"เพศฆราวาสเป็นทางแคบ เป็นที่มาของฝุ่นละออง ไม่ได้มีหน้าที่ทำมรรคผลนิพพานให้แจ้งเหมือนเพศบรรพชิต"
พึ่งจะเข้าใจกับคำนี้จริง ๆ ก็วันนี้ ตอนได้ยินทีแรก ก็คิดว่าคงจะลำบากบ้าง
แต่
การดูจิต ในเวลาทำงาน ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาพูด ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาคิด ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาอ่าน ทำได้ยาก
การดูจิต ในเวลาฟัง ทำได้ยาก
อย่างวันนี้ ช่วงที่ต้องติดต่องาน ก็ละการดูจิตไปจึงทำงานได้
แต่พอลองดูตามความคิดในเวลางานบ้าง
ยามคิดจะพูด พอเห็นว่าตัวเองอยากจะพูด มันก็ดับลง ไปคิดว่านี่เราอยากพูดนี่นา ทำให้คำพูดกลับลงคอ
ยามคิดจะทำงาน พอเห็นว่าตัวเองเผลอไปคิด ความคิดก็ดับลง กลายเป็นรู้ว่ากำลังคิด
ช่วงแรก ๆ ที่ดูจิตอยู่แล้วจะมาทำงาน เลยทำไม่ค่อยได้ ยังปรับตัวไม่ทัน
เพราะได้ภาวนาไว้ว่า ทุกลมหายใจเข้า ขอให้ข้าพเจ้ามีสติตื่นรู้
และก็ดูเหมือนจะได้ผลดีเสียด้วย ในหลายครั้งที่หายใจเข้า ก็จะมีสติขึ้นมา ว่าเมื่อกี้เผลอไปในอารมณ์ไหน
แต่กลับกลายเป็นว่าทำงานไม่ได้ ในเวลาที่ทำงานอยู่แล้วบังเอิญสติไปรู้ลมหายใจ ทำให้้ห้วงความคิด หลุดหาย
คิดงานต่อไปออก เพราะความคิดดับลงแล้ว หรืออย่างตอนคุย กำลังพูดแล้วไปรู้อารมณ์
ก็เผลอไปดูว่าตัวเองอยู่ไหนอารมณ์ไหน จนกลายเป็นคำพูดแทบจะไม่หลุดออกจากปากไปเสียอย่างนั้น
แต่ช่วงดึก เริ่มจับทางได้
ถ้าเราจะทำงาน เราก็ต้อง เพ่งสติไปที่การทำงาน บอกให้รู้ตัวเองว่ากำลังทำงาน จะได้ไม่เผลอไปดูจิต
ทำไปซักพักก็พอจะปรับตัวได้บ้าง ความคิดไม่ถูกขัดจังหวะเหมือนเดิม
และจากการสังเกตพบว่า ในขณะที่เราทำงาน เราไม่ได้มีสติอยู่กับการทำงานตลอดเวลาจริง ๆ
บ้างทีก็ไปเงี่ยฟังเสียงด้านนอก บ้างก็เอาตาไปสัมผัสรูป บ้างก็เหม่อลอย บ้างก็คิดนอกเรื่อง
มิน่าเล่า คนที่มีสมาธิดี ถึงสามารถสำเร็จการงาน ได้อย่างดี เพราะมีสติรู้อยู่กับกิจการนั้น ๆ ตลอดเวลา
ทำให้ได้ใช้สักยภาพในการคิดอย่างเต็มที่กับงานนั้น ๆ จึงทำให้เข้าใจในงานและผลออกมาดี
การปฏิบัติวันนี้เปลี่ยนแนวนิดหน่อย เพราะจากประสบการณ์เมื่อวาน การปฏิบัติแบบดูกายคงไม่ใช่ทางที่เหมาะกับจริตเรา
เลยเอาเทป อ.ปราโมทย์ มาเปิดฟังอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูความรู้ในการปฏิบัติแบบดูจิตแทน เพราะครั้งก่อนที่ฟัง และปฏิบัติตาม
ดูแนวทางการปฏิบัติแบบนี้้จะเหมาะกับพวกคิดมากแบบเราเสียมากกว่า
(ใครอยากฟังการดูจิตของหลวงพ่อปราโมทย์มีให้โหลดฟังในเว็บ พระธรรมเทศนา ณ.ศาลากาญจนาภิเษก กับ พระธรรมเทศนา ณ สวนสันติธรรม)
ดูจิตแบบนี้ คือให้เรามีสติรู้ขึ้นมาว่า เมื่อกี้สติเราไปทำอะไรมา เป็นการรู้ลงปัจจุบัน ไม่หลงนาน
... "เผลอไปคิดแล้วรู้มั๊ย" ... คำนี้ชอบมาก
เนื่องจากธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะคน ต้องปฏิบัติและเห็นด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ แค่ความรู้ ยังไม่ใช่ทาง
จึงต้องลงมือปฏิบัติและมีความเพียรเท่านั้นจึงจะได้เห็น ใจที่ไม่ติดในอารมณ์
-----------------------------------------------------
ได้กลอนมาตามกำลัง search พระไตรปิฏกเรื่องการปฏิบัติของฆราวาสแล้วไปเจอมา
เลยเอามาลงเก็บไว้อ่าน
จันทราเอ๋ย เจ้าจง ส่งดวงจิต
ฟังบัณฑิต บอกกล่าว ก้าวพ้นทุกข์
ฆราวาส ทางแคบ แบบกลียุกต์
ไม่อาจสุข ในธรรม นำมรรคา
เพราะเป็นทาง สร้างธุลี ที่หมักหมม
ให้จันทร์จม ติดหล่มใหญ่ ในสังสาร์
การออกบวช เป็นมุนี ชื่นชีวา
สุขอุรา อิสระ และเสรี
บัณฑิตใด ตัดใจ จากลาภยศ
เอามือปลด หัวโขน โยนได้นี่
เขาผู้นั้น มั่นจิตน้อม พร้อมบารมี
เป็นเถรี ที่ถึงพร้อม น้อมพากเพียร
ขออวยพร ให้จันทรา ปัญญาเกิด
เป็นผู้เลิศ ในธรรม นำสิ้นเสี้ยน
อกุศล เจ้าจงปราบ ได้ราบเตียน
คุณความเพียร จงนำเจ้า เข้านิพพาน ฯลฯ
via : http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/view.php?No=263
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น