วันเสาร์ที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ไม้ท่อนนี้ ยาว หรือ สั้น

"ไม้ท่อนนี้ ยาว หรือ สั้น"
ได้ยินแว่ว ๆ หลวงพ่อปราโมทย์ว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงปล่อยผ่าน ไม่ได้คิออะไร
แต่พึ่งจะมารู้สึกว่ามันโดนใจเอา ก็คราวนี้แหละ
สงสัย พึ่งจะมารู้สึกว่าคำนี้มันช่างพิสดารนัก คงเป็นเพราะไม่เห็นภาพละมั๊ง

ท่านพูดประมาณว่า
"หลวงปู่หยิบไม้เท้าขึ้นมา แล้วถามว่า ไม้ท่อนนี้ยาวหรือสั้น
บางคนก็ตอบยาว บางคนก็ตอบสั้น
แล้วท่านก็บอกว่า ไม้ท่อนนี้มันไม่ได้ยาว ไม่ได้สั้น มันก็มีขนาดเท่านี้แหละ
ที่เราเห็นว่ามันยาว รึมันสั้น มันเป็นเพราะใจเราเองต่างหาก"

พิสดาร(strange) พิสดาร(detailed) พิสดาร(completely)

เออ ทำไมเรานึกไม่ได้เสียแต่แรกนะ
ของมันก็มีสิ่งเทียบคู่ให้ดูอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ
ดี ชั่ว ไกล ใกล้ เร็ว ช้า มาก น้อย ใหญ่ เล็ก สั้น ยาว สูง ต่ำ
เรานึกถึงสิ่งเทียบคู่ตัวไหน ก็แปลว่าเรากำลังเผลอกำลังปรุงแต่งนี่นา
วันนั้นก็เลยแอบสังเกต ดูใจของตัวเองดู
นั่ง Taxi ตอนต้องไปหาลูกค้า รถค่อนข้างเคลื่อนตัวช้า ก็รู้สึกว่ามันช้ามาก ๆ
ก็เห็นว่า อ่อ นี่เรากำลังอยากไปให้เร็ว เราเลยรู้สึกว่าช้า
ก็เลยช่างหัวมัน ... 5555 .... ไปหาลูกค้าสายเลย

ก็เลยได้วิธีดูอีกอย่างละ ถ้าตอนไหนที่เรานึกถึงไอ้ของที่มันมีคู่ขึ้นมา
ก็แสดงว่าลึก ๆ ในใจเรากำลังต้องการในสิ่งที่ตรงกันข้าม หรือเทียบเคียงกับอีกสิ่งหนึ่ง
ก็ตามไปแอบดูว่าจิตกำลังไปแอบทำอะไรไม่ให้เรารู้กันนะ

เจ๋ง ๆ
ไม้ท่อนนี้ ยาวหรือสั้น
พิสดารจริง ๆ


ปล. พึ่งรู้ว่าคำว่า "พิสดาร" ในประโยค "คำกราบบังคมทูลที่ถวายพระเจ้าอยู่หัวนั้นจะได้รับการบันทึกโดยพิสดาร" แปลว่าบันทึกโดยละเอียด ... ก็ว่า ทีแรกอ่านแล้วก็งง ทำไมต้องบันทึกให้พิสดาร(strange)ด้วย ที่แท้เค้าก็บันทึกโดยพิสดาร(completely)นี่เอง
ปล2. นอกเรื่องสุดขีด แล้ว "เกาะแก้วพิสดาร" ในเรื่องพระอภัยมณี เป็นเกาะที่มีทรายละเอียดเหมือนแก้วอยู่มากมาย หรือเป็นเกาะที่มีแก้วที่ชวนให้พิศวง

วันพุธที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

โลกสามมิติ

อยู่มาก็ตั้งนาน พึ่งจะมารู้สึกตัวเอาตอนนี้ ว่าโลกเรานี่มันเป็นสามมิตินะเนี่ย

เปิดเรื่องมายังงี้คนคงหาว่าเราบ้า โลกมันก็เป็นสามมิติของมันมาตั้งนาน ทำไมพึ่งจะคิดได้

