เรายังพักอยู่ เมื่อนั้น เรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้น เรายังลอยอยู่โดยแท้ ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ" - แล้วโอฆะคืออะไร ตัณหารึเปล่า แล้วไม่พักและไม่เพียรที่ตรงกลางนั้นมันเป็นอย่างไรกัน แอบสงสัยอะ