วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

การเลือกอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะกับจริต

เป็นคำถามที่มักจะโดนถามบ่อย ๆ 
หรือมักจะต้องให้คำแนะนำ 
ไม่เก่งพอจะตอบคำถามได้ตรงใจ
เลยยกเอาพระไตรปิฏกมาเลยก็แล้วกัน 
เอาไว้จะได้ตอบได้ถูก

               ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐานว่ามี ๔ ไม่หย่อนไม่ยิ่ง. 
               ตอบว่า ก็เพราะจะทรงให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เวไนยสัตว์. 
               แท้จริง ในจำพวกเวไนยสัตว์ที่เป็นตัณหาจริต ทิฏฐิจริต ผู้เป็นสมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน) และวิปัสสนายานิก (ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน) ที่เป็นไปโดยส่วนทั้งสอง คือ ปัญญาอ่อน และปัญญากล้า 
               กายานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์หยาบเป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญาอ่อน. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์ละเอียด เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริต มีปัญญากล้า. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานที่มีอารมณ์ไม่แยกออกมากนัก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญาอ่อน. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานที่มีอารมณ์แยกออกมาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริต มีปัญญากล้า. 
               อนึ่ง สติปัฏฐานข้อ ๑ ที่มีนิมิตอันจะพึงบรรลุได้โดยไม่ยาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิก มีปัญญาอ่อน. สติปัฏฐานข้อที่ ๒ เพราะไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์อย่างหยาบ จึงเป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิก มีปัญญากล้า. สติปัฏฐานข้อที่ ๓ มีอารมณ์ที่แยกออกไม่มากนัก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิก มีปัญญาอ่อน. สติปัฏฐานข้อที่ ๔ มีอารมณ์ที่แยกออกมาก เป็นทางหมดจด สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิกมีปัญญากล้า. 
               เพราะเหตุดังนั้น จึงกล่าวว่า สติปัฏฐานมี ๔ เท่านั้น ไม่หย่อนไม่ยิ่ง. 
               อีกอย่างหนึ่ง ที่ตรัสว่า สติปัฏฐานมี ๔ ก็เพื่อละเสียซึ่งวิปัลลาสความสำคัญผิดว่างาม สุข เที่ยง และเป็นตัวตน. แท้จริง กายเป็นอสุภะ ไม่งาม แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังสำคัญว่างาม ในกายนั้น. ด้วยทรงแสดงความไม่งามในกายนั้นแก่สัตว์เหล่านั้น จึงตรัสสติปัฏฐานข้อที่ ๑ เพื่อละวิปัลลาสนั้นเสีย. และในเวทนาเป็นต้น ที่สัตว์ยึดถือว่าสุข เที่ยง เป็นตัวตน เวทนาก็เป็นทุกข์ จิตไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา. แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังสำคัญว่าสุข เที่ยง เป็นตัวตน ในเวทนา จิต ธรรมนั้น ด้วยทรงแสดงความเป็นทุกข์เป็นต้นในเวทนา จิต ธรรมนั้นแก่สัตว์เหล่านั้นจึงตรัสสติปัฏฐาน ๓ ที่เหลือเพื่อละวิปัลลาสเหล่านั้นเสีย เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่าที่ตรัสว่า สติปัฏฐาน ๔ ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ก็เพื่อละความสำคัญผิดว่างาม สุข เที่ยงและตัวตนเสีย ดังที่กล่าวมานี้. มิใช่เพื่อละวิปัลลาสอย่างเดียวเท่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ที่ตรัสสติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อละ โอฆะ โยคะ อาสวะ คัณฐะ อุปาทาน และอคติ อย่างละ ๔ ด้วย เพื่อกำหนดรู้อาหาร ๔ อย่างด้วย พึงทราบในที่มาในปกรณ์ (บาลี) เท่านี้ก่อน.

ขยายความศัพท์
ตัณหาจริต - พวกโลภมาก พวกอยากได้ รักความสุข แสวงหาความสุข
ทิฏฐิจริต - คิดมาก ชอบตีค่า เจ้าความคิด ชอบวิจารณ์ เจ้าลัทธิ เจ้าอุดมการณ์
ปัญญากล้า - คือสติปัญญาแตกฉาน แยกแยะ และเห็นความจริงได้
ปัญญาอ่อน - ไม่ได้แปลว่าโง่ แค่ยังไม่เห็นความจริง

ว่าโดยย่อเท่านี้ก่อน

วันจันทร์ที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ไปวัดมา

เมื่อปลายเดือนตุลาคม

ใช้เวลาวันหยุด นั่งรถไปที่ยโสธร ... วัดป่าคำม่วง วัดสาขาวัดหนองป่าพง

ทีแรกเห็นว่า พระอาจารย์ โรเบิร์ต สุเมโธ จะมา

เคยฟัง file เสียงท่านมาแล้ว ชอบที่ท่านเทศน์เหมือนกัน แนวคิดและการเล่าเรื่องแบบตะวันตก

แต่เอามาเล่าในวิถีพุทธ ให้ความแตกต่างทางแนวคิดดีเหมือนกัน



แต่ท่านก็ไม่ได้มา 5555



ไม่เป็นไร เพราะยังไง ก็ได้กราบหลวงตาชู กับพระจากวัดพรหมประปา พระอาจารย์เรืองฤทธิ์

เราก็ได้สอบถามเรื่องการปฏิบัติ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

หลวงตาชู สอนว่า "ให้มีอุเบกขากับอารมณ์ ไม่ีมีดี ไม่มีร้าย ให้ใช้อุเบกขา ในการรับรู้"



ส่วน พระอาจารย์เรืองฤทธิ์ นั้นสอนว่า "ที่เรายังตัดกิเลศไม่ได้ เป็นเพราะเราเห็นว่ามันเป็นของดี มีของดีอยู่ใกล้ ก็เลยไปหยิบไปคว้ามันไว้ ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อปัญญาแก่รอบขึ้น ก็จะเห็นว่ามันเป็นของไม่ดี ของสกปรก เมื่อนั้นเราจะวางมันลงเอง และไม่อยากหยิบมันขึ้นมาอีกหรอก"

ตอนท้ายเราต้องรีบลากลับก่อน ท่านยังบอกอีกว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก".



เอ๊ะยังไง 5555 ก็งง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามท่่านอีก กราบลาแล้วก็รีบกลับกรุงเทพมาเลย

ไปต่างจังหวัดแล้วดีมาก ๆ บรรยากาศเค้าดีจริง สงบ ร่มใจ แค่อยู่ในวัด ใจก็นิ่ง มีสติเกิดถี่แล้ว



ขอบพระคุณพระอาจารย์ทั้งสองท่ามาก ๆ ครับ