จริง ๆ คือ เราพึ่งจะมารู้สึกเอาเมื่อไม่นานมานี้เอง ว่าภาพที่ตาเห็น มันไม่ได้เห็นแต่รูปนะ
แต่มันมีมิติ ความตื้นลึก แฝงอยู่ด้วย

อะ ๆ สงสัยอีกหละสิ ว่าติงต๊องอะไรขึ้นมา ถึงพึ่งมารู้ว่ามันตื้นลึก ด้วย ปกติใครเห็นก็รู้ว่ามันใกล้ไกลเท่าไหร่อยู่แล้ว

แต่ที่เราพึ่งจะมารับรู้เนี่ย มันต่างกับที่เคยรับรู้มาก่อนนิดหน่อย

ภาพที่เมื่อก่อนเห็น ไม่ใช่สิ ภาพที่ปกติเราเห็น จะเป็นภาพ เหมือนกับภาพสองมิติธรรมดา ๆ
จะรู้ว่าอะไรใกล้อะไรไกล ส่วนมากก็มาจากการเปรียบเทียบ กับสิ่งอื่น ๆ หรือองค์ประกอบภายนอกเสียมากกว่า
อย่างรถเข็นจอดอยู่ข้างทาง คุณก็จะรู้ว่ามันอยู่ห่างแค่ไหน โดยการไล่ ๆ ระยะไปตามพื้นถนน แล้วประมาณว่าไกลแค่ไหน
เป็นการรับรู้แบบมีสิ่งเปรียบเทียบ โดยรอบ ถึงรู้ว่าอะไรอยู่ใกล้ อยู่ไกลกว่าอะไรบ้าง
แต่ภาพที่เห็นก็เป็นเหมือนภาพ พื้น ๆ 2 มิติธรรมดา

แต่ภาพที่พึ่งจะได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้เนี่ย มันไม่ได้เห็นแค่จากตาเท่านั้น
(จริง ๆ ก็เห็นที่ตาเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่มีความรู้สึกแปลก ๆ เข้ามาด้วย)
คือ เรารู้สึกถึงความตื้นลึกของวัตถุประกอบเข้าไปกับภาพด้วย รู้สึกถึง space ที่อยู่ระหว่าง
ตัวเรากะวัตถุชิ้นนั้น โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งเปรียบเทียบ หรือสิ่งอ้างอิงอื่นๆ

ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ ว่ามันต่างกันยังไง
นึกถึงเวลาคุณดูหนังเรื่อง matrix ในโรงหนังธรรมดา ไม่ว่าภาพจะสวยสมจริงยังไง
คุณก็เห็นมัีนเป็นแค่ภาพ ถึงคุณจะรู้ตื้นลึกของวัตถุแต่ละชิ้นในหนังแต่คุณก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันใกล้ไกลแค่ไหน
เทียบกับเวลาคุณดูหนังเรื่องเดียวกัน คุณภาพเดียวกัน แต่ไปดูโรง imax
นีโอ โดดเตะทีนี่ เหมือนจะเอาเท้ามาลูบหน้าเราเสียอย่างนั้น

อันนี้แหละคือความรู้สึกด้านมิติที่ผมพึ่งพล่ามไปเมื่อตะกี้
ยอมรับตามจริงเลยว่า ไม่เคยรู้สึกถึงความรู้สึกเกี่ยวกับ space ที่ว่านี่เลยสักครั้ง
ไม่เคยนึกเอะใจด้วยซ้ำว่า ภาพที่เห็นนี่ มันมีความรับรู้ด้านระยะทางเจออยู่ด้วย

สมัยเด็ก ๆ ก็เคยเล่น ที่ให้ถือปากกาไว้มือหนึ่ง ปลอกปากกาอีกมือหนึ่ง
หลับตาหนึ่งข้าง แล้วให้เราเลื่อนปากกาให้เข้าพอดีกับปลอก
ตอนลืมตา นี่ทำได้ง่าย ๆ เลย แต่พอหลับตาข้างนึง
ส่วนมากจะเลื่อนมาไม่ตรงกันสักที นาน ๆ จะฟลุกทำได้ซะครั้งหนึ่ง
แต่นั่นก็เพราะเป็นการจำได้ทางร่างกาย ว่าอยู่ตำแหน่งประมาณนี้จะเสียบได้พอดี

