ช่วงนี้มีทุกข์มาก ๆ เลยมีโอกาสได้ดูชัด ๆ ว่าที่จริง แล้วทุกข์มันเกิดยังไง มายังไงดับยังไง
เวลาที่เรามีความทุกข์มาก ๆ มันจะแน่นในหน้าอก แต่ตอนนั้น ถึงจะคิดเรื่องที่ทุกข์รึไม่มันก็ยังแน่นอยู่ดี
เสร็จแล้ว ถ้าหากเราเผลอไปเมื่อไหร่ จิตมันจะเอาเรื่องต่าง ๆ มาผูกกัน ให้เกิดความนึกถึงในเรื่องที่นึก
อย่างได้ยินเพลง ก็เอาไปคิดต่อ เห็นรูปก็เอาไปคิดต่อ พอคิดไปซักพัก ก็เหมือนความรู้สึกมันอยากที่จะ
คิดให้มาก เศร้าให้มาก อยากซ้ำเติมตัวเอง เรียกง่าย ๆ ว่า ธรรมชาติของทุกข์มันต้อง build
ถ้า build ไม่ขึ้นมันก็ไม่ได้ทุกข์สักเท่าไหร่ ก็แค่ความรู้สึกอย่างนึง ก็แค่เรื่องหนึ่งที่ผ่านมาเท่านั้น
แต่อย่าเผลอให้มันได้build เชียว จะรู้สึกทุกข์หนัก เป็นทุกข์มาก เสียใจมาก
เนื่องจากฝึกสติมาได้สักพัก เลยเห็นทันว่าตัวเองเผลอไปคิด เผลอไปbuild เมื่อไหร่บ้าง
ทีแรกก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน ตอนที่เห็นว่าเผลอเป็นต้องคิด ในเรื่องที่จะโยงไปหาทุกข์อยู่เรื่อย
พอดูทันมันก็ดับลง เผลออีกก็สั่งสมอารมณ์ขึ้นใหม่อีก ผ่านไปซักพัก ก็เริ่มชิน มันไม่ได้เศร้าหรอกนะ
เพราะมันไม่มีโอกาสได้สั่งสมความเศร้า แต่มันก็ขึ้นมาไม่หยุดเสียที
พอเริ่มชินแล้วก็เห็นเป็นเรื่องสนุกไปเสียอย่างนั้น ได้แอบดูมันขึ้น ๆ ลง ๆ
คนเรานี่ก็แปลกดี รู้ทั้งรู้ว่าทำอย่างนี้แล้วจะทุกข์ แต่ก็เหมือนร่างกายพยายามทำให้ตัวเองทุกข์
เสียอย่างนั้น มิน่า พระพทุธเจ้าถึงได้กล่าวว่า กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ของเรา
ตอนนี้การก็รู้แล้วว่าการรับมือกับความทุกข์และความเครียดนั้นก็ง่ายแสนง่าย
ก็แค่อย่าbuild(อย่าสั่งสมอารมณ์อันเดียวกันกับทุกข์นั้น) พอเริ่มไปคิดก็ให้เห็นว่ากำลังคิด
แล้วก็ดับมันลงซะ พอมันไปคิดอีก ก็ดูให้ทันแล้วดับซะ คราวนี้ไม่ว่าทุกข์แค่ไหน ก็เป็นได้แค่
เสียงยุงหวิ่ง ๆ ใกล้ ๆ หูเท่านั้นแหละ สร้างความรำคาญนิดหน่อย แล้วก็ไป มันก็จะวน ๆ อยู่อย่างนั้น
ไล่ตบมัน เราก็เหนื่อยเปล่า มันมาก็ปัด มันมาก็ปัด ก็จบแล้ว ความเศร้าความเครียด มันก็แค่นี้เอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น