วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ตาสองชั้น

วันนี้ไปส่งของที่ไปรษณีย์ เนื่องจากได้คิวยาวมาก เราก็เลยไปนั่งรอ
แล้วก็ทำกิจวัตรที่ทำประจำในช่วงนี้เวลาที่ว่าง นั่นคือการนั่งดูลมหายใจ
ปกติเรานั่งดุลมหายใจ เราจะดูในอริยบทนั้น ๆ เลย อย่างยืนอยู่ ถ้าว่างก็ดูต่อเลย
ไม่ได้หาที่สงบ หรือ หลับตา แต่อย่างใด แต่คราวนี้ ที่ไปรษณืย์ มันคนเยอะมาก (ทำให้คิวยาว)
บรรยากาศก็วุ่นวาย ๆ นั่งไปสักพัก ดูเหมือนจิตมันจะแวบไปนู่นไปนี่บ่อยไปหน่อย
ไม่ค่อยได้ตามลมหายใจ เราก็เลยนั่งหลับตาลง ค่อย ๆ ดูลมหายเข้าออก ไปเรื่อย ๆ
พอทำสมาธิไปสักพัก ก็รู้สึกเหมือนกับมีอีกตาหนึ่งที่จะหลับลงมา
ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่เหมือนกับเรามีเปลือกตาอยู่สองชั้น ชั้นแรกที่หลับลงมา
คือเปลือกตามที่เราใช้มาทั้งชีวิต บังคับมันหลับบ้าง มันกระพริบเองบ้าง
แต่เปลือกอีกอัน อันนี้เราจำได้ว่า เคยรู้สึกยังงี้ ตอนก่อนจะหลับไป
ลองสังเกตุดูก็ได้ ตอนเวลานอน เราจะเริ่มจากปิดเปลือกตาก่อน
แต่ตอนนั้นเราจะยังไม่ได้นอนหลับไป แล้วมันจะมีอีกอันปิดลงมา ซึ่งถ้าอันนี้ปิดลงมา เราจะหลับไปเลย
สติจะหายไป แล้วกลายเป็นนอนหลับไปเลย ปกติมันจะเป็นชั่วแวบเดียว มันปิดลงแว็บเดียว
สติเราก็แว๊บหายไปด้วย ที่เราเคยเห็นเพราะเวลาต้องอดนอนนาน ๆ แต่ยังมีสติตื่นตัวอยู่ เวลาจะงีบไป
ทั้ง ๆ ที่กำลังเพ่งกับอะไรสักอย่างอยู่ มันจะเห็นตาใจ (ต่อไปนี้จะเรียกเปลือกตาว่าตากายแล้วตาอีกอันว่าตาใจละกัน)
กำลังจะหลับลง นึกภาพเวลาเขียนหนังสือไปพร้อม ๆ กับกำลังจะสัปหงก มันเป็นตาแบบนั้นแหละ
แต่คราวนี้ ตอนนั่งสมาธิในไปรษณีย์ พอตานี้จะปิดลงเราก็นึกว่าเราจะเผลอหลับไป แต่ว่าพอมันปิดลงมา มันกลับไม่ได้ขาดผึงไปเหมือนทุกที กลับมีสติรู้ตัวอยู่จนมันปิดลงมาสนิท แสงนีออนที่แยงผ่านเปลือกตามา
ก็เหมือนจะหายไป เสียงรอบ ๆ ก็เหมือนไกลตัวออกไป รู้ตัวไปทั้งตัว เป็นความนิ่งที่รู้สึกดีมาก ๆ เลย
แต่ตอนรอคิวมันมีขานเบอร์เรียกไปเรื่อย ๆ พอได้ยินเสียง ตาใจปิดไปแว๊บก็เปิดขึ้นมาอีก กลับมาอยู่ในสภาพวุ่นวาย
เราก็ติดใจกับความรู้สึกนั้น ก็พยายาม รวบรวมสติ ให้มันปิดตาใจลงมาอีก นั่งดูกองลมไปสักพัก มันก็ปิดลงมาอีก
วนไปวนมาอยู่ยังงี้ หลัง ๆ เริ่มเห็นตอนปิดลงชัดขึ้น เวลาปิดลงก็สบาย นิ่ง ทั้งที่ตื่นเต้น และแปลกใจกับเหตุการณ์
แต่ก็ดูเหมือนใจมันนิ่ง ๆ เย็น ๆ สบายตัว