นั่นก็เพราะการหลับตาข้างหนึ่งจะทำให้เราสูญเสีย การรับรู้ทางด้านระยะทางไป
ทำให้ภาพที่เราเห็นกลายเป็นภาพสองมิติไปจริง ๆ เราไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรอยู่ใกล้
หรือไกลตาเรากว่ากัน โดยไม่มีสิ่งอ้างอิงถึงระยะห่าง
แต่ถ้าลืมตา เราก็จะบอกได้ว่าอะไรใกล้กว่า หรือไกลกว่า โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอ้างอิงเท่าไหร่

ก็พอลองทำการทดลองหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับการมองเห็นของตัวเอง
ผมก็ได้ข้อสรุปว่า โดยปกติ ภาพที่ผมเห็นเนี่ย ผมรับรู้มันคล้าย ๆ กับภาพที่มองเห็น
จากการหลับตาข้างนึง คือไม่ได้พึ่งการรับรู้ด้านระยะทางซักเท่าไหร่ (จริง ๆ คือแทบไม่มีเลย)
เราจะใช้การรับรู้ด้านระยะทาง มาช่วย calibrate บ้าง เวลาร่างกายต้องทำงานเกี่ยวกับระยะทาง
อย่างเช่นเวลาหยิบของ เวลาใส่ปลอกปากกา เวลากดเบอร์โทรศัพท์ เวลายื่นเงินให้แม่ค้า เวลารับเงินทอน
ซึ่งใช้นิดหน่อย จริง ๆ จน ปกติผมแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่า ร่างกายผมมีความสามารถด้านนี้อยู่ด้วย

แต่่ที่มันเป็นเรื่องใหญ่จนต้องเอามาเขียนนี่ ก็เป็นเพราะบังเอิญวันนึง
กำลังทำสมาธิเดินรู้กายไปเรื่อย ๆ แล้วสงสัยจิตมันดันไปจับเอาความรู้สึกตรงนี้เข้า
มันก็เลยเห็นชัดมาก ๆ เหมือนกำลังเดินอยู่ดี ๆ เรตินาบ้าน ๆ ของเรา กลายเป็นจอ imax สุดหรูซะงั้น
ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า มันก็เป็นจอ imax อยู่แล้ว แค่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ใส่แว่น
อยู่ ๆ ก็เหมือน มีคนเอาแว่นมาใส่ให้
เป็นความสุดยอดอลังการงานสร้างมาก ตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็น
เหมือนจะรู้สึกถึง space ระหว่างเรากับของทุกอย่างที่มอง เหมือนดำอยู่ใต้น้ำ
แล้วรู้สึกถึงมวลน้ำ ที่คั่นอยู่ระหว่างเรากับปลาตัวน้อย แล้วก็ปะการัง
อารมณ์คงคล้าย ๆ เรื่อง hunter x hunter ตอนแผ่พุ่งเน็นออกไปรอบ ๆ นั่นแหละ
แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจัด เลยคิดมาก จนมันหายไปเลย
เห็นแค่ไม่กี่วิเอง ... เสียดาย ๆ
ก็เลยมานั่งวิจัยต่อ ลองนู่น ลองนี่ จนเอามาสรุปเขียนให้ดูที่ข้างบน
ก็แปลกดีที่ร่างกายเราเองแท้ ๆ
ไอ้ที่เจอมานั่น ก็เห็นอยู่เป็นปกติ อยู่ทุกวัน
แต่กลับไม่เคยรู้สึกถึงมันเลยสักติ่งหนึ่ง
ไม่สิ ต้องบอกว่าร่างกายเราอะ มันรับรู้ แต่เราเองต่างหากที่ไม่เคยรู้ว่ามันมี

ว่าง ๆ ก็ลองเอาไปเล่นกันดูครับ แต่อย่าทดลองมาก จะปวดตาเอา

แล้วโลกที่คุณมองเห็นหละ ... มีกี่มิติ?

วันศุกร์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

นับ 1 ใหม่ ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้

1 สัปดาห์กับการกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดา
เห็นโลกอย่างที่เคยเห็นมาทั้งชีวิต
หลง อย่างที่หลงมาตลอดยี่สิบกว่าปี
ฟุ้งซ่านอย่างที่เป็นมาตั้งแต่จำความได้
ถามตัวเองทุกครั้งที่ตื่น ว่าวันนี้เราจะกลับไปเป็นอย่างเดิมไหม
ทบทวนทุกครั้งพอตกค่ำ ว่าตลอดวัน เกิดอะไรกับตัวเอง
ภาวนาก่อนนอน ว่าช่างมันวันนี้ หลับตาก็ตายแล้ว ตื่นมานับหนึ่งใหม่
วนไปวนมาอยู่เป็นอาทิตย์แล้ว

สงสัยจะเป็นเพราะอยากปฏิบัติมากเกินไป อะไร ๆ มันเลยไม่เป็นอย่างที่อยากจะให้เป็น
พอมานึกว่า อย่าไปจับจ้องขนาดนั้น รู้ก็รู้ ก็ตามรู้ไป ไม่ฝืน ไม่บังคับ
ก็เพี้ยนไปเป็น รู้ก็ช่างไม่รู้ก็ช่าง หนักเข้าก็ถึงกับ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เด๋วจะรู้มันก็รู้เอง

ถ้าจะถามตัวเองว่าช่วงหนึ่งสัปดาห์นี้ มีสติบ้างไหม
ก็คงตอบแบบเข้าข้างตัวเองหน่อย ๆ ว่า มีสติอยู่บ่อย ๆ
เพราะความเคยชินที่เห็นลมหายใจอยู่เป็นประจำ ทำให้กลับมารู้ลมหายใจเป็นระยะ ๆ
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นการเห็นแบบ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รุ้อะไรเลยจริง ๆ
แค่ไหว ๆ แล้วก็ไปจับอยู่ที่ลมเข้าออก สักพักก็เผลออีก แล้วก็ไหว ๆ ขึ้นมาก็กลับไปอยู่เข้าออก
ได้ความรู้ระดับจินตมยปัญญาว่า กายนี้ ใจนี้มันไม่ใช่ของเรา เพราะสุดปัญญาจะไปบังคับมันจริง ๆ
แต่ก็ไม่เห็นความก้าวหน้าอย่างอื่นใดเกิดขึ้นอีก


"แอบท้อ"


ท้อก็รู้ว่าท้อ


"แต่ก็ยังท้ออยู่ดี"


ยังอยากท้อต่อก็ให้รู้ว่าอยากท้อต่อ


นับหนึ่งใหม่


"อยากทำก็ให้รู้ว่าอยากทำ"


-*- อยากได้อุบาย มาช่วยให้มีสติบ่อยจัง
สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์จึงหมดไปโดยไม่ได้เขียนอะไรเลย
แต่ดูเหมือนการไ่ม่เขียนก็ไม่ใช่ทางอีก
เพราะตอนที่เขียนเราก็ยังพยายามพิจารณาความเปลี่ยนแปลง
แต่พอไม่เขียนนี่ เหมือนช่างหัวมันไปเสียหมด
สุดท้ายก็เลยกลับมาเขียนดีกว่า

ไม่เป็นไร นับ 1 ใหม่อีกรอบ

แต่คงต้องไปหาอุบายมาให้มันเกิดมานะมากกว่านี้ซะหน่อยแล้ว
ชักถดถอยลงทุกวัน ทำมาได้แค่แป๊ปเดียวก็ท้อซะแล้ว แย่จริง ๆ


"ท้อก็รู้ว่าท้อ อย่าไปปรุงแต่ง 555"

วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

นั่งยาก

(22:29 PM) [ G.U. ] - {soda: นั่งสมาธินั่งยังไงอะ
(22:29 PM) [ G.U. ] - {soda: ดูอะไร
(22:30 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ก็นั่งสังเกตลมไปธรรมดานั่นแหล่ะ
(22:30 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: คือ สติปัฏฐานเนี่ย ไม่ได้มีแต่วิปัสสนาหรอกนะ
(22:31 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: มันมีสมถะอยู่ด้วย
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: เอ จะถามยังไงดี
(22:31 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: หมายถึงตอนทำสมถะอะ
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: ทำให้ได้สมถะ หรือทำเหมือนตอนดุจิต
(22:31 PM) [ G.U. ] - {soda: แล้วพวกเวทนาทางกาย นี่ปล่อยมันไปเลย แค่คอยดู หรือเมื่อยก็เปลี่ยนท่า
(22:32 PM) [ G.U. ] - {soda: แล้วอย่างพอมันเริ่มเกร็ง ๆ เพ่ง ๆ ก็นั่งดูไป รึเปลี่ยนอิริยาบท อย่างไปเดินจงกลม
(22:40 PM) [ G.U. ] - {soda: เพราะช่วงนี้ชักสงสัยบ่อย ๆ ว่า นั่งแล้วใจมันฟุ้ง ๆ เกิดความคิดตามไปเยอะแยะ แต่ถ้าไปเพ่งมันไว้ มันก็กลายเป็นแข็ง ๆ เกร็ง ๆ
แต่ถ้านั่งดูเฉย ๆ ก็กลายเป็นเหมือนนั่งหลับตา ใจมันก็ไปเรื่อย ไม่ได้รู้สึกถึงความสงบเลย
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: คือ ถ้าทำสมถะไม่เป็นเนี่ย
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ก็นั่งหลับตา ดูจิตไปนั่นแหล่ะ
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ดูลมไป ออก เข้า ยาว สั้น
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: แล้วขณะดู ถ้ามีอะไรเกิดที่จิต ก็ตามรู้ไป
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: จิตหนีไปคิด ก็รู้
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: จิตไปเพ่ง ไปแช่ๆกับลมก็รู้
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: พอรู้ไปเรื่อยๆ พวกความฟุ้งซ่านจะน้อยลง
(22:48 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: พอมันฟุ้งซ่านน้อยลง นิวรณ์ก็น้อยลง สมาธิก็จะเกิดตามมาเอง
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: เหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ คือความสุขน่ะ ถ้าจิตใจมีความสุข สมาธิจะตามมาเอง
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: แต่ถ้าไปฝืน เพ่ง เกร็ง สมาธิไม่มีทางเกิดแน่นอน
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: เพราะใจมีความทุกข์อยู่
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ลึกๆแล้ว นั่งเพราะอยากสงบนะ
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: แต่ไม่ดูตัวอยากสงบ มัวแต่ไปไล่ดูตัวอื่น
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: เหมือนไปดูตัวลูกน้องน่ะ
(22:49 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ที่มันไม่สงบ ก็เพราะอยากสงบเนี่ยแหล่ะ
(22:50 PM) ץ٥ط : ดูกายเ: ดูตัณหาที่อยากสงบด้วย
(22:52 PM) [ G.U. ] - {soda: งืม ๆ

วันอังคารที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ลมหายใจออก

หลังจากได้พิจารณากองลมอันเกิดขึ้นแต่ละระลอก
เราเห็นแล้วว่าเราสั้น ก็รู้ว่าลมสั้น ลมยาวก็รู้ว่าลมยาว
ขณะที่ไม่ได้ทำงานที่ต้องใช้ความคิด สติก็มาจับกับลม อยู่เสมอ ๆ โดยไม่ต้องกำกับ
ทำให้ได้เห็นถึงความเผลอ ได้เกือบตลอดทั้งวัน

แล้วก็เห็นจริงอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าหากมีสติขึ้นมา ในขณะที่ลมกำลังออก
สติจะรู้ง่าย มีความสบาย และผ่อนคลาย ไหลไปกับลมหายใจออก
แต่ถ้ารู้ตอนหายใจเข้า เราจะเผลอไปคิดเป็นบางครั้ง
มีความตึง ๆ หรือ เครียดเกร็งน้อย ๆ เกิดขึ้นด้วยการที่ร่างกายพยายามเอาลมเข้า
พิจารณาดังนี้ก็เห็นตรงตามคำหลวงพ่อว่า ให้รู้ลมออกก่อน

แต่เนื่องจากตอนแรกที่ปฏิบัตินั้น เราภาวนาไว้ว่า ทุกลมหายใจเข้า ขอให้เรามีสติ
กับความจริงอีกประการหนึ่งคือ ในลมหายใจออกนั้น ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย เกิดควาสุขในการได้คลายลมออก
อีกทั้งยังเป็นอาการทางกายที่เกิดอย่างแผ่ว ๆ เพราะร่างกายไม่ได้ใช้แรง ทำให้สติเกิดได้ยาก
ต่างกันกับการหายใจเข้า ที่ร่างกายเราต้องออกแรง ดึงลมเข้าสู่ร่างกาย
ด้วยเหตุผลดังนี้ ทำให้สติเราส่วนมากมักจะเกิดขึ้นที่สุดลมหายใจออก
ชั่วแวบที่กำลังจะเริ่มดึงลมหายเข้านั้นแหละ พอรู้ตัวตรงนั้นก็จะรู้ว่าเผลอขึ้นมา
แต่การที่มีสติได้เห็นร่างกายดึงลมหายใจเข้าตลอดสายนั้น จึงมักจะทำให้จิตเราไปจับอยู่กับการ
เห็นร่างกายเอาลมเข้า ร่างกายเลยเกร็งขึ้นมาหน่อย ๆ ไม่ได้หายใจเข้าอย่างเป็นธรรมชาติจริง ๆ
บางลมเหมือนกับเราเป็นการกำหนดทั้งร่างให้เอาลมเข้าไปเลยก็มี

มีแค่ไม่กี่ครั้งที่ปล่อยร่างกายสบาย ๆ แล้วไปเกิดสติตอนลมเข้าจนสุด
ตรงนั้นเองนอกจากจะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว เรายังได้รู้สึกอีกว่า พอมันเข้าจนสุดแล้วก็ต้องออกมาเป็นธรรมดา
อีกทั้งถ้าเริ่มมีสติที่สุดลมหายใจเข้า ทั่วร่างเราก็จะผ่อนคลายลง เผื่อผ่อนลมออก ทำให้ลมหายในนั้นสอนอะไรได้มากกว่า
เพราะไม่เกิดทั้งความเกร็ง ความเพ่ง แล้วยังทำให้เห็นความเกิดดับทางกายอีกด้วย

พอเห็นยังงั้น เราก็เลยเกิดสัญญากับตัวเองขึ้นมาบ่อย ๆ ว่า อยากให้มีสติเกิดขึ้นที่ลมหายใจออก มากกว่าหายใจเข้า
พอเกิดสติที่ลมหายใจเข้า ก็เลยมีบ้างที่จิต ขุ่น ๆ เป็นฝ้าขึ้นมา ด้วยเหตุเพราะสัญญาที่เผลอไปตรึกนึกไว้ข้างต้น
แต่หากไม่อยากให้มีสัญญาแบบนั้น ก็จะยิ่งเป็นการครุ่นคิดมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้หลงทางหนักขึ้น
ตอนนี้ก็เลยได้แต่ปล่อยให้ มันเป็นไปอย่างนั้น ก็นั่งดุใจขุ่น ๆ ที่เกิดขึ้นตอนลมหายใจเข้าไปก่อนละกัน
เห็นธรรมดาของใจ ที่มันไม่เที่ยง แม้แต่ลมหายใจเข้าออก ยังเกิดชอบกับชังได้อีก ... มนุษย์หนอมนุษย์

วันจันทร์ที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

มือใหม่จูงมือกัน

ชวนแม่มาลองปฏิบัติธรรมได้สักพัก เร็ว ๆ นี้พึ่งจะมีโอกาสได้คุยว่าเป็นอย่างไรบ้าง
พอได้คุยแล้วถึงรู้ว่า เราโชคดีมาก ๆ ในการปฏิบัติ
เพราะแม่บอกว่าตอนแรกที่ทำนั่น ที่เราบอกว่าดูลมหายใจดู ว่าเข้าหรือออก
แม่บอกว่าตอนลองทำทีแรกนั่น ไม่รู้จริิง ๆ ว่ามันเข้าหรือออก
ตอนปฏิบัติีแรก ถึงกัับต้องใช้มือจับที่ท้อง เพื่อดูว่ากำลังเข้าหรืออก
เพราะไม่เห็นลมหายใจเลยจริง ๆ แล้วท้องพองรึยุบก็ไม่รู้
จริง ๆ คือไม่รู้อะไรเลย ว่าร่างกายตัวเองเป็นยังไง

เราก็ต้องถามไปเรื่อยว่าเห็นอะไรบ้าง
ถามว่าเห็นท้องพองยุบมั๊ย พอเห็นท้องพองยุบ อันนี้แรก ๆ แม่ต้องเอามือจับท้องไว้ถึงรู้ว่ามันพองหรือยุบ
ถามว่าเห็นลมผ่านที่ปลายจมูกมั๊ย หลังจากแม่เริ่มดูเป็น สักพักกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้
ถามว่าเห็นลมทอดยาวเข้าสู่ร่าง แล้วพอสุดก็ต้องออกเป็นธรรมดามั๊ย อันนี้แม่ยังทำไม่ได้

ฟังแรก ๆ ผมก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะผมสัมผัสลมหายใจได้ในครั้งแรกที่ได้ฟังว่าให้ดูลมหายใจ
พอได้ฟังแม่พูดก็นึกสงสัยว่าทำไมถึง ไม่เห็นก็เป็นกายของเราเองแท้ๆ เป็นอาการปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า
แม่ก็บอกว่า จริง ๆ มันก็เป็นแบบนี้แหละ เพราะไม่เคยได้ดู ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เลยไม่รู้
แม่บอกว่าแม่ลองเอาไปถามนักเรียนว่า รู้รึเปล่าว่ากำลังหายใจเข้าหรืออก
นักเรียนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาสักพักทีเดียวกว่าจะรู้ว่า หายใจเข้าหรือออก มีคนเคยทำสมาธิมาบ้าง ที่เห็นกันเร็วหน่อย
แต่ก็มีอีกส่วนที่ต้องจับดูเอาถึงจะรู้เหมือนกัน
แล้วตอนหายใจเข้าท้องมันพองหรือยุบนี่ ยิ่งไม่รู้กันไปใหญ่เลย
เพราะเวลาหายใจ ถ้าตั้งใจหายใจ โดยไม่รู้ตามธรรมชาติที่มันเป็น เวลาหายใจเข้า ท้องมันจะยุบ
เพราะต้องเกร็งเอาลมเข้าไปในท้อง แต่บางทีที่หายใจเข้า ท้องมันก็พอง เพราะเป็นธรรมดาที่ท้องจะพอง
พวกนักเรียนก็งง สงสัยไปตาม ๆ กัน

การได้คุยกับคนปฏิบัติธรรมด้วยกันมันดีอย่างนี้นี่เอง ถ้าเจอคนปฏิบัติได้ดีกว่า เค้าก็จะได้แนะแนวทางเรา
ถ้าเจอคนปฏิบัติยังไม่เท่าทัน ก็จะได้แนะนำเค้า ซ้ำยังได้เห็นขั้นตอนการพัฒนาที่เรามองข้ามไป รายละเอียดปลีกย่อย
ที่เอามาเป็น ข้อพิจารณา กายใจได้ หลาย ๆ อย่าง ซ้ำยังเกิดความอิ่มเอิบใจในการที่ได้เจอคนร่วมทาง
แล้วยิ่งเป็นคนในครอบครัวด้วยอย่างนี้ รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นพิเศษ

กลับไปบ้านคงต้องขน cd ธรรมะกลับไปให้แม่ฟังซะแล้ว เพราะเริ่มขึ้นสู่ขั้นที่สูงขึ้น
เราเองก็ยังไม่แตกฉานพอ ไม่กล้าที่จะสอนเสียด้วย อีกอย่างเผื่อจะได้ให้พ่อกับพี่ไปด้วยเลย
เพราะเห็นแม่เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้วันว่าง ๆ พ่อก็ไปวัดนั่งสมาธิเหมือนกัน ส่วนพี่ก็เริ่มมีวิสัยทางนี้บ้างแล้ว เห็นถามถึงอยู่เหมือนกัน
มีความสุขจริง ๆ กับการที่คนในบ้านหันมาปฏิบัติกัน เดี๋ยวนี้โทรคุยกันก็คุยกันแต่เรื่องว่าปฏิบัติเป็นอย่างไร
แม่มีท้าแข่งด้วยนะ ว่าใครจะบรรลุธรรมได้ก่อนกัน 555
นี่สินะ สุขอันเกิดจาก ธรรมทาน เวลาได้คุยกันจะรู้สึกมีปีติเกิดขึ้นในใจ เอ่อล้นเหมือนน้ำพุที่ไม่รู้จักแห้งเหือด
ชะโลมใจแห้ง ๆ อันเกิดจากความอยากก้าวหน้า ให้แช่มชื่น สมบูรณ์ และปล่อยสบายได้เยอะเลย



