อยู่มาก็ตั้งนาน พึ่งจะมารู้สึกตัวเอาตอนนี้ ว่าโลกเรานี่มันเป็นสามมิตินะเนี่ย
เปิดเรื่องมายังงี้คนคงหาว่าเราบ้า โลกมันก็เป็นสามมิติของมันมาตั้งนาน ทำไมพึ่งจะคิดได้
จริง ๆ คือ เราพึ่งจะมารู้สึกเอาเมื่อไม่นานมานี้เอง ว่าภาพที่ตาเห็น มันไม่ได้เห็นแต่รูปนะ
แต่มันมีมิติ ความตื้นลึก แฝงอยู่ด้วย
อะ ๆ สงสัยอีกหละสิ ว่าติงต๊องอะไรขึ้นมา ถึงพึ่งมารู้ว่ามันตื้นลึก ด้วย ปกติใครเห็นก็รู้ว่ามันใกล้ไกลเท่าไหร่อยู่แล้ว
แต่ที่เราพึ่งจะมารับรู้เนี่ย มันต่างกับที่เคยรับรู้มาก่อนนิดหน่อย
ภาพที่เมื่อก่อนเห็น ไม่ใช่สิ ภาพที่ปกติเราเห็น จะเป็นภาพ เหมือนกับภาพสองมิติธรรมดา ๆ
จะรู้ว่าอะไรใกล้อะไรไกล ส่วนมากก็มาจากการเปรียบเทียบ กับสิ่งอื่น ๆ หรือองค์ประกอบภายนอกเสียมากกว่า
อย่างรถเข็นจอดอยู่ข้างทาง คุณก็จะรู้ว่ามันอยู่ห่างแค่ไหน โดยการไล่ ๆ ระยะไปตามพื้นถนน แล้วประมาณว่าไกลแค่ไหน
เป็นการรับรู้แบบมีสิ่งเปรียบเทียบ โดยรอบ ถึงรู้ว่าอะไรอยู่ใกล้ อยู่ไกลกว่าอะไรบ้าง
แต่ภาพที่เห็นก็เป็นเหมือนภาพ พื้น ๆ 2 มิติธรรมดา
แต่ภาพที่พึ่งจะได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้เนี่ย มันไม่ได้เห็นแค่จากตาเท่านั้น
(จริง ๆ ก็เห็นที่ตาเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่มีความรู้สึกแปลก ๆ เข้ามาด้วย)
คือ เรารู้สึกถึงความตื้นลึกของวัตถุประกอบเข้าไปกับภาพด้วย รู้สึกถึง space ที่อยู่ระหว่าง
ตัวเรากะวัตถุชิ้นนั้น โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งเปรียบเทียบ หรือสิ่งอ้างอิงอื่นๆ
ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ ว่ามันต่างกันยังไง
นึกถึงเวลาคุณดูหนังเรื่อง matrix ในโรงหนังธรรมดา ไม่ว่าภาพจะสวยสมจริงยังไง
คุณก็เห็นมัีนเป็นแค่ภาพ ถึงคุณจะรู้ตื้นลึกของวัตถุแต่ละชิ้นในหนังแต่คุณก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันใกล้ไกลแค่ไหน
เทียบกับเวลาคุณดูหนังเรื่องเดียวกัน คุณภาพเดียวกัน แต่ไปดูโรง imax
นีโอ โดดเตะทีนี่ เหมือนจะเอาเท้ามาลูบหน้าเราเสียอย่างนั้น
อันนี้แหละคือความรู้สึกด้านมิติที่ผมพึ่งพล่ามไปเมื่อตะกี้
ยอมรับตามจริงเลยว่า ไม่เคยรู้สึกถึงความรู้สึกเกี่ยวกับ space ที่ว่านี่เลยสักครั้ง
ไม่เคยนึกเอะใจด้วยซ้ำว่า ภาพที่เห็นนี่ มันมีความรับรู้ด้านระยะทางเจออยู่ด้วย
สมัยเด็ก ๆ ก็เคยเล่น ที่ให้ถือปากกาไว้มือหนึ่ง ปลอกปากกาอีกมือหนึ่ง
หลับตาหนึ่งข้าง แล้วให้เราเลื่อนปากกาให้เข้าพอดีกับปลอก
ตอนลืมตา นี่ทำได้ง่าย ๆ เลย แต่พอหลับตาข้างนึง
ส่วนมากจะเลื่อนมาไม่ตรงกันสักที นาน ๆ จะฟลุกทำได้ซะครั้งหนึ่ง