มาค้น ๆ ดู ก็ไม่เห็นใครอธิบายไว้ ว่าอาการยังงี้มันเป็นอะไร อาจจะเป็นเราเคลิ้ม ๆ หลับเป็นงีบ ๆ แต่รู้สึกตัว
หรือจะเหมือนกับคนที่วิปัสสนามาดี แล้วรู้ตัวแม้แต่ตอนนอน ก็จะรู้สึกยังงี้รึเปล่า หรืออันนี้เป็นความสุขในสมาธิ
เป็นการติดในสมถะ มันคืออันนี้ไหม ถ้ามันเป็นการติดสมถะก็คงจะสมควร เพราะมันรู้สึกดีจริง ๆ นี่ถ้าไม่ได้
เจอสภาวะนี้ ตอนรอคิวอยู่ คงนั่งไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดเป็นแน่ เพราะตอนนั้นก็ติดใจจริง ๆ และคิดในใจว่าอยากจะดู
ให้มันหนำใจไปเลย มันช่างสุข ช่างสบายเหลือเกิน การปฏิบัติเองแบบไม่มีครูคอยดูให้ มันก็ไม่ดีตรงนี้แหละ เวลา
เจออะไรแปลก ๆ ก็ไม่มีคนดูให้ ไม่มีคนคอยชี้ทาง ก็ใช้วิธีพยายามค้นข้อมูลเยอะ ๆ แล้วก็วิเคราะห์ดูเอา
อีกอย่าง ตั้งแต่มาเขียนบันทึก ก็มีสหายธรรมหลายคนเข้ามาอ่าน ใครพอแนะนำได้ ก็ช่วยเป็นธรรมทานด้วยก็ดีนะครับ

เอกสารต่าง ๆ หรือแม้แต่พระไตรปิฏกเอง จะไม่ค่อยพูดถึงสภาวะต่าง ๆ โดยละเอียด จะพูดถึงเป็นทางไว้เฉย ๆ
ที่เคยได้ยินในเทปหลวงพ่อปราโมทย์ ก็มีพวก เห็นอารมณ์เป็นก้อน ๆ ตัวลอย ขนลุก อะไรพวกนั้นก็ไม่เหมือนกับอันนี้
จริง ๆ เราก็รู้ทางปฏิบัติต่อนะว่า ถึงจะเจอแบบนี้ ก็ให้รู้ให้ดูไปเฉย ๆ แล้วสักวันจิตมันจะตื่นขึ้น แต่ยังไงก็ยังอยากได้
ความรู้มาประกอบอยู่ดี (อย่างนี้เรียกจิตมีโลภะใช่ไหม่เนี่ย)

อันนี้พึ่งเจอพึ่งเคยเห็นเลยรู้สึกแปลกหูแปลกตา อยากค้นหาอีก อยากรู้สึกอีก จงเกิดขึ้นให้มาก จงเกิดขึ้นให้บ่อย
จงให้เราดูมากๆ จงให้เรารู้สึกมาก ๆ -*- ทำไปแวบเดียว กิเลศเกิดเต็มเลย แย่จริง ๆ แต่ถ้าตามรุ้ตามดูไปเฉย ๆ สักพักพอมันรู้มันเห็นมากเข้า ๆ โดยไม่ปรุงแต่ง จิตมันคงวางลงเอง

... มั๊ง

ไม่มีความคิดเห็น: