ค่ำคืนวันพ่อ ที่ไหน ๆ ในกรุงเทพ ก็จัดงานฉลองกันเป็นปกติ
ผมกับเพื่อน ๆ นั่งทานข้าว อยู่ท้ายซอยข้าวสาร ที่ประจำที่เรานัดรวมตัวกันก่อนจะออกเที่้ยว
บ่อยครั้งที่ผมได้มาที่นี่ แต่วันนี้บรรยากาศดูแปลกตา
ฝรั่งหลายคนยืนปะปนอยู่กับคนไทย หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเทียนในมือกันคนละเล่ม
แสงเทียนอุ่น ๆ วาดไปตามใบหน้า กลืนไปกับผมสีเหลืองทอง ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ใจนึงก็คิดนะว่า เขาจะรู้ความหมายของสิ่งที่อยู่ในมือเขาหรือเปล่านะ
แม้แต่คนไทยเองก็เถอะ เราถือเทียนแท่งนี้กันด้วยศรัทธาหรืออย่างอื่นกันแน่
สิ้นเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี เสียงไชโยดังขึ้นไปทั่ว สู้กับเสียงพลุที่ถูกจุดขึ้น ทั่วกรุงเทพฯ
ผมยืนแหงนหน้าดู การแสดงบนพื้นสีดำที่กว้างคลุมทุกอย่างไว้
แดง ส้ม เหลือง ม่วง น้ำเงิน สีสันของพลุที่วาดแผ่นฟ้าแทนดวงดาว
เสียงตูมตามเป็นระยะ กลบเสียงเซ็งแซ่ของคนเดินถนน
นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน บรรยากาศอย่างนี้ ถ้าได้ยืนดูกับคนที่รักเรา ... คืนนี้คงจะเร่าร้อนและอบอุ่น
ราวตี 2 ร้านต่าง ๆ ก็เริ่มปิด แวะไปทานข้าวมือสุดท้ายของวันกันที่ ผัดไทประตูผี
ผัดไทธรรมดาๆ ที่เวลากินจะรู้สึกอะไรขึ้น ถ้าได้มานั่งกินที่นี่เวลาอย่างนี้
ทานกันเสร็จก็แยกย้าย ผมกับเพื่อนอีกสองคนที่เหลือ
เดินคุยกันไปเรื่อย ๆ เพื่อจะกลับไปขึ้นรถที่ถนนราชดำเนิน
สี่แยกราชดำเนิน เต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์ เสียงบรึ่ม บรึ่ม จากท่อที่ผ่านการตกแต่ง
รถกว่าร้อยคันจอดปิดสี่แยกไว้ เพื่อเปลี่ยนถนนให้กลายเป็นสนามประชันความเร็ว
คันที่เหลือแยกย้ายกันจับจองจุดเฝ้าชมการแข่งขัน ตามสองข้างทางของถนน
ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่อง เราเลยไปโบกรถแท๊กซี่ ที่ริมถนน
ขณะที่รถสีชมพู หักเข้ามาเพื่อจะได้รับผู้โดยสารขึ้นรถ
รถมอเตอร์ไซ ก็พุ่งสวนขึ้นมาจากทางด้านหลัง และกำลังจะถูกเบียดเข้าข้างทาง
ผมมองเห็นแววตา ตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูกของหนุ่มนักซิ่งคนนั้น
และแฟนสาวที่นั่งอยู่ด้านหลัง ก็ไม่มีสภาพไ่ม่ต่างกันมากนัก
อาจจะเพราะเหตุการณ์ เกิดขึ้นเร็วมาก หรือความตกใจ กัดกินการตัดสินใจไปหมด
รถจึงวิ่งเสียดสีกับด้านข้างรถยนต์ จนปะทะเข้ากับกระจกมองหลัง
เพื่อนเราสองคน กรี้ดออกมาเบาๆ และถอยออกมาไกลจากถนน
น้องสองคนนั้นเสียหลักในทันที และพุ่งมาทางทางเดิน เหมือนนกบินอยู่ถูกยิงเข้าที่ปีก
