ช่วงนี้ไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย เพราะเสพแต่ทางเสื่อม
มิน่าเล่าพระพุทธเจ้าถึงได้ให้ สุรา และเพศตรงข้าม เป็นข้อห้ามสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม
ทั้ง ๆ ที่สองสามวันก่อนหน้านี้ การปฏิบัติดีขึ้นมากแล้ว แต่สองวันก่อน ที่ไม่ค่อยได้เขียนเพราะ
วันหนึ่งไปเที่ยวผับ อีกวันหนึ่ง ไปหัวหินกับน้อง สองวันนี้ แทบจะไม่เห็นจิตที่เผลอไปเลย
ผ่านไปทั้งวัน เห็นแค่ครั้งสองครั้ง แต่ข้อดีของการเสื่อมลง คือ ก่อนที่เราเห็นว่า การปฏิบัติไม่พัฒนามาก
แต่พอมันเสื่อมแล้วถึงได้เห็นชัดขึ้น เพราะจิตจำสภาวะ เมื่อตอนปฏิบัติได้ ว่ารู้ตัวอย่างไร มีสติอย่างไร
พอมันเสื่อมแล้วจะกลับมาปฏิบัติ ถึงได้ข้อเปรียบเทียบ อารมณ์กระทบแรง ๆ เราไม่นับ เพราะมันแรงจนเห็นได้
แต่อารมณ์อ่อน ๆ นั้น ตอนนี้จะเห็นได้เหมือน ยามพระอาทิตย์กำลังเคลื่อน ต้องผ่านไปซักพักเราถึงรู้ว่าสภาวะตอนนี้แตกต่างกับสถาวะอื่น ทั้ง ๆ ที่จริง มันก็เคลื่อนตลอดเวลา
ก่อนหน้านี้ ที่ปฏิบัติมา มันเหมือน เห็นพระอาทิตย์ตอนกำลังจะขึ้น หรือกำลังจะตก ชั่วเวลาไม่นานที่มันเปลี่ยน
เราก็เห็นว่ามันเปลี่ยน ในชั่วเดี๋ยวนั้น หรือห่างกันก็ไม่ช้าไม่นาน และมีจิตแอบรู้เป็นแวบ ๆ ว่า ที่จริงมันหนีไปคิด
เยอะกว่านั้นแต่สติเรายังรู้ไม่ละเอียด แล้วเวลารู้ตัว ตอนแวบ ๆ นี่แหละ แปลกมาก มันเงียบ เป็นความรู้สึกว่ารู้
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเสียงพากษ์ ไม่มีความคิด แต่รู้แวบเข้ามา เราทึกทักเอาเองว่าสภาวะนี้ คือการมีจิตรู้ที่แท้จริง
คงจะเป็นความรู้สึกรู้แบบนี้แหละ แต่ตอนรู้สึกนั้นตอนนั้น แค่รู้ เพราะไม่ได้คิดต่อ ไม่ได้ปรุงแต่ง เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
แต่ตอนนี้ที่จิตเสื่อมลง พอจะมาปฏิบัติอีกครั้ง พอมีสติรู้ตัว มันก็ระลึกได้ไปถึงตอนนั้น ทำให้เห็นสภาวะที่มันต่างกัน
ให้เปรียบเทียบ ให้ดูกันชัด ๆ
สองสามวันมานี้จึงไม่ได้อะไรซักเท่าไหร่ แต่็้ได้รู้ว่าสภาวะของจิตเป็นอย่างไร แต่สติมันไม่เกิดเอง จึงไปกำหนดให้มัน
เห็นไม่ได้ แต่เนื่องจากรู้สภาวะรู้สึกนั้น พอกลับมาปฏิบัตอีกที เลยเห็นสภาวะง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่ก็คงต้องพยายามหลีกเลี่ยงทางเสื่อมแบบนี้อีก เพราะกว่าจะกลับมาปฏิบัติได้อีกครั้งก็ไม่ใช่ง่าย
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. มีคนมาทักเราเรื่องการใช้คำผิด ในคำจำกัดความต่าง ๆ ทั้งคำที่บัญญัติไว้ใช้กับความเป็นต่าง ๆ และคำศัพท์ทางพุทธ เลยของออกตัวไว้ตรงนี้ละกันว่า นี่เป็นการบันทึก เพื่อไว้ดูความก้าวหน้าของตนเอง ถ้าบทความไหนที่ไม่ได้อ้างอิงอะไรไว้ นั่นคือเขียนขึ้นสด ๆ จากความจำได้หมายรู้ ให้ถือว่าบทความนั้น เป็นบทความที่อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยคำศัพท์และความเข้าใจของผู้เขียนเอง บางอย่างอาจไม่ตรง หรือใช้คำผิดความหมาย อย่างที่ควรจะใช้ และบทความไหน ที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาวิจัยแล้ว บทความนั้นจะมีอ้างอิง และแหล่งที่มาหรือแหล่งที่ใช้อ้างอิงถึง กำกับในบทความนั้นเสมอ ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังที่อ้าง และเหตุของธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตน จึงอยากให้ผู้อ่าน อ่านบทความนี้เพื่อประกอบความรู้ ไม่ควรใช้อ้างอิง และไม่ควรใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม แต่ควรศึกษาและปฏิบัติตาม จากแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้แน่นอน และถูกต้องด้วยตัวเอง ตัวผู้เขียนเอง ศึกษาหลักๆ จากสองแห่งคือ wimutti.net(สำหรับปฏิบัติ) และ 84000.org (สำหรับอ้างอิง)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น