แต่นั่นก็เพราะเป็นการจำได้ทางร่างกาย ว่าอยู่ตำแหน่งประมาณนี้จะเสียบได้พอดี
นั่นก็เพราะการหลับตาข้างหนึ่งจะทำให้เราสูญเสีย การรับรู้ทางด้านระยะทางไป
ทำให้ภาพที่เราเห็นกลายเป็นภาพสองมิติไปจริง ๆ เราไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรอยู่ใกล้
หรือไกลตาเรากว่ากัน โดยไม่มีสิ่งอ้างอิงถึงระยะห่าง
แต่ถ้าลืมตา เราก็จะบอกได้ว่าอะไรใกล้กว่า หรือไกลกว่า โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอ้างอิงเท่าไหร่
ก็พอลองทำการทดลองหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับการมองเห็นของตัวเอง
ผมก็ได้ข้อสรุปว่า โดยปกติ ภาพที่ผมเห็นเนี่ย ผมรับรู้มันคล้าย ๆ กับภาพที่มองเห็น
จากการหลับตาข้างนึง คือไม่ได้พึ่งการรับรู้ด้านระยะทางซักเท่าไหร่ (จริง ๆ คือแทบไม่มีเลย)
เราจะใช้การรับรู้ด้านระยะทาง มาช่วย calibrate บ้าง เวลาร่างกายต้องทำงานเกี่ยวกับระยะทาง
อย่างเช่นเวลาหยิบของ เวลาใส่ปลอกปากกา เวลากดเบอร์โทรศัพท์ เวลายื่นเงินให้แม่ค้า เวลารับเงินทอน
ซึ่งใช้นิดหน่อย จริง ๆ จน ปกติผมแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่า ร่างกายผมมีความสามารถด้านนี้อยู่ด้วย
แต่่ที่มันเป็นเรื่องใหญ่จนต้องเอามาเขียนนี่ ก็เป็นเพราะบังเอิญวันนึง
กำลังทำสมาธิเดินรู้กายไปเรื่อย ๆ แล้วสงสัยจิตมันดันไปจับเอาความรู้สึกตรงนี้เข้า
มันก็เลยเห็นชัดมาก ๆ เหมือนกำลังเดินอยู่ดี ๆ เรตินาบ้าน ๆ ของเรา กลายเป็นจอ imax สุดหรูซะงั้น
ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า มันก็เป็นจอ imax อยู่แล้ว แค่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ใส่แว่น
อยู่ ๆ ก็เหมือน มีคนเอาแว่นมาใส่ให้
เป็นความสุดยอดอลังการงานสร้างมาก ตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็น
เหมือนจะรู้สึกถึง space ระหว่างเรากับของทุกอย่างที่มอง เหมือนดำอยู่ใต้น้ำ
แล้วรู้สึกถึงมวลน้ำ ที่คั่นอยู่ระหว่างเรากับปลาตัวน้อย แล้วก็ปะการัง
อารมณ์คงคล้าย ๆ เรื่อง hunter x hunter ตอนแผ่พุ่งเน็นออกไปรอบ ๆ นั่นแหละ
แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจัด เลยคิดมาก จนมันหายไปเลย
เห็นแค่ไม่กี่วิเอง ... เสียดาย ๆ
ก็เลยมานั่งวิจัยต่อ ลองนู่น ลองนี่ จนเอามาสรุปเขียนให้ดูที่ข้างบน
ก็แปลกดีที่ร่างกายเราเองแท้ ๆ
ไอ้ที่เจอมานั่น ก็เห็นอยู่เป็นปกติ อยู่ทุกวัน
แต่กลับไม่เคยรู้สึกถึงมันเลยสักติ่งหนึ่ง
ไม่สิ ต้องบอกว่าร่างกายเราอะ มันรับรู้ แต่เราเองต่างหากที่ไม่เคยรู้ว่ามันมี
ว่าง ๆ ก็ลองเอาไปเล่นกันดูครับ แต่อย่าทดลองมาก จะปวดตาเอา
แล้วโลกที่คุณมองเห็นหละ ... มีกี่มิติ?
วันพุธที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
วันศุกร์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
นับ 1 ใหม่ ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้
1 สัปดาห์กับการกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดา
เห็นโลกอย่างที่เคยเห็นมาทั้งชีวิต
หลง อย่างที่หลงมาตลอดยี่สิบกว่าปี
ฟุ้งซ่านอย่างที่เป็นมาตั้งแต่จำความได้
ถามตัวเองทุกครั้งที่ตื่น ว่าวันนี้เราจะกลับไปเป็นอย่างเดิมไหม
ทบทวนทุกครั้งพอตกค่ำ ว่าตลอดวัน เกิดอะไรกับตัวเอง
ภาวนาก่อนนอน ว่าช่างมันวันนี้ หลับตาก็ตายแล้ว ตื่นมานับหนึ่งใหม่
วนไปวนมาอยู่เป็นอาทิตย์แล้ว
สงสัยจะเป็นเพราะอยากปฏิบัติมากเกินไป อะไร ๆ มันเลยไม่เป็นอย่างที่อยากจะให้เป็น
พอมานึกว่า อย่าไปจับจ้องขนาดนั้น รู้ก็รู้ ก็ตามรู้ไป ไม่ฝืน ไม่บังคับ
ก็เพี้ยนไปเป็น รู้ก็ช่างไม่รู้ก็ช่าง หนักเข้าก็ถึงกับ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เด๋วจะรู้มันก็รู้เอง
ถ้าจะถามตัวเองว่าช่วงหนึ่งสัปดาห์นี้ มีสติบ้างไหม
ก็คงตอบแบบเข้าข้างตัวเองหน่อย ๆ ว่า มีสติอยู่บ่อย ๆ
เพราะความเคยชินที่เห็นลมหายใจอยู่เป็นประจำ ทำให้กลับมารู้ลมหายใจเป็นระยะ ๆ
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นการเห็นแบบ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รุ้อะไรเลยจริง ๆ
แค่ไหว ๆ แล้วก็ไปจับอยู่ที่ลมเข้าออก สักพักก็เผลออีก แล้วก็ไหว ๆ ขึ้นมาก็กลับไปอยู่เข้าออก
ได้ความรู้ระดับจินตมยปัญญาว่า กายนี้ ใจนี้มันไม่ใช่ของเรา เพราะสุดปัญญาจะไปบังคับมันจริง ๆ
แต่ก็ไม่เห็นความก้าวหน้าอย่างอื่นใดเกิดขึ้นอีก
"แอบท้อ"
ท้อก็รู้ว่าท้อ
"แต่ก็ยังท้ออยู่ดี"
ยังอยากท้อต่อก็ให้รู้ว่าอยากท้อต่อ
นับหนึ่งใหม่
"อยากทำก็ให้รู้ว่าอยากทำ"
-*- อยากได้อุบาย มาช่วยให้มีสติบ่อยจัง
สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์จึงหมดไปโดยไม่ได้เขียนอะไรเลย
แต่ดูเหมือนการไ่ม่เขียนก็ไม่ใช่ทางอีก
เพราะตอนที่เขียนเราก็ยังพยายามพิจารณาความเปลี่ยนแปลง
แต่พอไม่เขียนนี่ เหมือนช่างหัวมันไปเสียหมด
สุดท้ายก็เลยกลับมาเขียนดีกว่า
ไม่เป็นไร นับ 1 ใหม่อีกรอบ
แต่คงต้องไปหาอุบายมาให้มันเกิดมานะมากกว่านี้ซะหน่อยแล้ว
ชักถดถอยลงทุกวัน ทำมาได้แค่แป๊ปเดียวก็ท้อซะแล้ว แย่จริง ๆ
"ท้อก็รู้ว่าท้อ อย่าไปปรุงแต่ง 555"
เห็นโลกอย่างที่เคยเห็นมาทั้งชีวิต
หลง อย่างที่หลงมาตลอดยี่สิบกว่าปี
ฟุ้งซ่านอย่างที่เป็นมาตั้งแต่จำความได้
ถามตัวเองทุกครั้งที่ตื่น ว่าวันนี้เราจะกลับไปเป็นอย่างเดิมไหม
ทบทวนทุกครั้งพอตกค่ำ ว่าตลอดวัน เกิดอะไรกับตัวเอง
ภาวนาก่อนนอน ว่าช่างมันวันนี้ หลับตาก็ตายแล้ว ตื่นมานับหนึ่งใหม่
วนไปวนมาอยู่เป็นอาทิตย์แล้ว
สงสัยจะเป็นเพราะอยากปฏิบัติมากเกินไป อะไร ๆ มันเลยไม่เป็นอย่างที่อยากจะให้เป็น
พอมานึกว่า อย่าไปจับจ้องขนาดนั้น รู้ก็รู้ ก็ตามรู้ไป ไม่ฝืน ไม่บังคับ
ก็เพี้ยนไปเป็น รู้ก็ช่างไม่รู้ก็ช่าง หนักเข้าก็ถึงกับ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เด๋วจะรู้มันก็รู้เอง
ถ้าจะถามตัวเองว่าช่วงหนึ่งสัปดาห์นี้ มีสติบ้างไหม
ก็คงตอบแบบเข้าข้างตัวเองหน่อย ๆ ว่า มีสติอยู่บ่อย ๆ
เพราะความเคยชินที่เห็นลมหายใจอยู่เป็นประจำ ทำให้กลับมารู้ลมหายใจเป็นระยะ ๆ
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นการเห็นแบบ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รุ้อะไรเลยจริง ๆ
แค่ไหว ๆ แล้วก็ไปจับอยู่ที่ลมเข้าออก สักพักก็เผลออีก แล้วก็ไหว ๆ ขึ้นมาก็กลับไปอยู่เข้าออก
ได้ความรู้ระดับจินตมยปัญญาว่า กายนี้ ใจนี้มันไม่ใช่ของเรา เพราะสุดปัญญาจะไปบังคับมันจริง ๆ
แต่ก็ไม่เห็นความก้าวหน้าอย่างอื่นใดเกิดขึ้นอีก
"แอบท้อ"
ท้อก็รู้ว่าท้อ
"แต่ก็ยังท้ออยู่ดี"
ยังอยากท้อต่อก็ให้รู้ว่าอยากท้อต่อ
นับหนึ่งใหม่
"อยากทำก็ให้รู้ว่าอยากทำ"
-*- อยากได้อุบาย มาช่วยให้มีสติบ่อยจัง
สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์จึงหมดไปโดยไม่ได้เขียนอะไรเลย
แต่ดูเหมือนการไ่ม่เขียนก็ไม่ใช่ทางอีก
เพราะตอนที่เขียนเราก็ยังพยายามพิจารณาความเปลี่ยนแปลง
แต่พอไม่เขียนนี่ เหมือนช่างหัวมันไปเสียหมด
สุดท้ายก็เลยกลับมาเขียนดีกว่า
ไม่เป็นไร นับ 1 ใหม่อีกรอบ
แต่คงต้องไปหาอุบายมาให้มันเกิดมานะมากกว่านี้ซะหน่อยแล้ว
ชักถดถอยลงทุกวัน ทำมาได้แค่แป๊ปเดียวก็ท้อซะแล้ว แย่จริง ๆ
"ท้อก็รู้ว่าท้อ อย่าไปปรุงแต่ง 555"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)