รถเสียหลัก พุ่งไปด้านหน้า และเริ่มเอียงไถลไปตามพื้นถนน
คนขับและคนซ้อนก็ ตกใจเกินกว่าจะทำอะไรได้ ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฏฟิสิกส์
ผมเคยอ่าน เรื่องราวของคนอื่นเกี่ยวกับการเกิด สติ และสมาธิในเวลาคับขันมาก็มาก
แต่นี่พึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับตัว ในสถาณการณ์ที่มันคับขัน และรวดเร็วอย่างนี้
ตอนที่ได้ยินเสียงปัง!!! ของการปะทะจากรถทั้งสองคัน
ผมเห็นตัวเองกระตุกเล็กน้อย จะด้วยความตกใจ หรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์
ที่อาจจะนำพาอันตรายมาให้ก็ไม่ทราบ แต่ในใจ เรากลับนิ่งอย่างประหลาด
การรับรู้ด้านเวลาของผมยังเหมือนเดิม เวลาไม่ได้เหมือนจะเดินช้าแบบ The Matrix
แต่เป็นสมองกับความคิดต่างหากที่เหมือนจะทำงานเร็วขึ้น
สิ่งแรกที่คิดถึง คือเพื่อนสองคนว่าจะเป็นยังไงบ้าง สายตาผมยังจับจ้องอยู่ที่เหตุการณ์ตรงหน้า
และมองเห็นรถที่กำลังพุ่งตรงมา แต่กลับรับรู้ว่าทั้งคู่กำลังจะหลุดออกไปจากกรอบการมองเห็น
รถจักรยานยนต์กำลังเอียงตัวลง ผมคำนวนจุดตกคร่าว ๆ ของรถว่า ถ้าล้มลงจะล้มลงตรงไหน
แล้วขยับตัวเล็กน้อย เพื่อจะไปยืนใกล้ ๆ ตรงนั้น ในใจตอนนั้นคิดว่า
ถ้ารถล้มลงแล้วหัวน้องเค้าฟาดพื้นคงจะอันตรายนะ อย่างน้อยก็เอาขาไปกันฟุตบาทไว้หน่อย
โดน ADDA ถีบก็คงจะเจ็บน้อยกว่า ฟาดกับคอนกรีตแหละ
รถพุ่งเข้ามาเร็วมาก และกำลังจะถึงตัว แต่กลับมีเวลาไปพิจารณาข้อมูลทีละอย่าง อย่างน่าแปลก
ดูสีหน้าของคนขับ ที่คิ้วขมวดจับจ้องไปที่พื้น แต่กลับไม่คิดขยับร่างกายเพื่อ แก้ไขสถานการณ์
เห็นคนซ้อน ที่มองหน้าคนขับเหมือนตั้งใจจะว่ากล่าว ในเวลาที่จะรอดรึเปล่ายังไม่รู้
เห็นรถที่ค่อย ๆ ล้มลง และพุ่งเข้ามา ผมเองก็ขยับตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อรับมือ
แต่ดูเหมือน ความรู้สึกว่า กำลังจะชนคน มีมากกว่าความตกใจ ทั้งคู่จึงเอียงตัวไปอีกด้าน
ทำให้ดึงรถที่กำลังจะล้ม ตั้งลำขึ้นไปใหม่ แต่สุดท้ายก็ปะทะเข้ากับทางเดินอยู่ดี และจอดสนิท
เหตุการณ์ดูเหมือนจะจบลงแล้ว ผมเลยรีบส่งเพื่อน ๆ ขึ้นรถกลับ
แต่ด้วยความที่รู้สึกว่าสมาธิยังคม อยู่นั้นเลยอยากจะพิจารณาสิ่งที่เกิดกับตัวเองเมื่อครู่ต่ออีกหน่อย
เลยเดิน ๆ ดูคนแข่งรถและแสงไฟอยู่แถวนั้นอีกสักพัก กว่าจะกลับถึงบ้านก็ตีสี่ตีห้าเลยทีเดียว
เป็นอีกวันที่ได้เห็นว่าชีวิตตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างจากการได้เจริญสติ
ภาพเบลอ ๆ หน่อยเพราะถ่ายจากกล้องมือถือ ในสภาพแสงไม่พอ
ปิดถนน และแข่งรถกันที่ถนนราชดำิเนินตอนราวตีสามกว่า ๆ