ธรรมรักษาผู้อยู่ในทางทุกคนครับ
เชิญชวนผู้ยังไม่เห็นทางให้มาลอง ... ของเค้าดีจริง

วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เราเห็นเจ้าแล้วมาร

"เราเห็นเจ้าแล้วมาร"
นึกชอบใจคำพูดนี้ของพระพุทธเจ้ามาก ๆ
ตอนได้อ่านได้ฟังที่แรก เราก็นึกว่ามารมาเป็นตัว ๆ เหาะลงมาจากฟ้า
มารบฟาดฟัน กับพระพุทธเจ้า ตอนนั้นก็นึกสงสัย ว่าทำไมพระพุทธเจ้านั่งเฉย ๆ แล้วชนะได้เนี่ย
มาคราวนี้เจอตัวมารเข้ากับตัว ก็รู้แจ้งแก่ใจเลย มารของเรามันไม่ได้มาเป็นตัว ๆ แบบในพระไตรปิฏก
แต่มันมาเป็นระรอก ๆ จากภายใน รู้สึกเร่าร้อนรุนแรง ปานจะเห็นเป็นตัวเป็นตนอยู่ตรงหน้า
พอเห็นมันเป็นตัว ๆ แล้วมีสติรู้ทัน ก็เกิดปีติในใจ อยากจะเอ่ยวาจาเดียวกันกับพระพุทธเจ้าบ้าง

"เราเห็นเจ้าแล้วมาร" 5555


ขอเวลา อิ่มเอมในใจ 5 นาที
































กลับมา ๆ อย่าติดสุขนาน


แต่ระดับมันก็ต่างกันนิด ๆ หน่อย ๆ (จริง ๆ ก็ไม่นิดเท่าไหร่อะนะ )
ถ้าเปรียบมารของพระพุทธเจ้าเป็นกองทัพ Diablo
ของเราก็คงเป็นแค่ Imp เด็กตัวกระจ้อยหลงฝูงมาตัวเดียว มาท้าสู้


แต่ถึงจะเจอกับเจ้าตัวเล็กนี่ เราก็ยังสู้แทบหืดขึ้นคอ
ตอนเจอกันยกแรก นึกจะลองใช้วิธีพระพุทธเจ้าดู แค่รู้แค่ดู ไม่ได้ปรุงแต่ง แค่มองเห็น
แต่ดูเหมือนฐานสติเรายังไม่แกร่งพอ จะเผลอพลาดท่าเสียทีตามใจตัวเองเสียบ่อย
เห็นท่าจะไม่ดียกสอง จึงใช้วิธีเข้าตะลุมบอน ยื้อยุดฉุดกระชาก เอาให้ชนะให้ได้
แต่ก็เกิดความอึดอัด ขัดแค้นในใจ ดูไม่สบายเนื้อสบายตัวเอาซะเลย
ถึงแม้จะเอาชนะได้ในศึกนี้ แต่เห็นในขณะจิตนั้นเลยว่า เป็นการเอาชนะแค่ชั่วครั้งชั่วคราว
หาได้ชนะแบบเด็ดขาด มารน้อยตัวนั้นก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร เพียงแค่ล่าถอยไปชั่วครู่
เราซะอีก ที่ถึงกับสะบักสะบอม แถมยังมีความขุ่นในใจขึ้นมาให้เห็นอีกเป็นระลอก ๆ
คงต้องทำสมถะให้มากกว่านี้ จะได้มีฐานที่มั่นไว้สู้กับมารในยกหน้า